ThaiGovData

ประกาศคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัดกระบี่ ฉบับที่ ๕๙ (พ.ศ. ๒๕๖๘) เรื่อง กำหนด (ปรับปรุง) เส้นทางสำหรับการขนส่งประจำทางด้วยรถโดยสาร หมวด ๔ จังหวัดกระบี่ จำนวน ๕ เส้นทาง

undated

Original PDF at ratchakitcha.soc.go.th

The text below was extracted from the PDF's own text layer, not by OCR. The linked PDF is the record; treat this as an extract of it.

ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริยศาลรัฐธรรมนูญคําวินิจฉัยที่ ๑/๒๕๖๙ เรื่องพิจารณาที่ ๘/๒๕๖๘วันที่ ๒๑ เดือน มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ประธานวุฒิสภา ผูรองนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม ที่ ๑พันตํารวจเอก ทวี สอดสอง รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม ที่ ๒ ผูถูกรองเรื่อง ประธานวุฒิสภาสงคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสามประกอบมาตรา ๘๒ วา ความเปนรัฐมนตรีของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม และ พันตํารวจเอก ทวี สอดสอง รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔)ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) หรือไมประธานวุฒิสภา (ผูรอง) สงคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๒ ขอเท็จจริงตามคํารองและเอกสารประกอบ สรุปไดดังนี้พลตํารวจตรี ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา และคณะ รวม ๙๒ คน เขาชื่อเสนอคํารองตอผูรองวา ความเปนรัฐมนตรีของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการระหวาง หนา ๒เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ กระทรวงกลาโหม (ผูถูกรองที่ ๑) และ พันตํารวจเอก ทวี สอดสอง รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม(ผูถูกรองที่ ๒) สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔)และ (๕) หรือไม กลาวอางวา ผูถูกรองทั้งสองใชกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ทั้งที่กรมสอบสวนคดีพิเศษไมมีหนาที่และอํานาจดําเนินคดีเกี่ยวกับการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๖๑ เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เทานั้นที่มีหนาที่และอํานาจดังกลาวกรมสอบสวนคดีพิเศษจะดําเนินการไดตอเมื่อ กกต. มอบหมายใหดําเนินการเทานั้น และกรณีความผิดฐานฟอกเงินที่เกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเปนเรื่องที่ กกต. ตองสงเรื่องใหสํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงินดําเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสอง กรมสอบสวนคดีพิเศษไมมีอํานาจรับคดีดังกลาวเปนคดีพิเศษและไมสามารถดําเนินคดีอาญาที่ตอเนื่องหรือเกี่ยวของได ผูถูกรองที่ ๑ ในฐานะประธานกรรมการคดีพิเศษ และผูถูกรองที่ ๒ ในฐานะรองประธานกรรมการคดีพิเศษ รวมกันเสนอเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ รองขอใหตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในป พ.ศ. ๒๕๖๗ เพื่อมีมติเปนคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒)ในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ ๒๕๖๘แตที่ประชุมมีมติเลื่อนการพิจารณา เนื่องจากมีขอถกเถียงเรื่องอํานาจการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษใหกรมสอบสวนคดีพิเศษเชิญ กกต. มาชี้แจงตอที่ประชุมครั้งตอไป ตอมาวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๘ในการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ ผูถูกรองที่ ๑ เปนประธาน และผูถูกรองที่ ๒ เปนรองประธานมีกรรมการคดีพิเศษเขารวมประชุมทั้งสิ้น ๑๘ คน ที่ประชุมมีมติรับเปนคดีพิเศษเฉพาะความผิดฐานฟอกเงินดวยเสียงเห็นชอบจากกรรมการ ๑๑ คน หรือคิดเปนกึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด จํานวน ๒๒ คนภายหลังการประชุม ผูถูกรองทั้งสองพรอมกรรมการคดีพิเศษบางสวนรวมกันแถลงขาวเกี่ยวกับมติที่ประชุม กคพ. ตอสื่อมวลชน นอกจากนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษเผยแพรเอกสารแถลงการณฉบับลงวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๘ สรุปวา กคพ. มีมติชี้ขาดใหกรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทําความผิดฐานเปนอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๙และกฎหมายที่เกี่ยวของ เปนคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗หนา ๓เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) สวนคดีอาญาใดตอเนื่องหรือเกี่ยวของกับคดีพิเศษดังกลาว ยอมเปนคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคสอง ที่จะทําการสอบสวนตอไปได โดยไมตองมีมติใหคดีดังกลาวเปนคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) การกระทําของผูถูกรองทั้งสองที่รวมกันเสนอเรื่องดังกลาวเปนการแทรกแซงหรือครอบงําหนาที่และอํานาจของ กกต. โดยใชกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเปนการกลั่นแกลง กดดัน ขมขู และครอบงําสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเปนฝายนิติบัญญัติ ขัดตอหลักการแบงแยกอํานาจและฝาฝนหลักนิติธรรม ถือวาผูถูกรองทั้งสองไมมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษ และมีพฤติกรรมเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผูดํารงตําแหนงในองคกรอิสระ รวมทั้งผูวาการตรวจเงินแผนดินและหัวหนาหนวยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองคกรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ขอ ๕ ขอ ๖ ขอ ๗ ขอ ๘ ขอ ๑๑ ขอ ๑๒ ขอ ๑๓ ขอ ๑๔ ขอ ๑๖ ขอ ๑๗ ขอ ๒๑ ขอ ๒๕ขอ ๒๖ และขอ ๒๗ รวมทั้งเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมของขาราชการการเมืองพ.ศ. ๒๕๖๔ ขอ ๔ (๑) (๔) (๕) ขอ ๕ (๑) (๒) (๔) (๕) (๖) ขอ ๖ (๑) (๒) (๕) ขอ ๗ (๒) (๓) (๕)ขอ ๘ (๒) (๕) ขอ ๙ (๑) และขอ ๑๐ (๑) (๒) (๓) (๕) (๖) (๙)ผูรองตรวจสอบลายมือชื่อของผูเขาชื่อเสนอคํารองแลวเห็นวา มีสมาชิกวุฒิสภารวมกันเขาชื่อเสนอคํารองจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๒ วรรคหนึ่ง จึงสงคํารองเพื่อขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๒ ดังนี้๑. ความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕)๒. มีคําสั่งใหผูถูกรองทั้งสองหยุดปฏิบัติหนาที่จนกวาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๒ วรรคสองประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญตองพิจารณาเบื้องตนมีวา ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจรับคํารองไววินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๒ วรรคหนึ่ง หรือไม เห็นวา ขอเท็จจริงตามคํารองและเอกสารประกอบเปนกรณีที่สมาชิกวุฒิสภา จํานวน ๙๒ คน ซึ่งเปนจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของวุฒิสภาเขาชื่อรองตอผูรองขอใหสงคํารองไปยังหนา ๔เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยวา ความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) กรณีเปนไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๒ วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗ (๙) ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคําสั่งรับคํารองไววินิจฉัย และใหผูถูกรองทั้งสองยื่นคําชี้แจงแกขอกลาวหาสําหรับคําขอใหผูถูกรองทั้งสองหยุดปฏิบัติหนาที่รัฐมนตรีนั้น เห็นวา ขอเท็จจริงตามคํารองและเอกสารประกอบยังไมปรากฏเหตุอันควรสงสัยวามีกรณีตามที่ถูกรอง ศาลรัฐธรรมนูญไมสั่งใหผูถูกรองทั้งสองหยุดปฏิบัติหนาที่สวนคํารองเพิ่มเติมและเอกสารประกอบ ฉบับลงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๘ ผูรองขอใหศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งกําหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวกอนการวินิจฉัย เห็นวา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๑ กําหนดใหประเภทคดีที่จะมีคําสั่งกําหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวกอนการวินิจฉัยใหเปนไปตามขอกําหนดศาลรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๒ ขอ ๔๐ กําหนดรูปแบบของการออกคําสั่งกําหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวกอนการวินิจฉัยตามแตละประเภทคดีซึ่งมิไดรวมถึงคดีที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยการสิ้นสุดลงของความเปนรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ อีกทั้งในชั้นนี้ พฤติการณแหงคดียังไมปรากฏความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอยางรายแรงที่ยากแกการแกไขเยียวยาในภายหลัง หรือมีความรุนแรงอันใกลจะถึง อันจะเปนเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญจะกําหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวกอนการวินิจฉัยจึงยกคําขอตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑มาตรา ๗๑ ประกอบขอกําหนดศาลรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๒ ขอ ๓๘สําหรับคํารองเพิ่มเติมและเอกสารประกอบ ฉบับลงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ผูรองขอใหศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งใหผูถูกรองทั้งสองหยุดปฏิบัติหนาที่จนกวาศาลจะมีคําวินิจฉัยถึงที่สุด เห็นวาผูถูกรองที่ ๑ ดํารงตําแหนงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม ยังไมปรากฏเหตุอันควรสงสัยวามีกรณีตามที่ถูกรอง ในชั้นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังไมสั่งใหผูถูกรองที่ ๑ หยุดปฏิบัติหนาที่สวนผูถูกรองที่ ๒ ดํารงตําแหนงรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม มีหนาที่และอํานาจสั่งและปฏิบัติราชการในฐานะผูบังคับบัญชาขาราชการกระทรวงยุติธรรมอันรวมไปถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอเท็จจริงหนา ๕เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ตามคํารองเพิ่มเติมและเอกสารประกอบ ปรากฏเหตุอันควรสงสัยวา ผูถูกรองที่ ๒ มีกรณีตามที่ถูกรองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๒ วรรคสอง จึงใหผูถูกรองที่ ๒หยุดปฏิบัติหนาที่รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมเฉพาะในฐานะผูกํากับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษและรองประธานกรรมการคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ นับแตวันที่๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๘ จนกวาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัยตอมาผูรองยื่นคํารองเพิ่มเติมและเอกสารประกอบมีสาระสําคัญเพิ่มเติมจากคํารอง สรุปไดดังนี้๑. ผูถูกรองทั้งสองพยายามบิดเบือนใหคดีดังกลาวเปนความผิดฐานฟอกเงินประกอบความผิดอื่น ๆตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ซึ่งอยูในหนาที่และอํานาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสอง กําหนดใหความผิดเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภาใหถือเปนความผิดมูลฐานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน หากเทียบเคียงตามนัยคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๘/๒๕๖๔ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวา ประมวลรัษฎากรมาตรา ๓๗ ตรี ที่กําหนดใหความผิดบางมาตราเปนความผิดมูลฐานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๓๗ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ยอมทําใหพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสอง ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ ซึ่งคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองคกรรวมถึงผูถูกรองทั้งสอง เมื่อพระราชบัญญัติปองกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ. ๒๕๔๒ มิไดบัญญัติใหการกระทําความผิดดังกลาวเปนความผิดมูลฐาน จึงถือมิไดวาการกระทําความผิดในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาหรือการกระทําความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเปนคดีความผิดตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงินตามที่พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบบัญชีทายพระราชบัญญัติดังกลาว ขอ (๑๖) บัญญัติใหเปนคดีพิเศษ การกระทําของผูถูกรองทั้งสองเปนการทุจริตตอหนาที่และจงใจหรือเจตนาปฏิบัติหนาที่หรือใชอํานาจขัดตอบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญและกฎหมาย อยางไรก็ดีหากศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นวาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสอง ไมขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญดังกลาว การกระทําของผูถูกรองทั้งสองหนา ๖เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ เปนการฝาฝนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๒ มาตรา ๒๒๔ และมาตรา ๑๓๐ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสอง ที่กําหนดให กกต. สงเรื่องใหสํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงินเทานั้น มิไดใหกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนผูดําเนินการ ประกอบกับเมื่อพิจารณาแนวปฏิบัติที่ผานมา กรณีที่มีผูตองคําพิพากษาของศาลฎีกาหรือองคกรอื่นที่เกี่ยวของวากระทําการทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือการเลือกสมาชิกวุฒิสภาแลว ไมเคยปรากฏวากรมสอบสวนคดีพิเศษและ กคพ. จะตองเรงนําคดีเหลานั้นมาดําเนินการเปนคดีพิเศษและตั้งขอกลาวหารายแรงวาเปนการฟอกเงิน๒. ผูถูกรองทั้งสองสั่งการใหดําเนินการสอบสวนคดีตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในป ๒๕๖๗ กอนที่ กคพ. จะมีคําสั่งรับคดีไวเปนคดีพิเศษ และสั่งการให กคพ. พิจารณารับคดีดังกลาวเปนคดีพิเศษ ทั้งที่ยังมีขอสงสัยวาการคิดมูลคาความเสียหายหรือทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดฐานเปนอั้งยี่นั้นมีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไปหรือไม เปนกรณีไมปรากฏพยานหลักฐานอันชัดเจนที่พิสูจนใหเห็นถึงองคประกอบความผิดและพฤติการณเขาขายการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทําความผิดฐานเปนอั้งยี่ที่เกี่ยวของกับการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาในป ๒๕๖๗ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจะรับไวเปนคดีพิเศษได๓. ผูถูกรองที่ ๑ ในฐานะประธานกรรมการคดีพิเศษเรงรีบดําเนินการออกขอบังคับ กคพ.วาดวยแนวทางการสอบสวนบุคคลที่เปนพยานสําคัญในคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๘ และขอบังคับ กคพ.วาดวยการปฏิบัติหนาที่ในคดีพิเศษระหวางหนวยงานของรัฐที่เกี่ยวของ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘เพื่อใชในคดีนี้เปนการเฉพาะ๔. การที่ผูถูกรองทั้งสองไดรวมกันเสนอเรื่องและมีมติดังกลาว มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองกรณีสมาชิกวุฒิสภาสวนใหญไมเห็นดวยกับการเสนอรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ของพรรคเพื่อไทย ที่ผูถูกรองที่ ๑ สังกัด และผูถูกรองที่ ๒ เคยสังกัด๕. ผูถูกรองทั้งสองสมคบกันกระทําความผิดดวยการวางแผนใชอํานาจสอบสวนเปนกรณีที่ฝายบริหารใชอํานาจแทรกแซงกระบวนการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เปนการกระทําที่ขัดตอหลักการแบงแยกอํานาจอันเปนหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งผูถูกรองทั้งสองปฏิบัติหรือละเวนหนา ๗เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ การปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบรวมกับ พันตํารวจตรี ยุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษใชอํานาจดําเนินการสอบสวนโดยมิชอบเกี่ยวกับคดีตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในป ๒๕๖๗๖. การที่เจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษและ กกต. นําหมายเรียกคดีซึ่งประทับชั้นความลับวา“ลับ” เปดเผยที่ประตูหองพักของสมาชิกวุฒิสภา เปนการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน อันเปนการกระทําที่ไมสุจริตและมีนัยทางการเมืองเพื่อสรางความเกลียดชังตอสมาชิกวุฒิสภาและมีลักษณะเปนการบั่นทอนฝายนิติบัญญัติ๗. พฤติการณของผูถูกรองทั้งสองที่ปรากฏตามเอกสารขาวและคลิปวิดีโอ รวมถึงการที่ผูถูกรองที่ ๒ใหขาวตอสื่อมวลชนมีลักษณะเปนการแทรกแซงหรือครอบงําหนาที่และอํานาจของ กกต. โดยใชกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอันเปนการกลั่นแกลง กดดัน ขมขู และครอบงําสมาชิกวุฒิสภาผูถูกรองที่ ๑ ยื่นคําชี้แจงแกขอกลาวหา คําชี้แจงแกขอกลาวหาเพิ่มเติม และเอกสารประกอบ สรุปไดดังนี้๑. การใชสิทธิเขาชื่อของสมาชิกวุฒิสภาผูเขาชื่อ จํานวน ๘๙ คน จาก ๙๒ คน เปนการใชสิทธิโดยไมสุจริตและไมชอบดวยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากปรากฏรายชื่อในโพยรายชื่อเพื่อใหมีการลงคะแนนเลือกสมาชิกวุฒิสภาโดยไมสุจริตและเที่ยงธรรม อยูระหวางการถูกสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษการยื่นคํารองในคดีนี้มีเจตนาและความมุงหวังเพื่อใหการดําเนินคดีตามกฎหมายและกระบวนการสอบสวนคดีพิเศษจะตองหยุด ระงับหรือชะลอการสอบสวน เปนผลใหกลุมผูรองตลอดจนพวกพองของตนจะไมตองถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษสอบสวนและดําเนินคดีตอไป โดยอาศัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเปนเครื่องมืออางวาการกระทําของผูถูกรองทั้งสองเปนเหตุใหความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เห็นไดวามีเจตนาเพื่อปกปองประโยชนของตนเองและพวกพองมิไดกระทําเพื่อประโยชนของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม เปนการกระทําอันเปนการขัดกันแหงผลประโยชน ไมชอบดวยรัฐธรรมนูญและมาตรฐานทางจริยธรรม เปนการใชสิทธิโดยไมสุจริต เมื่อมีสมาชิกวุฒิสภาเพียง ๓ คน ซึ่งไมอยูในระหวางการสอบสวนโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงเปนเหตุใหจํานวนสมาชิกวุฒิสภาผูเขาชื่อยื่นคํารองในคดีนี้นอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดหนา ๘เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ เทาที่มีอยูของสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๘๒ขอกลาวหาของผูรอง จึงไมชอบดวยรัฐธรรมนูญ๒. ผูถูกรองที่ ๑ ไดรับโปรดเกลาโปรดกระหมอมแตงตั้งใหดํารงตําแหนงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหมตามประกาศแตงตั้งรัฐมนตรี ลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๗ ไดรับมอบหมายใหปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ใหกํากับการบริหารราชการกระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรมและสวนราชการอื่น ๆ ตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีที่ ๓๑๓/๒๕๖๗ ลงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๖๗และปฏิบัติหนาที่ประธานกรรมการคดีพิเศษตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีที่ ๓๑๔/๒๕๖๗ ลงวันที่๑๖ กันยายน ๒๕๖๗ ผูถูกรองที่ ๑ จึงมีหนาที่และอํานาจในฐานะประธานการประชุม กคพ.ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๑๐ นอกจากนี้ กคพ. มีหนาที่และอํานาจตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหา ในกรณีที่มีขอโตแยงหรือขอสงสัยวาการกระทําความผิดใดเปนคดีพิเศษตามที่กําหนดไวในมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑)หรือไม ให กคพ. เปนผูชี้ขาด๓. พระราชกฤษฎีกาใหมีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๗ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใชบังคับเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ตอมา กกต. ออกประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งเรื่อง กําหนดวันเลือกและวันรับสมัครสมาชิกวุฒิสภา ลงวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๗ โดยกําหนดวันรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภาตั้งแตวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ถึงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๗และกําหนดวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอําเภอ วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๗ วันเลือกระดับจังหวัดวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๗ และวันเลือกระดับประเทศ วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๗๔. กรณีมีประชาชนรองขอใหกรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินคดีอาญากับกลุมบุคคลที่กระทําความผิดเกี่ยวกับกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาโดยมิชอบดวยกฎหมาย อันเปนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวของ เปนเรื่องที่อยูในหนาที่และอํานาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งเปนกรณีที่แยกตางหากจากหนาที่และอํานาจของ กกต. หากพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๒ มาตรา ๔๒ และมาตรา ๔๙ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๘๘ยอมแสดงใหเห็นถึงเจตนารมณของกฎหมายวา เมื่อมีการกระทําความผิดอาญาใดตามกฎหมายเกี่ยวกับหนา ๙เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ การเลือกตั้งและพรรคการเมืองเปนอํานาจของ กกต. ที่จะดําเนินการสืบสวน ไตสวน และดําเนินคดีเปนหลักแตเนื่องจากอํานาจการสอบสวนคดีอาญาเปนอํานาจของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายกําหนดใหผูสมัครรับเลือกตั้งหรือรับเลือกเปนผูเสียหายดวย กฎหมายมิไดตัดอํานาจของพนักงานสอบสวนทําการสอบสวนคดีอาญาที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ซึ่งพนักงานสอบสวนดังกลาวยอมหมายรวมถึงพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๓ ประกอบมาตรา ๓ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๖) ดวย กรณีตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสอง ที่กําหนดใหการกระทําความผิดตามมาตรา ๗๗ วรรคหนึ่ง (๑) เปนความผิดมูลฐานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยในสวนของความผิดอาญาเปนอํานาจสอบสวนของสํานักงานตํารวจแหงชาติหากความผิดอาญาดังกลาวเขาลักษณะเปนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษยอมมีอํานาจสอบสวนไดการดําเนินการตามหนาที่และอํานาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษไมใชการสืบสวน การไตสวน และการดําเนินคดีตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ที่บัญญัติใหอยูในหนาที่และอํานาจของ กกต.นอกจากนี้ ในสวนการดําเนินการของ กคพ. ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ กคพ. มิไดพิจารณาความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคหนึ่ง (๑) และมีมติรับเปนคดีพิเศษ แตเปนการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามขอสงสัยของคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ วาเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗กรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคล หรือคณะบุคคลที่กระทําความผิดเปนอั้งยี่ตามมาตรา ๒๐๙ แหงประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวของเปนการกระทําความผิดตามบัญชีทายประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕ เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือไม เทานั้น ดังนั้น การดําเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษในกรณีนี้ จึงเปนการดําเนินการเกี่ยวกับความผิดฐานฟอกเงิน อันเปนความผิดอาญาที่ไมอยูในหนาที่และอํานาจของ กกต. ที่จะทําการสืบสวน ไตสวน และดําเนินคดี แตเปนกรณีที่ กคพ. มีมติตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหาหนา ๑๐เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ สวนระยะเวลาการดําเนินการในเรื่องนี้ ตั้งแตมีผูรองขอความเปนธรรมเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๗ถึงวันที่เสนอเรื่องตอที่ประชุม กคพ. เพื่อพิจารณารับเปนคดีพิเศษ ในคราวการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๖๘เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ เปนระยะเวลาถึง ๘ เดือนเศษ เนื่องจากมีความสลับซับซอนในแงของพยานที่เกี่ยวของ ประกอบกับเมื่อพิจารณาตามระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษ วาดวยการบริหารงานคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๗ ขอ ๓๖ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษผูรับผิดชอบการสืบสวนหรือหัวหนาคณะพนักงานสืบสวน แลวแตกรณี จะตองดําเนินการเรื่องที่มีคําสั่งใหสืบสวนใหแลวเสร็จและเสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อพิจารณาสั่งการภายใน ๖ เดือน นับแตวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๗ซึ่งเปนวันที่กรมสอบสวนคดีพิเศษออกเลขสืบสวน เวนแตการสืบสวนยังไมเสร็จสิ้นและมีเหตุจําเปนตองสืบสวนตอไป อาจขอขยายระยะเวลาการสืบสวนไดอีกไมเกิน ๓ เดือน นับแตครบกําหนดระยะเวลาขางตน สอดคลองกับหลักการพิจารณาคดีอาญาดวยความรวดเร็ว ถือวาเปนการใชระยะเวลาที่เหมาะสมแกรูปคดีแลว ไมไดเปนกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเรงรีบนําคดีมาดําเนินการเปนคดีพิเศษตามขอกลาวหาของผูรอง๕. ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ไดรับการมอบหมายและมอบอํานาจใหกํากับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรีในกระทรวงยุติธรรม มีเพียงหนาที่และอํานาจกํากับการบริหารราชการแผนดินของกระทรวงยุติธรรมโดยทั่วไป ไมไดเปนผูบังคับบัญชาขาราชการกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษตามกฎหมายวาดวยระเบียบบริหารราชการแผนดิน การเสนอเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ใหที่ประชุม กคพ. พิจารณาในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ และครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ นั้น เปนการดําเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษมาตั้งแตตน เริ่มตั้งแตที่มีผูสมัครรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภามายื่นคํารองตอกรมสอบสวนคดีพิเศษ การพิจารณาขอเท็จจริงและพยานหลักฐานเบื้องตน การเสนอขออนุมัติและการอนุมัติใหสืบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๓เมื่อผลจากการสืบสวนไดขอเท็จจริง พยานหลักฐาน และพฤติการณในการกระทําความผิดเพียงพอที่จะเสนอใหมีการสอบสวนในรายละเอียดตอไป อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะฝายเลขานุการของ กคพ. จะเสนอเรื่องเพื่อให กคพ. พิจารณาตามกฎหมาย เรื่องดังกลาวเปนการดําเนินการตามหนาที่และอํานาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผูถูกรองที่ ๑ ไมเคยเกี่ยวของหรือสั่งการหรือมอบหมายใหอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือเจาหนาที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษคนใดดําเนินการในเรื่องดังกลาวหนา ๑๑เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ นอกจากนี้ ผูถูกรองที่ ๑ เปนเพียงผูไดรับมอบหมายและมอบอํานาจใหปฏิบัติหนาที่ประธานกรรมการแทนนายกรัฐมนตรีใน กคพ. ซึ่งเปนเพียงหนึ่งใน กคพ. ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗ มีหนาที่และอํานาจตามที่กฎหมายกําหนด ซึ่งองคประกอบของ กคพ. ประกอบดวยบุคคลผูมีความรูความสามารถตลอดจนมีประสบการณสูง บางทานดํารงตําแหนงหัวหนาหนวยงานของรัฐและบางทานมีตําแหนงระดับสูงทั้งจากภาครัฐและเอกชน ผูถูกรองที่ ๑ หาไดมีอํานาจสั่งการอยางเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแตเพียงผูเดียวให กคพ. ดังกลาวมีมติรับหรือไมรับคดีใดเปนคดีพิเศษหรือกระทําการหรืองดเวนกระทําการใดไดตามอําเภอใจ ผูถูกรองที่ ๑ มิไดเขาไปครอบงํา หรือแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของ กคพ. การลงมติของกรรมการแตละทานเปนดุลพินิจที่ตองพิจารณาวินิจฉัยดวยตนเอง ไมเกี่ยวของหรือเกี่ยวพันอันใดกับการปฏิบัติหนาที่ของผูถูกรองที่ ๑ อีกทั้งในการประชุม กคพ. ผูถูกรองที่ ๑ในฐานะประธานกรรมการคดีพิเศษเปดโอกาสใหกรรมการทุกทานไดพิจารณาและแสดงความเห็นโดยอิสระไมไดชี้นําหรือกดดันใหกรรมการตองกระทําการหรือละเวนกระทําการ และในการประชุม กคพ.ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ ผูถูกรองที่ ๑ เปนผูเสนอตอที่ประชุมใหฝายเลขานุการนํากรณีนี้เสนอตอคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง และนํากลับมาเสนอตอ กคพ. ในคราวประชุมครั้งตอไป เพื่อใหเกิดความรอบคอบในการพิจารณาของ กคพ. โดยขอใหเชิญผูแทนของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเขารวมประชุมในวันดังกลาวดวยเพื่อใหทราบความชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับขอบเขตหนาที่และอํานาจ๖. การเสนอรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช ....ที่มีความเกี่ยวของกับสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ มีขึ้นเมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๘ ภายหลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษรับดําเนินการตามหนาที่และอํานาจแลว เปนคนละกรณีกับการพบการกระทําความผิด และเจาหนาที่ของรัฐตองดําเนินการเพื่อหาตัวผูกระทําความผิดมาลงโทษ อันเปนหนาที่ของรัฐในการรักษาความสงบเรียบรอยของประชาชนในคดีนี้๗. แมกลุมผูเขาชื่อจะเปนสมาชิกวุฒิสภา หากมีการกระทําใดอันเปนความผิดอาญาตามกฎหมายยอมตองถูกตรวจสอบและดําเนินคดีเชนเดียวกับผูกระทําความผิดอาญาทั่วไป การสอบสวนและดําเนินคดีตามกฎหมายไมถือเปนการกลั่นแกลง แทรกแซง กดดัน ขมขู และครอบงําการปฏิบัติหนาที่ของสมาชิกวุฒิสภาอีกทั้งสมาชิกวุฒิสภาไดรับประโยชนจากขอสันนิษฐานตามรัฐธรรมนูญวาเปนผูบริสุทธิ์อยูจนกวาจะมีคําพิพากษาถึงที่สุดวากระทําความผิด การดําเนินการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษหนา ๑๒เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ มิไดมีผลกระทบตอสถานภาพการปฏิบัติหนาที่ของสมาชิกวุฒิสภา หากกระบวนการสอบสวนและดําเนินคดีในที่สุดปรากฏวามีสมาชิกวุฒิสภากระทําความผิดจริงและอาจตองพนจากตําแหนงก็ตองมีการดําเนินการเพื่อใหไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาคนใหม ซึ่งผูถูกรองที่ ๑ ไมมีความเกี่ยวของแตอยางใด ดังนั้น ไมมีกรณีใดอันจะถือวาผูถูกรองที่ ๑ กระทําการกลั่นแกลง แทรกแซง กดดันขมขูและครอบงําสมาชิกวุฒิสภา เพื่อประโยชนของผูถูกรองที่ ๑ และพวกพอง๘. ผูถูกรองที่ ๑ ไมมีหนาที่และอํานาจตามกฎหมายหรืออยูในฐานะที่จะรับรองไดวาการแจงขอกลาวหาและเรียกสมาชิกวุฒิสภาไปชี้แจงแกขอกลาวหาของเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษและเจาหนาที่สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนไปโดยถูกตองและสุจริตหรือไม เนื่องจากผูถูกรองที่ ๑มิใชผูมีสวนรูเห็นเหตุการณ และขอเท็จจริงดังกลาวยังมิไดผานกระบวนการสืบสวนสอบสวนดําเนินคดีตามกฎหมายจนมีขอยุติ๙. เอกสารขาวและคลิปวิดีโอที่จัดทําขึ้นโดยสํานักขาวหลายสํานัก ไมมีขอความตอนใดในเอกสารขาวหรือคลิปวิดีโอแสดงวาผูถูกรองที่ ๑ เปนผูใหสัมภาษณขาวหรือแพรขาวหรือกระทําการใดผูถูกรองที่ ๑ ไมรับรู รับทราบ และไมอาจยืนยันได สําเนาหนังสือสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่แจงขอกลาวหาและเรียกสมาชิกวุฒิสภาแตละคนไปชี้แจงแกขอกลาวหานั้น ผูถูกรองที่ ๑ ไมมีหนาที่และอํานาจใดตามกฎหมายเกี่ยวกับการดําเนินงานของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งผูถูกรองที่ ๒ ยื่นคําชี้แจงแกขอกลาวหา คําชี้แจงแกขอกลาวหาเพิ่มเติม และเอกสารประกอบสรุปไดดังนี้๑. ผูถูกรองที่ ๒ ไดรับโปรดเกลาโปรดกระหมอมแตงตั้งใหดํารงตําแหนงรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม มีหนาที่และอํานาจในการสั่งและปฏิบัติราชการในฐานะผูบังคับบัญชาขาราชการกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษตามกฎหมายวาดวยการบริหารราชการแผนดินและเปนผูรักษาการตามกฎหมายวาดวยการสอบสวนคดีพิเศษ รับผิดชอบการบริหารราชการแผนดินและการกํากับดูแลการบังคับใชกฎหมายใหเปนไปอยางมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลตามเจตนารมณของกฎหมาย อีกทั้งผูถูกรองที่ ๒ ยังเปนรองประธานกรรมการคดีพิเศษโดยตําแหนงตามที่กฎหมายบัญญัติไวและอยูภายใตบังคับและตองปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ และมาตรา ๑๖๔ ในการบริหารหนา ๑๓เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ราชการแผนดิน คณะรัฐมนตรีตองดําเนินการตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ กฎหมาย รวมถึงนโยบายที่ไดแถลงไวตอรัฐสภา๒. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐มิไดตัดอํานาจของหนวยงานอื่นของรัฐหรือพนักงานสอบสวนที่มีอํานาจสืบสวนหรือสอบสวนคดีอาญาตามกฎหมายในการรับเรื่องลักษณะดังกลาว หรือเรื่องที่เปนการกระทําอันเปนกรรมเดียวซึ่งเปนความผิดตอกฎหมายหลายบททั้งที่เกี่ยวของและไมเกี่ยวของกับกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองหรือเรื่องที่มีการกระทําหลายกรรมตอเนื่องกัน เพียงแตกรณี กกต. เห็นวาเปนการสมควรที่จะดําเนินการเอง ให กกต. มีหนังสือแจงใหหนวยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนนั้นโอนเรื่องหรือสงสํานวนการสอบสวนเกี่ยวกับการกระทําความผิดนั้นมาให กกต. ดําเนินการตอไปตามมาตรา ๔๙แสดงใหเห็นถึงการปฏิบัติงานในลักษณะการรวมมือระหวาง กกต. และพนักงานสอบสวน เปดชองทางใหหนวยงานที่เกี่ยวของกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาปฏิบัติหนาที่ในลักษณะสนับสนุนและเกื้อกูลกันเพื่อใหการปองกันและปราบปรามการกระทําความผิดทางอาญาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขอกลาวอางของผูรองที่นําคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๘/๒๕๖๔ มาเทียบเคียงกับกรณีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสอง นั้น นอกจากจะไมมีผลผูกพันพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกลาวแลว ในการประชุมของ กคพ. ครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ วินิจฉัยประเด็นขอสงสัยวามีกรณีมีมูลอันนาเชื่อวามีทรัพยสินที่เกี่ยวของกับการกระทําความผิดฐานฟอกเงินตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไปหรือไม โดยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๙เปนความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓ (๑๐)ไมใชการอาศัยบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสอง การพิจารณาและมติของ กคพ. เปนไปตามหนาที่และอํานาจที่บัญญัติไวในพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหา ประกอบกับในการดําเนินคดีอาญาฐานฟอกเงินนั้นไมมีบทบัญญัติของกฎหมายใดหามพนักงานสอบสวนดําเนินการสืบสวนหรือสอบสวน หรือกําหนดใหสํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงินเพียงหนวยงานเดียวเทานั้นที่มีอํานาจดําเนินคดีอาญาได และการดําเนินคดีความผิดฐานฟอกเงินเปนคดีที่สามารถแยกดําเนินการไดจากความผิดมูลฐานตามแนวคําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๗๒/๒๕๖๖ และคําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๙๖๕/๒๕๖๓หนา ๑๔เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ พนักงานสอบสวนหรือหนวยงานที่มีกฎหมายใหอํานาจในการสอบสวนคดีอาญาฐานฟอกเงินยอมมีอํานาจสอบสวนและดําเนินคดีอาญาฐานฟอกเงินที่มีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองเปนความผิดมูลฐานไดดวย อีกทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษรายงานความคืบหนาในการสืบสวนตอสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งอยางใกลชิดและมีการสงพนักงานสอบสวนคดีพิเศษรวมเปนคณะอนุกรรมการหรือเจาพนักงานของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อสนับสนุนขอมูลในการไตสวนและสืบสวน ที่ผานมาไมเคยมีการโตแยงหรือคัดคานการดําเนินการดังกลาวของกรมสอบสวนคดีพิเศษโดยองคกรใด หากกรมสอบสวนคดีพิเศษทําการสอบสวนคดีดังกลาวไดผลเปนประการใดหรือพบวามีการกระทําความผิดอันอยูในหนาที่และอํานาจของ กกต. แลว กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนาที่ตองแจงให กกต. ทราบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ อยูแลว๓. ผูถูกรองที่ ๒ ไมไดอนุมัติหรือสั่งการใหบรรจุเรื่องที่เกี่ยวของกับเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ในระเบียบวาระการประชุมของ กคพ. เนื่องจากเมื่อมีคํารองขอความเปนธรรมและการขอใหกรมสอบสวนคดีพิเศษรับดําเนินการสอบสวนเปนคดีพิเศษ การตรวจสอบคํารองขอความเปนธรรมการสืบสวนเพื่อแสวงหาขอเท็จจริงเบื้องตน และการจัดทําเรื่องเพื่อเสนอบรรจุเปนระเบียบวาระในการประชุม กคพ. เปนการดําเนินการในชั้นกรมสอบสวนคดีพิเศษทั้งสิ้น อันเปนการปฏิบัติราชการประจําตามแบบแผนและขั้นตอนปกติของสวนราชการ แมผูถูกรองที่ ๒ มีฐานะเปนรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมก็ไมไดมีอํานาจในการสั่งการหรือแทรกแซงการสืบสวนและสอบสวนคดีอาญาซึ่งเปนอํานาจโดยเฉพาะของกรมสอบสวนคดีพิเศษ การปฏิบัติหนาที่ในฐานะรองประธานกรรมการคดีพิเศษ มีหนาที่รวมพิจารณาวินิจฉัยหรือใหความเห็นและขอเสนอแนะที่จะเปนประโยชนตอการดําเนินงานของ กคพ.ตามหนาที่และอํานาจที่กฎหมายกําหนด ซึ่งเปนการทํางานในรูปแบบองคคณะ กรรมการคดีพิเศษสวนใหญเปนหัวหนาสวนราชการที่มีความสําคัญในกระบวนการยุติธรรม และไมอยูภายใตการบังคับบัญชาหรือการกํากับดูแลของผูถูกรองที่ ๒ โดยมีผูทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแตงตั้งอีกจํานวนเกาคนแสดงใหเห็นวากรรมการแตละคนยอมมีความเปนอิสระและมีความรูและประสบการณที่บงชี้ใหเห็นถึงความเปนมืออาชีพ สามารถใชดุลพินิจพิจารณาเรื่องตาง ๆ อยางเต็มที่ เปนไปไดยากที่กรรมการคนใดคนหนึ่งจะใชอิทธิพลครอบงําการพิจารณาของที่ประชุม ประกอบกับการรับเรื่องไวสอบสวนหนา ๑๕เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ เปนคดีพิเศษในกรณีนี้เปนกรณีที่เขาลักษณะความผิดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ซึ่งเปนคดีที่อยูในอํานาจการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษการพิจารณาวินิจฉัยของ กคพ. ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ เปนเพียงการวินิจฉัยขอสงสัยซึ่งเปนอํานาจของ กคพ. ตามมาตรา ๒๑ วรรคหา เทานั้น การประชุมดังกลาวไมไดลงมติใหคดีลักษณะอื่นเปนคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) อีกทั้งการพิจารณาวินิจฉัยขอสงสัยเกี่ยวกับมูลคาของทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดเปนการพิจารณาตามหลักเกณฑที่กฎหมายกําหนดโดยวินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่ไดมาในเบื้องตนวาเพียงพอที่จะแสดงใหเห็นวามีมูลอันนาเชื่อหรือไมซึ่งฝายเลขานุการและคณะเจาหนาที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษไดเสนอขอมูลพยานบุคคลและพยานเอกสารที่แสดงใหเห็นอยางเพียงพอในที่ประชุม กคพ. วามีมูลอันนาเชื่อวามีทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดที่มีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไป๔. ขอบังคับ กคพ. วาดวยแนวทางการสอบสวนบุคคลที่เปนพยานสําคัญในคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๖๘ และขอบังคับ กคพ. วาดวยการปฏิบัติหนาที่ในคดีพิเศษระหวางหนวยงานของรัฐที่เกี่ยวของ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ ไดรับความเห็นชอบจากที่ประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ซึ่งเปนการพิจารณาตามระเบียบวาระที่ไมไดเกี่ยวของกับเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ การพิจารณาเพื่อออกขอบังคับ กคพ. วาดวยการปฏิบัติหนาที่ในคดีพิเศษระหวางหนวยงานของรัฐที่เกี่ยวของ(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘ เปนเพียงการแกไขปญหาขอขัดของในทางปฏิบัติที่ผานมา การพิจารณาเพื่อออกขอบังคับ กคพ. วาดวยแนวทางการสอบสวนบุคคลที่เปนพยานสําคัญในคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๘เปนการนําแนวปฏิบัติมากําหนดเปนแนวทางเพื่อใหการปฏิบัติงานมีมาตรฐานและอยูภายใตหลักเกณฑเดียวกันทั้งนี้ การออกขอบังคับทั้งสองฉบับดังกลาว มีการศึกษา ยกราง และปรึกษาหารือกับหนวยงานที่เกี่ยวของมาตั้งแตกอนป พ.ศ. ๒๕๖๗๕. ผูถูกรองที่ ๒ ไมไดสังกัดพรรคเพื่อไทย แตเปนสมาชิกและผูรวมกอตั้งพรรคประชาชาติมาตั้งแตตน และไมไดเปนผูเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมตอประธานรัฐสภา ขั้นตอนการเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมที่เกี่ยวของกับสมาชิกวุฒิสภาเกิดขึ้นภายหลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษไดพิจารณาเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ขอกลาวอางของผูรองไมเปนความจริงหนา ๑๖เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ๖. การดําเนินการสืบสวนการกระทําความผิดอันเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยึดถือปฏิบัติหนาที่ตามที่กฎหมายบัญญัติและมีการประสานการปฏิบัติหนาที่กับสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมาโดยตลอด โดยผูถูกรองที่ ๒ ไมเคยสั่งการใหกรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการเพื่อแทรกแซง หรือครอบงําหนาที่และอํานาจของ กกต. หรือใชกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนเครื่องมือในการแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา๗. การปดหมายที่ผูรองอางถึงและที่ปรากฏเปนขาวในสื่อมวลชน การแจงขอกลาวหาและเชิญใหบุคคลไปชี้แจงแกขอกลาวหา เปนการดําเนินการในขั้นตอนการสืบสวนและไตสวนของ กกต.ผูถูกรองที่ ๒ ไมอยูในฐานะที่จะรับทราบรายละเอียดของขอเท็จจริง การใหขอมูลขาวสารของผูถูกรองที่ ๒ตอสื่อมวลชน เปนเพียงการใหขอมูลโดยระบุเพียงวาพนักงานสอบสวนคดีพิเศษใหความรวมมือกับ กกต.สงหนังสือแจงขอกลาวหาและหนังสือเชิญใหชี้แจงแกขอกลาวหา ดวยเหตุนี้ ผูถูกรองที่ ๒ ไมมีความเกี่ยวของกับการสงหนังสือแจงขอกลาวหาหรือการปดหมาย และขอกลาวอางของผูรองในเรื่องนี้ไมเปนประเด็นที่เกี่ยวของกับคํารองที่ขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย๘. ขอมูลที่ปรากฏในเอกสารขาวและคลิปวิดีโอ รวมถึงการใหขาวตอสื่อมวลชน กรณีตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในป พ.ศ. ๒๕๖๗ นั้น ผูถูกรองที่ ๒ ใหขอมูลเพียงวา กรมสอบสวนคดีพิเศษอยูระหวางการประสานกับ กกต. ซึ่งเปนองคกรหลักที่จะพิจารณาตรวจสอบการกระทําความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษไปตรวจสอบการกระทําความผิด เปนการสอดคลองกับขอเท็จจริงที่ไดมีการแตงตั้งคณะพนักงานสืบสวนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ เปนเพียงการแสวงหาพยานหลักฐานในเบื้องตนเพื่อนํามาประกอบการพิจารณาวาเปนกรณีที่สมควรเสนอให กคพ. มีมติใหเปนคดีพิเศษหรือไม ผูถูกรองที่ ๒ ใหขอมูลเกี่ยวกับหลักกฎหมายประเด็นการรับเรื่องเปนคดีพิเศษและขอมูลในเรื่องที่จะมีการเสนอ กคพ. พิจารณาในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ ดวยเหตุนี้ยังไมมีการรับคดีใดเปนคดีพิเศษ ผูถูกรองที่ ๒ ไมเคยใหขอมูลที่ทําใหสาธารณชนหลงเชื่อวาไดมีการรับเรื่องเปนคดีพิเศษกอนวันดังกลาวผูรองยื่นคัดคานคําชี้แจงแกขอกลาวหาของผูถูกรองทั้งสองและเอกสารประกอบ สรุปไดดังนี้๑. พยานเอกสารประกอบคําชี้แจงแกขอกลาวหาของผูถูกรองทั้งสอง แสดงวาผูถูกรองทั้งสองรวมกันใชอํานาจของรัฐมนตรีสั่งการใหกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องรองเรียนเกี่ยวกับการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาหนา ๑๗เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ในป พ.ศ. ๒๕๖๗ ไวดําเนินการโดยปราศจากอํานาจตามกฎหมาย ทั้งที่ผูถูกรองทั้งสองทราบดีวากฎหมายกําหนดให กกต. เปนองคกรผูมีอํานาจสอบสวนไตสวนความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยเฉพาะอันเปนการฝาฝนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๒ รวมถึงละเมิดแนวทางการปฏิบัติในการดําเนินคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ซึ่ง กกต. กําหนดไวเปนการทั่วไปผูถูกรองทั้งสองจึงทําลายหลักความเปนองคกรอิสระและหลักลําดับศักดิ์กฎหมายอยางรายแรงนอกจากนี้ การลงมติใหรับคดีตามเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ไวเปนคดีพิเศษดวยคะแนนเสียงขางมากทั้งที่ขอหาที่อางเปนกรณี “คดีอาญาอื่น” ที่ตองใชเสียงไมต่ํากวาสองในสามของกรรมการตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) เปนการละเมิดกฎหมายโดยตรง๒. พยานเอกสารประกอบคําชี้แจงแกขอกลาวหาของผูถูกรองทั้งสอง แสดงวาผูถูกรองที่ ๒ออกคําสั่งผานสํานักงานรัฐมนตรีใหกรมสอบสวนคดีพิเศษรับดําเนินการและรายงานผลคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาโดยตรง ผูถูกรองทั้งสองสนับสนุนใหผูรองเรียนหลายรายจัดทําและยื่นคํารองตอกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อสรางเหตุใหหนวยงานที่ตนกํากับดูแลสามารถอางอํานาจสืบสวนตามเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ทั้งยังมีการประชุม กคพ. โดยผูถูกรองทั้งสองดํารงตําแหนงประธานและรองประธานเพื่อเรงรับคดีดังกลาวเปนคดีพิเศษ มีการเสนอวาระเรื่องพิจารณาดังกลาวซึ่งไมเคยผานการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองตามระเบียบ กคพ. วาดวยการสืบสวนคดีความผิดทางอาญาเพื่อเสนอ กคพ. มีมติใหเปนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๕๑ พยานหลักฐานสําคัญ เชน โพยฮั้ว ไมไดรับรองความถูกตอง นอกจากนี้ ยังไมปรากฏเหตุบงชี้วามูลคาทรัพยสินเกี่ยวของเกินสามรอยลานบาทตามบัญชีทายประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕ เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ แต กคพ. อาศัยเพียงการกลาวอางของเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเทานั้นเพื่อใหเขาองคประกอบคดีพิเศษ จึงเปนหลักฐานที่บงชี้วาผูถูกรองทั้งสองเจตนาบิดเบือนขอเท็จจริงที่เปนสาระสําคัญในการพิจารณาเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ เพื่อกระทําการฝาฝนหนา ๑๘เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ตอกฎหมายโดยมีการแบงหนาที่อยางเปนระบบเพื่อใหบรรลุเปาหมายตามขอสั่งการของผูถูกรองทั้งสองในการเรงรัดกระบวนการอยางผิดขั้นตอน๓. ผูถูกรองทั้งสองสมคบกันสรางกระบวนการคูขนานเพื่อยึดอํานาจสอบสวนคดีเลือกตั้งจากองคกรอิสระ กอใหเกิดความเสียหายตอระบบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาและหลักนิติรัฐอยางรายแรงรวมถึงกระทบตอความนาเชื่อถือของกลไกตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาและหลักนิติธรรมอันเปนหลักพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย๔. ในชวงกลางเดือนมีนาคมป ๒๕๖๘ ผูถูกรองที่ ๑ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม และผูถูกรองที่ ๒ ในฐานะรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมอาศัยโอกาสที่ตนเปนเจาพนักงานตามกฎหมายของรัฐ ปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบรวมกับ พันตํารวจตรี ยุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษที่อยูภายใตการบังคับบัญชาของตน สมคบกันกระทําความผิดโดยการวางแผนรวมกันเสนอชื่อเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ ทั้งที่เจาพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่เกี่ยวของกับเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ไมอาจเขารวมเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ เนื่องจากขาดความเปนกลางทางการเมือง เปนการใชดุลพินิจตามอําเภอใจ มีเจตนาเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของ กกต. และเพื่อตอบสนองขอสั่งการของผูถูกรองทั้งสองที่ตองการใชกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนเครื่องมือในการขมขูหรือกลั่นแกลงกลุมสมาชิกวุฒิสภาที่มีอุดมการณขัดแยงกับรัฐบาลและเพื่อผลประโยชนทางการเมืองเปนสําคัญ๕. พฤติการณของผูถูกรองทั้งสองที่สมคบกับเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษใชอํานาจดําเนินการสอบสวนโดยมิชอบ ใชอํานาจสืบสวนเกินขอบเขต เชน การตรวจสอบขอมูลการติดตอสื่อสารและพิกัดโทรศัพทของผูสมัครรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภาในชั้นสืบสวนทั้งที่ยังไมไดรับอนุญาตจากศาลตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๕ และยังไมอยูในสถานะคดีพิเศษอันเปนการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรมอยางรายแรงเพื่อประโยชนแหงการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งใหนําพยานหลักฐานในคดีคําวินิจฉัยที่ ๒๑/๒๕๖๗ (เรื่องพิจารณาที่ ๑๗/๒๕๖๗) เรื่อง ประธานวุฒิสภาสงคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๘๒ วา ความเปนรัฐมนตรีของหนา ๑๙เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕)หรือไม เฉพาะสวนที่เกี่ยวของมารวมสํานวนเพื่อใชในการพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ และใหหนวยงานและบุคคลที่เกี่ยวของจัดทําความเห็นเปนหนังสือตามประเด็นที่ศาลกําหนด และจัดสงขอมูลพรอมเอกสารที่เกี่ยวของยื่นตอศาลรัฐธรรมนูญ สรุปไดดังนี้๑. เลขาธิการสภาผูแทนราษฎรจัดสงเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวของ ดังนี้(๑) สําเนาบันทึกการประชุมคณะกรรมการรางรัฐธรรมนูญ พิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. .... (พ.ศ. ๒๕๖๐) มาตรา ๔๙ จํานวน ๑ ครั้ง(ครั้งที่ ๒๘๓)(๒) สําเนาบันทึกการประชุมคณะกรรมการรางรัฐธรรมนูญ พิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. .... (พ.ศ. ๒๕๖๑) มาตรา ๗๗ จํานวน ๔ ครั้ง(ครั้งที่ ๔๑๓ ครั้งที่ ๔๑๖ ครั้งที่ ๔๒๑ และครั้งที่ ๔๔๔)๒. เลขาธิการวุฒิสภาจัดสงเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวของ ดังนี้(๑) สําเนารายงานการประชุม บันทึกการประชุม และเอกสารประกอบที่เกี่ยวของกับการพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐มาตรา ๔๙ ในชั้นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแหงชาติ และเอกสารที่เกี่ยวของ สรุปไดวา ที่ประชุมมิไดมีการแกไขรางมาตราดังกลาว ซึ่งจากการสอบถามผูแทนของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพบวาในทางปฏิบัติ กกต. ไมติดใจในประเด็นขอกฎหมายดังกลาว อยางไรก็ดี มีประเด็นอภิปรายในปญหาที่เกี่ยวของกันวา ความผิดตามกฎหมายวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้งแบงออกเปน ๒ เรื่องคือ ๑. เปนการกระทําความผิดซึ่งเปนการเลือกตั้งโดยแท และ ๒. เปนการกระทําความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลเปนการกระทําความผิดอาญาดวย แตเดิมไมมีการแยกฐานความผิดอยางชัดเจนสงผลใหเกิดปญหาระหวางหนวยงานกรณีมีเหตุทุจริตการเลือกตั้ง เนื่องจากพื้นฐานในการดําเนินคดีของความผิดทั้งสองเรื่องมีความแตกตางกัน โดยคดีอาญาตองพิสูจนไดโดยปราศจากขอสงสัยวาจําเลยกระทําความผิด ในขณะที่การพิจารณาของ กกต. อาศัยเพียงมีเหตุอันควรเชื่อไดวาผูถูกกลาวหากระทําความผิด ดวยเหตุนี้ การที่ กกต. จะดําเนินการเกี่ยวกับคดีอาญาดวยตนเองจึงมีความเปนไปไดยากหนา ๒๐เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ (๒) เอกสารประกอบที่เกี่ยวของกับการพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ ในชั้นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแหงชาติการประชุมของสภานิติบัญญัติแหงชาติและคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. .... ที่เกี่ยวของกับการพิจารณามาตรา ๗๗สรุปไดวา บทบัญญัติลักษณะดังกลาวกําหนดไวในทํานองเดียวกันกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๓นอกจากนี้ การกําหนดบทกําหนดโทษทางอาญารวมถึงการกําหนดใหกรณีการจัด ทํา ให เสนอใหสัญญาวาจะให หรือจัดเตรียมเพื่อจะใหทรัพยสินหรือผลประโยชนอื่นใดอันอาจคํานวณเปนเงินไดแกผูใดใหถือเปนความผิดมูลฐานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน เปนการกําหนดในทํานองเดียวกันกับรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรพ.ศ. .... ๓. เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทําความเห็นและจัดสงสําเนาเอกสารที่เกี่ยวของสรุปไดวา การพิจารณาจัดทํารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ. ๒๕๖๐ และรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑เปนหนาที่และอํานาจของคณะกรรมการรางรัฐธรรมนูญ อยางไรก็ตาม ในการปฏิบัติงานตามหนาที่และอํานาจของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไมพบสภาพปญหาในการบังคับใชพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ นอกจากนี้นับแตพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มีผลบังคับใชสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและกรมสอบสวนคดีพิเศษยังไมมีแนวทางเกี่ยวกับการโอนเรื่องหรือสงสํานวนการสอบสวนระหวางกัน ดังนั้น การดําเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ จึงเปนการเสนอให กกต. พิจารณาเปนรายกรณีสวนหลักเกณฑ วิธีการ และขั้นตอนในการพิจารณาสงเรื่องใหสํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงินเปนไปตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งวาดวยการสืบสวน การไตสวน และการวินิจฉัยชี้ขาดพ.ศ. ๒๕๖๑ ขอ ๘๗ โดยนับแตพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาหนา ๒๑เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ พ.ศ. ๒๕๖๑ มีผลบังคับใช กกต. ไมเคยมีกรณีการสงเรื่องดังกลาวใหสํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงินดําเนินการตามหนาที่และอํานาจสวนการดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ และคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เริ่มตั้งแตวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๗ กรมสอบสวนคดีพิเศษแจงการรับเรื่องไวสืบสวนกรณีมีผูยื่นเรื่องขอความเปนธรรมตอรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อใหตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันอาจเปนการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ และประมวลกฎหมายอาญา จํานวน ๓ คํารองวันที่ ๓ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ กรมสอบสวนคดีพิเศษแจงความคืบหนาผลการสืบสวนโดยอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติใหกองกิจการอํานวยความยุติธรรมดําเนินการสืบสวนเรื่องดังกลาวเปนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘ กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือแจงการรับเรื่องไวสอบสวนเปนคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘ พรอมสงพยานหลักฐานประกอบการรับเรื่องให กกต.วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๘ กกต. มีมติในการประชุม ครั้งที่ ๒๖/๒๕๖๘ สั่งใหดําเนินการไตสวนกรณีไดรับแจงขอมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษวามีการกระทําใดอันเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือจะมีผลใหการเลือกสมาชิกวุฒิสภามิไดเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือเปนไปโดยมิชอบดวยกฎหมายและแตงตั้งเจาหนาที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษรวมกับพนักงานของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวนคณะที่ ๒๖ จํานวน ๗ ราย เพื่อดําเนินการไตสวนเรื่องดังกลาววันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๘ กกต. แตงตั้งพนักงานของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ เพิ่มเติม จํานวน ๑๐ ราย ทั้งนี้ คณะกรรมการดังกลาวไดดําเนินการไตสวนตั้งแตวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๘ จนถึงปจจุบัน๔. อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจัดทําความเห็นและจัดสงสําเนาเอกสารที่เกี่ยวของสรุปไดวากรมสอบสวนคดีพิเศษเคยรับเรื่องและมีการสืบสวนหรือสอบสวนคํารองเกี่ยวกับการกระทําความผิดซึ่งเกี่ยวของกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภารวมจํานวนทั้งสิ้น๑๖ เรื่อง นับตั้งแตป ๒๕๕๗ สวนความเปนมาในการยกรางและแกไขขอบังคับ กคพ. วาดวยแนวทางหนา ๒๒เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ การสอบสวนบุคคลที่เปนพยานสําคัญในคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๘ และขอบังคับ กคพ. วาดวยการปฏิบัติหนาที่ในคดีพิเศษระหวางหนวยงานของรัฐที่เกี่ยวของ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๘สืบเนื่องมาจากการศึกษาทบทวนกฎหมายของกรมสอบสวนคดีพิเศษมาตั้งแตป ๒๕๖๔ สําหรับหลักเกณฑวิธีการ หรือขั้นตอนในการเสนอเรื่องตอที่ประชุม กคพ. เปนไปตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗ ประกาศ กคพ. เรื่อง หลักเกณฑและวิธีการในการรองขอและเสนอให กคพ. มีมติใหคดีความผิดทางอาญาใดเปนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๑ และระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษ วาดวยหลักเกณฑและวิธีการในการเสนอเรื่องและการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๗ รวมถึงแนวทางปฏิบัติตามกฎหมายดังกลาว ขอเท็จจริงเกี่ยวกับการดําเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษในเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗และคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘ เปนเรื่องที่มีผูยื่นเรื่องรองเรียนตอกรมสอบสวนคดีพิเศษภายหลังการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๖๗ โดยการตรวจสอบและสืบสวนขอเท็จจริงเบื้องตนพบวามีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๙ และมาตรา ๑๑๖ ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ และความผิดตามพระราชบัญญัติปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ จึงเสนอใหที่ประชุม กคพ.พิจารณาเพื่อมีมติใหคดีความผิดทางอาญาอื่นเปนคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) ที่ประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ รวมกันพิจารณาและอภิปรายประเด็นปญหาขอกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตหนาที่และอํานาจของหนวยงานสอบสวนคดีอาญาแลวมีมติใหฝายเลขานุการถอนเรื่องดังกลาวกลับไปพิจารณาในชั้นคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องดังกลาวคณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาแลวมีมติเปนเอกฉันทเห็นควรเสนอ กคพ. มีมติใหรับคดีความผิดอาญากรณีดังกลาวเปนคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) โดยเห็นควรแยกเสนอ กคพ. พิจารณาเปน ๒ กรณี คือ กรณีที่ ๑การเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่มีกระบวนการหรือพฤติการณที่มิไดเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเปนความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ และประมวลกฎหมายอาญา และกรณีที่ ๒ การกระทําความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและรวมกันฟอกเงินอันเนื่องมาจากความผิดมูลฐานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๙ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคหนึ่ง (๑)หนา ๒๓เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ในกรณีที่ ๒ มีขอสงสัยวาทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดในครั้งนี้มีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไปอันเขารายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘)พ.ศ. ๒๕๖๕ เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือไม เห็นควรเสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อนําเรื่องดังกลาวเสนอ กคพ. เปนผูวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหา ตอมาที่ประชุม กคพ. ครั้งที่ ๓/๒๕๖๘มีมติดวยเสียงขางมาก จํานวน ๑๑ เสียง ตอ ๔ เสียง และงดออกเสียง ๓ เสียง เห็นชอบใหชี้ขาดตามบทบัญญัติดังกลาว วาเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ เปนการกระทําความผิดอันมีลักษณะตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ตามขอสังเกตของคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ภายหลังการประชุม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติใหรับเรื่องดังกลาวไวเปนคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘ พรอมทั้งมีหนังสือถึงสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งแจงการรับคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘ พรอมกับรายละเอียดของพยานหลักฐาน เพื่อให กกต. พิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔และมาตรา ๔๙๕. เลขาธิการคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการฟอกเงินจัดทําความเห็นและจัดสงสําเนาเอกสารที่เกี่ยวของสรุปไดวา(๑) ปจจุบันมีความผิดมูลฐานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงินรวมทั้งสิ้น ๒๘ มูลฐาน ซึ่งกําหนดไวตามพระราชบัญญัติปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒มาตรา ๓ จํานวน ๒๑ มูลฐาน นอกจากนี้ กําหนดไวตามบทบัญญัติแหงกฎหมายอื่นอีก จํานวน ๗ มูลฐานซึ่งเฉพาะในสวนที่เกี่ยวของกับความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองมี จํานวน ๒ มูลฐานดังนี้ ๑. ความผิดเกี่ยวกับการกระทําการเพื่อจูงใจใหผูมีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนใหแกตนเองหรือผูสมัครอื่นใหงดเวนการลงคะแนนใหแกผูสมัคร หรือการชักชวนใหไปลงคะแนนไมเลือกผูใดเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑หนา ๒๔เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ มาตรา ๗๓ และ ๒. ความผิดเกี่ยวกับการกระทําการเพื่อจูงใจใหผูอื่นสมัครเขารับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภาหรือถอนการสมัคร หรือกระทําการใด ๆ อันไมชอบดวยกฎหมาย ใหผูนั้นหมดสิทธิที่จะเลือกหรือไดรับเลือกหรือเพื่อจูงใจใหผูสมัครหรือผูมีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไมลงคะแนนใหแกผูใดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗(๒) ตั้งแตมีการกําหนดใหกรณีการกระทําความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเปนความผิดมูลฐานถึงปจจุบัน สํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงินดําเนินการเรื่องดังกลาว จํานวน ๗ เรื่อง เปนความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวน ๑ เรื่อง และความผิดเกี่ยวกับการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา จํานวน ๖ เรื่อง๖. เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทําความเห็นสรุปไดวา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามิไดเปนหนวยงานที่ทําหนาที่ตรวจพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้งและรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ไมมีขอมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวกับหลักการและเหตุผลของรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับดังกลาวอยูในความครอบครอง๗. นายนพดล เภรีฤกษ กรรมการคดีพิเศษ จัดทําความเห็นสรุปไดวา การไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ กําหนดใหเปนหนาที่และอํานาจของ กกต. โดยวรรคหนึ่ง (๒) และ (๓)ใหอํานาจ กกต. สืบสวน ไตสวน และวินิจฉัย การไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาใหเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งเปนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ(Organic Law) ยอมมีศักดิ์สูงกวาพระราชบัญญัติ การใชอํานาจตามพระราชบัญญัติตองไมขัดหรือแยงตอพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หากรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ บัญญัติเรื่องใดไวเปนการเฉพาะใหเปนอํานาจขององคกรใดโดยไมมีบทบัญญัติใดใหนําพระราชบัญญัติทั่วไปมาใชบังคับตองดําเนินการใหเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกลาว กรณีที่มีผูรองเรียนตอกรมสอบสวนคดีพิเศษ หากกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบพบความผิดปกติ เมื่อแจงให กกต. ทราบ กกต. มีหนาที่ตองสืบสวนหรือไตสวนโดยพลันไมจําตองรอใหกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเปนคดีพิเศษ เนื่องจากไมสอดคลองกับเจตนารมณของรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ แมกรมสอบสวนหนา ๒๕เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ คดีพิเศษประสงคจะรับเปนคดีพิเศษก็ไมอาจทําไดเชนกัน อีกทั้งการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเปนการดําเนินการเพื่อใหไดมาซึ่งผูใชอํานาจนิติบัญญัติอันเปนองคกรทางการเมือง ตั้งแตรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ เปนตนมา ออกแบบใหดําเนินการโดยองคกรอิสระและเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยเฉพาะ เพื่อปองกันมิใหฝายบริหารใชอํานาจแทรกแซงกระบวนการไดมาและการเลือกตั้งตาง ๆ การที่กรมสอบสวนคดีพิเศษอันเปนหนวยงานภายในฝายบริหาร จัดตั้งขึ้นและมีหนาที่และอํานาจตามพระราชบัญญัติซึ่งมีศักดิ์ต่ํากวาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องรองเรียนเกี่ยวกับการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภารายใดวาไมเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมไวพิจารณาโดยอางวามีลักษณะเปนความผิดอาญาที่เปนคดีพิเศษ จะถูกโตแยงวาเปนการเกินขอบอํานาจอันเปนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบดวยเจตนารมณและบทบัญญัติแหงกฎหมายทั้งยังเปนการใชอํานาจฝายบริหารแทรกแซงกิจการในทางการเมืองของฝายนิติบัญญัติและองคกรอิสระอันเปนมิติทางการเมืองได จึงเห็นวากรมสอบสวนคดีพิเศษไมอาจรับคดีนี้ไวเปนคดีพิเศษได๘. พลตํารวจเอก มนู เมฆหมอก กรรมการคดีพิเศษ จัดทําความเห็นสรุปไดวา รัฐธรรมนูญกําหนดให กกต. เปนองคกรที่มีอํานาจควบคุมดูแลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาใหเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมอีกทั้งรัฐธรรมนูญกําหนดใหมีหนาที่และอํานาจสืบสวนหรือไตสวนไดตามที่จําเปนหรือที่เห็นสมควรดวยโดยมีเจตนารมณตองการให กกต. เปนองคกรที่มีอํานาจเด็ดขาดในการดําเนินการสืบสวนสอบสวนคดีที่เกี่ยวกับการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ไมวาเหตุกระทําความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองจะมีความผิดฐานใดรวมดวยหรือไม เพื่อใหการดําเนินคดีในเรื่องดังกลาวเปนเอกภาพหากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะสืบสวนสอบสวนความผิดในสวนใดที่ตองมีการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิจารณาขอเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ควรไดรับการอนุญาตหรือยินยอมใหดําเนินการจาก กกต. เสียกอน เพื่อไมใหคดีของ กกต. เสียหาย เห็นวากกต. ควรเปนหนวยงานที่มีอํานาจดําเนินการในเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษเวนแต กกต. จะยินยอมหรืออนุญาตใหพนักงานสอบสวนคดีพิเศษทําการสอบสวนกรณีคดีความผิดมูลฐานที่เปนคดีอาญาอื่นที่มีมูลเชื่อวามีทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดที่มีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไป นั้น กคพ. ไมไดมีหลักเกณฑในการวินิจฉัยชี้ขาดไววาตองพิจารณาอยางไร มีเพียงรายละเอียดตามที่ไดประกาศไววาคดีนั้นตองมีมูลเชื่อวามีทรัพยสินหนา ๒๖เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดที่มีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไป เรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ตามที่ไดมีการเสนอให กคพ. วินิจฉัยนั้น มีพยานบุคคลที่ยืนยันขอเท็จจริงซึ่งสามารถคํานวณจํานวนเงินที่ใชในการกระทําความผิดยอนกลับไปไดวามีมูลคาจํานวนเงินที่ใชในการกระทําความผิดจํานวนสูงเกินกวาสามรอยลานบาท๙. นายชาติพงษ จีระพันธุ กรรมการคดีพิเศษ จัดทําความเห็นสรุปไดวา พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีอํานาจสืบสวนและสอบสวนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ ประกอบมาตรา ๒๓ เนื่องจากมีพยานหลักฐานเพียงพอรับฟงขอเท็จจริงไดวามีการกระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๙ ฐานเปนอั้งยี่มาตรา ๑๑๖ ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ โดยเปนความผิดมูลฐานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน ดังนั้น การกระทําของผูที่เกี่ยวของเขาลักษณะความผิดฐานฟอกเงินตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งความผิดมูลฐานตามบัญชีทายลําดับที่ ๗ ของประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕ เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ คําวา “มูลนาเชื่อวา” นั้น เนื่องจากในกฎหมายวาดวยการสอบสวนคดีพิเศษมิไดกําหนดคํานิยามไวโดยตรง จึงเทียบเคียงจากบทกฎหมายที่ใกลเคียงอยางยิ่งซึ่งพบในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖๖ ใชคําวา “เมื่อมีหลักฐานตามสมควร”ศาลยุติธรรมออกขอบังคับของประธานศาลฎีกาวาดวยหลักเกณฑและวิธีการเกี่ยวกับการออกคําสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๔๘ ขอ ๑๗ (๑) ถึง (๔) และขอ ๑๘ คําวา “มีหลักฐานตามสมควร”นํามาเทียบเคียงไดกับคําวา “ที่มีมูลนาเชื่อวา” ตามบัญชีทายประกาศ กคพ. ฉบับดังกลาวซึ่งขอบังคับของประธานศาลฎีกาดังกลาว ขอ ๑๘ บัญญัติใหการรับฟงพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาออกหมายจับไมตองถือเครงครัดถึงขนาดตองรับฟงพยานหลักฐานที่ใชพิสูจนความผิดของจําเลยหมายความวาในชั้นนี้ ยังไมตองนําหลักเรื่องการพิสูจนจนสิ้นสงสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๒๗ มาใชบังคับ หนา ๒๗เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ เรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ปรากฏตามการอภิปรายของเลขานุการคณะพนักงานสืบสวนที่นําเสนอพฤติการณและจํานวนเงินที่ใชในการกระทําความผิดในแตละชวงของการเลือกในระดับอําเภอระดับจังหวัด และระดับประเทศ นอกจากนี้ อธิบายถึงการโอนเงินคาตอบแทนแตละเดือนของผูชวยสมาชิกวุฒิสภาคืนกลับมา โดยมีการแสดงการคํานวณทางคณิตศาสตรแสดงจํานวนเงินการจายคาตอบแทนในแตละขั้นตอนของการเลือก อันเปนทรัพยสินที่ใชในการกระทําความผิดตามความผิดมูลฐานของกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งแสดงมูลคารวมที่เกินกวาสามรอยลานบาท อีกทั้งจากการนําเสนอขอเท็จจริงในทางสืบสวนดังกลาวยังแสดงถึงความซับซอนของเรื่องนี้ จึงจําเปนตองใชวิธีการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเปนพิเศษ อันเปนองคประกอบของคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) (ก)ดังนั้น พฤติการณแหงการกระทําความผิดในเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ครบองคประกอบเขาลักษณะคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑)๑๐. ศาสตราจารยทัชมัย ฤกษะสุต กรรมการคดีพิเศษ จัดทําความเห็นสรุปไดวา กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอํานาจสืบสวนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ กกต. มีหนาที่และอํานาจหลักตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ รวมถึงอํานาจสืบสวนหรือไตสวนตามที่จําเปนหรือสมควรเพื่อการจัดการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมและการดูแลการดําเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองใหเปนไปตามกฎหมายโดยมีการขยายความไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๖ สวนมาตรา ๔๙ ที่ถูกอางถึงเพื่ออธิบายวา กกต. มีอํานาจในการสืบสวนหรือไตสวนกรณีสมาชิกวุฒิสภานั้น ไมสามารถรวบรัดไดวาเปนอํานาจของ กกต. แตเพียงผูเดียวกลาวอีกนัยหนึ่ง หากปรากฏการกระทําความผิดเกี่ยวกับการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาแลว เฉพาะแตการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑เทานั้นที่จะอยูในหนาที่และอํานาจของ กกต. ในการดําเนินการตามกฎหมาย ในขณะที่ความผิดที่เกี่ยวเนื่องที่ไมใชความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกลาว อยูในหนาที่และอํานาจของหนวยงานหรือองคกรอื่นของรัฐในฐานะผูบังคับใชกฎหมาย การบังคับใชกฎหมายของแตละหนวยงานหรือองคกรนั้น สามารถดําเนินการคูขนานหรือประสานกันได ไมไดหมายความวาหากมีหนวยงานหรือองคกรใดใชหนาที่และอํานาจของตนเองแลวจะเปนการตัดหนาที่และอํานาจขององคกรอื่นอยางเด็ดขาดหนา ๒๘เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ แมกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเปนคดีพิเศษก็ไมตัดอํานาจ กกต. สืบสวน สอบสวน อีกทั้งกฎหมายไมไดกําหนดวาตองมีเพียงองคกรเดียวในการสืบสวนสอบสวน หากพิจารณาจากที่ผานมามีหลายกรณีที่มีการดําเนินการแบบรวมมือกันระหวางหนวยงานภาครัฐ ดังนั้น การรับเปนคดีพิเศษไมไดเปนการกระทําการที่ขัดตอหลักที่วาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมีศักดิ์เหนือกวาพระราชบัญญัติทั่วไปเนื่องจาก กกต. ยังมีอํานาจสืบสวนสอบสวนอยูเชนเดิม๑๑. พันตํารวจโท อนุรักษ โรจนนิรันดรกิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเปนกรรมการในคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ จัดทําความเห็นสรุปไดวา คณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ มีหนาที่และอํานาจตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งวาดวยการสืบสวนการไตสวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. ๒๕๖๑ ขอ ๑๖ โดยดําเนินการไตสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจากเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏแลว หากการไตสวนมีพยานหลักฐานสนับสนุนฟงไดวาผูถูกรองกระทําการอันเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองหรือมีพฤติการณที่เชื่อไดวาผูถูกรองเปนผูกอใหผูอื่นกระทํา สนับสนุน หรือรูเห็นเปนใจใหผูอื่นกระทําหรือไดรับประโยชนจากการกระทํานั้น คณะกรรมการสืบสวนและไตสวนดังกลาวมีมติรวมกันแจงขอกลาวหาแกผูถูกรองแตละคนตามขอกลาวหาในความผิดที่เกี่ยวของเฉพาะในสวนของการกระทําที่เปนความผิดเกี่ยวกับการเลือกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ตอมาเมื่อคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ รวมประชุมพิจารณาแลวเห็นวาการไตสวนแลวเสร็จมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาไดแลว จึงมีมติเสนอสํานวนการไตสวน พรอมทั้งความเห็นตอ กกต.ผานเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งผูถูกรองที่ ๒ ยื่นคํารองเพิ่มเติม ฉบับลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๘ และเอกสารประกอบอางวาในขณะที่คดีนี้อยูระหวางการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ความเปนรัฐมนตรีของ นางสาวแพทองธารชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๗/๒๕๖๘ เปนผลใหรัฐมนตรีทั้งคณะพนจากตําแหนง ตอมามีพระบรมราชโองการโปรดเกลาโปรดกระหมอมแตงตั้ง นายอนุทินชาญวีรกูล เปนนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๘ และมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาโปรดกระหมอมแตงตั้งรัฐมนตรีชุดใหมตามประกาศลงวันที่ ๑๙ กันยายนหนา ๒๙เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ พุทธศักราช ๒๕๖๘ โดยไมปรากฏรายชื่อผูถูกรองทั้งสองไดรับแตงตั้งเปนรัฐมนตรี ขอใหศาลพิจารณาสั่งจําหนายคดีศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแลวเห็นวา ขณะคดีอยูระหวางการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญความเปนรัฐมนตรีของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๗/๒๕๖๘ ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๘ เปนผลใหรัฐมนตรีทั้งคณะพนจากตําแหนงตอมามีพระบรมราชโองการโปรดเกลาโปรดกระหมอมแตงตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เปนนายกรัฐมนตรีตามประกาศลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๘ และมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาโปรดกระหมอมแตงตั้งรัฐมนตรีชุดใหมตามประกาศลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๘ โดยผูถูกรองทั้งสองมิไดรับการแตงตั้งเปนรัฐมนตรีอีก ความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองจึงสิ้นสุดลงแลว แตเหตุดังกลาวเปนคนละเหตุกับเหตุตามคํารองนี้ ซึ่งเปนการขอใหศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบขอเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะตองหามของรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) หากนําเหตุรัฐมนตรีทั้งคณะพนจากตําแหนงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบมาตรา ๑๖๘วรรคหนึ่ง (๑) มาใชเพื่อพิจารณาจําหนายคดี ยอมมีผลทําใหผูถูกรองไมตองถูกตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะตองหามของรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) ในขณะที่การขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามดังกลาว ทําใหผูถูกรองไมอาจดํารงตําแหนงรัฐมนตรีภายใตบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปตลอดชีวิต ซึ่งสอดคลองกับเจตนารมณของรัฐธรรมนูญที่วางกลไกปองกันตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เขมงวด เด็ดขาด เพื่อมิใหผูบริหารที่ปราศจากคุณธรรมจริยธรรม และธรรมาภิบาลเขามามีอํานาจในการปกครองบานเมืองหรือใชอํานาจตามอําเภอใจจึงบัญญัติคุณสมบัติและลักษณะตองหามของผูที่จะดํารงตําแหนงรัฐมนตรีเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญฉบับกอนในลักษณะที่มีความเขมงวดมากกวา หรือหากศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยวาความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองไมสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕)ก็เปนการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะตองหามของรัฐมนตรีเพื่อใหเกิดความกระจางและสรางความโปรงใสแกสังคม อันเปนไปตามเจตนารมณของรัฐธรรมนูญที่วางกลไกปองกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เขมงวด นอกจากนี้ กรณีคํารองในคดีนี้ ยังมีประเด็นปญหาการทับซอนระหวางหนาที่และอํานาจตามกฎหมายของ กกต. ในฐานะองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบความสุจริตหนา ๓๐เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ และเที่ยงธรรมของการเลือกสมาชิกวุฒิสภากับหนาที่และอํานาจในการดําเนินคดีอาญาในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งเปนหนวยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ปญหาการพิจารณาขอบเขตการใชอํานาจของแตละองคกร ซึ่งผูรองเห็นวาเปนการใชอํานาจของผูถูกรองทั้งสองในฐานะฝายบริหารเขาแทรกแซงการใชอํานาจขององคกรอิสระ รวมไปถึงขอกลาวหาวาเปนการใชอํานาจอันมิชอบในทางการเมืองของรัฐบาลซึ่งเปนฝายบริหารที่กระทําตอสมาชิกวุฒิสภาในฐานะองคกรฝายนิติบัญญัติ ปญหาการทับซอนของอํานาจตามกฎหมาย และปญหาขอบเขตอันชอบดวยรัฐธรรมนูญและกฎหมายซึ่งเปนปญหาละเอียดออนอันสงผลกระทบตอความมั่นคงในการบังคับใชกฎหมายที่เที่ยงธรรม ดังนั้น ดวยเหตุดังกลาวจึงพิจารณาคดีตอไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๕๑เพื่อประโยชนแหงการพิจารณา อาศัยอํานาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๒๗ วรรคสาม ใหไตสวนพยานบุคคลจํานวน ๑๐ ปาก โดยใหพยานบุคคล จํานวน ๔ ปาก ไดแก นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตรนายอลงกต วรกี นายโชคชัย กิตติธเนศวร และ นายจิระศักดิ์ ชูความดี จัดทําบันทึกถอยคํายืนยันขอเท็จจริงหรือความเห็นยื่นตอศาลรัฐธรรมนูญ และใหพยานบุคคล จํานวน ๖ ปาก ไดแกพลตํารวจตรี ฉัตรวรรษ แสงเพชร นายภูมิธรรม เวชยชัย พันตํารวจเอก ทวี สอดสอง พันตํารวจตรียุทธนา แพรดํา รอยตํารวจเอก สุรวุฒิ รังไสย และ นายแสวง บุญมี จัดทําบันทึกถอยคํายืนยันขอเท็จจริงหรือความเห็นยื่นตอศาลรัฐธรรมนูญพรอมมาใหถอยคําเพิ่มเติมตอศาลรัฐธรรมนูญ สรุปไดดังนี้๑. นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร นายอลงกต วรกี นายโชคชัย กิตติธเนศวร และ นายจิระศักดิ์ชูความดี สมาชิกวุฒิสภา ชี้แจงในทํานองเดียวกันวา การที่ศาลรัฐธรรมนูญนําพฤติการณดังกลาวเปนขอเท็จจริงประกอบการมีคําสั่งใหผูถูกรองที่ ๒ หยุดปฏิบัติหนาที่ตั้งแตวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๘จนกวาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัย โดยใชประเด็นเรื่องการปดหมายประกอบการพิจารณา แสดงใหเห็นโดยสิ้นขอสงสัยวา ผูถูกรองที่ ๒ เปนผูขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามคํารองจริง๒. พลตํารวจตรี ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา ชี้แจงและใหถอยคําวา ผูถูกรองทั้งสองใชตําแหนงหนาที่ของตนสั่งการใหกรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการสืบสวนกรณีการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาทั้งที่รูอยูวาคดีดังกลาวอยูในเขตอํานาจของ กกต. โดยเฉพาะ เปนการจงใจแทรกแซงหนาที่และอํานาจหนา ๓๑เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ขององคกรอิสระและรวมกันเสนอชื่อคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ โดยอาศัยโอกาสที่ตนเปนเจาพนักงานตามกฎหมายของรัฐ ปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบเพื่อให กกต.มีมติแตงตั้งโดยมีเจตนาเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของ กกต. เมื่อพิจารณาพฤติการณของผูถูกรองทั้งสองแลว แสดงออกถึงเจตนาไมสุจริตอยางตอเนื่อง ใชตําแหนงรัฐมนตรีเปนเครื่องมือแสวงหาประโยชนทางการเมืองและกดดันกลุมสมาชิกวุฒิสภาที่มีอุดมการณขัดแยงกับรัฐบาล มิใชการปฏิบัติหนาที่เพื่อประโยชนสาธารณะตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว ดังนั้น การกระทําของผูถูกรองทั้งสองเขาลักษณะเปนการใชหนาที่และอํานาจโดยมิชอบ ขาดคุณสมบัติดานความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษและเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยางรายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕)สงผลใหความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐วรรคหนึ่ง (๔)๓. ผูถูกรองที่ ๑ ชี้แจงและใหถอยคําวา ตามเอกสารที่เสนอใหผูถูกรองที่ ๑ ลงชื่อเพื่อกําหนดวันและเวลาประชุม กคพ. นั้น ผูถูกรองที่ ๑ ไมไดดูรายละเอียดเอกสารแนบทายซึ่งมีระเบียบวาระการประชุม กคพ. เพียงแตลงชื่อไวในแผนแรกและอนุมัติรับนัดวัน และเวลาประชุมเทานั้นเปนวิธีปฏิบัติโดยปกติในทุกระเบียบวาระการประชุม อีกทั้งผูถูกรองที่ ๑ ไมไดนัดหมายพูดคุยกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนกรณีพิเศษกอนประชุม กคพ.กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการสอบสวนคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในป พ.ศ. ๒๕๖๗ นั้นผูถูกรองที่ ๑ มีสวนเกี่ยวของในฐานะประธานกรรมการคดีพิเศษ ทําหนาที่เปนประธานการประชุม กคพ.ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ และครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๘แตไมมีสวนเกี่ยวของในการพิจารณากําหนดเรื่องเขาสูระเบียบวาระการประชุม กคพ. โดยการกําหนดระเบียบวาระการประชุม กคพ. เปนหนาที่และอํานาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนผูพิจารณาและอนุมัติ ผูถูกรองที่ ๑ ไมเคยทราบถึงรางระเบียบวาระการประชุม กคพ. กอนที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจะอนุมัติระเบียบวาระการประชุม เนื่องจากไมใชหนาที่และอํานาจของผูถูกรองที่ ๑ในการพิจารณาวาเรื่องใดที่สมควรจะบรรจุเขาระเบียบวาระการประชุมหรือไม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษไมเคยหารือเกี่ยวกับระเบียบวาระการประชุมในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ และครั้งที่ ๓/๒๕๖๘หนา ๓๒เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ในการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ นั้น สืบเนื่องจากที่ประชุมมีกรรมการคดีพิเศษขอใหชี้แจงเหตุผลวา มีความจําเปนเรงดวนอยางไร จึงไมไดเสนอเรื่องผานคณะอนุกรรมการกลั่นกรองซึ่งแมจะไดมีการชี้แจงประเด็นดังกลาวจนเปนที่เขาใจไดวาเหตุที่มิไดนําเรื่องเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเพราะเปนความจําเปนเรงดวนซึ่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอํานาจนําเสนอเรื่องให กคพ. พิจารณาไดโดยไมตองนําเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง และที่ผานมาก็เคยปฏิบัติเชนนี้มากอน แตผูถูกรองที่ ๑เห็นวาการพิจารณาเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ นั้น มีกรรมการอภิปรายแสดงความคิดเห็นกันอยางกวางขวาง จึงเสนอตอที่ประชุมวา เพื่อใหเกิดความรอบคอบในการพิจารณาของ กคพ. เห็นควรใหฝายเลขานุการ กคพ. นําเรื่องนี้เสนอตอคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง และนํากลับมาเสนอตอ กคพ.๔. ผูถูกรองที่ ๒ ชี้แจงและใหถอยคําวา ผูถูกรองที่ ๒ ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการรองเรียนกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในป ๒๕๖๗ ตั้งแตการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ เมื่อวันที่๒๕ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ ในฐานะที่รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมดํารงตําแหนงเปนรองประธานกรรมการคดีพิเศษ ขอเท็จจริงภายหลังที่มีมติเลือกบุคคลใดเปนสมาชิกวุฒิสภา แลวจะมีการกระทําใดที่เกี่ยวของในเรื่องดังกลาว ผูถูกรองที่ ๒ จะทราบเรื่องไดตอเมื่อมีระเบียบวาระการประชุม กคพ.และในฐานะกรรมการของ กคพ. ไมมีหนาที่และอํานาจเขาไปลวงล้ําสั่งการ แทรกแซงกรมสอบสวนคดีพิเศษใหตองกําหนดระเบียบวาระการประชุม หรือเขาไปยุงเกี่ยวกับกระบวนการเสนอเรื่องและการกําหนดระเบียบวาระการประชุมของ กคพ. การประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ เนื่องจากเปนการประชุมตอเนื่องกับการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ ซึ่งที่ประชุมมีมติกําหนดวาระการประชุมรวมกันตามที่มีการหารือกันในที่ประชุมมิไดเกิดจากการกระทําของผูถูกรองที่ ๒ สวนการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ มีรายงานวามีหลักฐานทางการเงินเบื้องตน มีการดําเนินการเปนขบวนการ มีประจักษพยานอยูในเหตุการณใหการวาตองใชเงินประมาณสี่รอยลานบาทถึงหารอยลานบาท มีหลักฐานการโอนเงินเสมือนบัญชีมาและมีกลุมพลีชีพจริงการกํากับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น ไมสามารถกํากับดูแลในรายละเอียดการสืบสวนสอบสวนไดเนื่องจากถือหลักเรื่องความเปนอิสระ ไมมีการแทรกแซงสวนกรณี นายสมบูรณ มวงกล่ํา กลาววา “ไดรับมอบหมายจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมมารับเรื่องจากกลุมตัวแทนผูสมัคร สว.” นั้น การรับหนังสือรองเรียน หรือการขอความเปนธรรมของประชาชน ผูถูกรองที่ ๒ มอบใหเปนหนาที่ของ นายสมบูรณ มวงกล่ํา ในฐานะที่ปรึกษาหนา ๓๓เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม เพื่อกลั่นกรองและแบงเบาภาระ การมอบหมายดังกลาวมิไดมอบหมายใหเปนตัวแทนไปรับเรื่องจากกลุมตัวแทนผูสมัครรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภาเปนการเฉพาะ แตเปนการปฏิบัติหนาที่เปนการทั่วไป อยางไรก็ดี นายสมบูรณ มวงกล่ํา ทําหนาที่ในการรับเรื่องรองเรียนรองทุกข ขอความเปนธรรมของประชาชนทุกคนตามที่ไดรับมอบหมายมาตั้งแตเริ่มเขารับตําแหนงที่ปรึกษาฯ ตั้งแตป ๒๕๖๖ ดวยเหตุนี้ การรับหนังสือรองขอความเปนธรรมของผูสมัครรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภา ดังที่ปรากฏภาพขาวตามเอกสารแนบทายคํารองเพิ่มเติมของผูรอง ฉบับลงวันที่ ๑๔พฤษภาคม ๒๕๖๘ นั้น เปนการดําเนินงานอันเปนเรื่องปกติประจําของ นายสมบูรณ มวงกล่ํามิใชเปนเรื่องผิดวิสัยหรือเปนขอบงชี้พิรุธในการแทรกแซงการดําเนินงานของหนวยงานผูถูกรองที่ ๒ ไมทราบมากอนวา มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖รวมทั้งในการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ และครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ ไมไดมีการกลาวถึงเรื่องนี้ผูถูกรองที่ ๒ ไมไดเขาไปเกี่ยวของ ครอบงํา สั่งการ แทรกแซง หนวยงานหรือบุคคลใด ๆ ที่ทําหนาที่ในคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ ทั้งสิ้น๕. พันตํารวจตรี ยุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงและใหถอยคําวาเปนอํานาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะอนุมัติใหมีการสืบสวนแสวงหาพยานหลักฐานเบื้องตนเพื่อเสนอ กคพ. พิจารณาวาจะรับเปนคดีพิเศษตามที่กองอํานวยความยุติธรรมเสนอมาหรือไมซึ่งตนไมเคยรายงานเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ใหผูถูกรองทั้งสองทราบ เพียงแตฝายเลขานุการของคณะพนักงานสืบสวนรายงานสรุปผลการดําเนินการสืบสวนตอผูถูกรองทั้งสองในฐานะประธานกรรมการและรองประธานกรรมการในที่ประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ และภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษไดรับเปนคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘ แลว มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งแจงการรับเปนคดีพิเศษและสงพยานหลักฐานที่สําคัญ พรอมรายละเอียดทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดอันเปนการกระทําความผิดฐานฟอกเงิน เพื่อใหพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ และมาตรา ๔๙สวนการเสนอรางระเบียบวาระการประชุม กคพ. ถึงประธานกรรมการคดีพิเศษ กองบริหารคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษรวบรวมเรื่องและเสนอขออนุมัติรางระเบียบวาระการประชุมตออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่ออธิบดีเห็นชอบจึงลงนามเสนอขออนุมัติเพื่อใหประธานกรรมการคดีพิเศษหนา ๓๔เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ พิจารณากําหนดนัดวัน เวลา และสถานที่ประชุม สวนการประสานงานเพื่อนัดประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษกับผูถูกรองที่ ๑ นั้น เปนการประสานกําหนดวัน เวลา และสถานที่ประชุมและเปนเรื่องของระดับผูปฏิบัติงานพยานไมเคยประสานงานกับผูถูกรองที่ ๑ โดยตรง สวนประเด็นการนําคดีความผิดเรื่องใดเสนอตอ กคพ.พิจารณามีมติเพื่อใหรับเปนคดีพิเศษโดยไมผานคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง นั้น กรณีที่ผูรองขอเปนกรรมการคดีพิเศษ หรือกรณีที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นวามีเหตุจําเปนเรงดวนที่จะตองเสนอกคพ. พิจารณา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะกรรมการและเลขานุการ กคพ. อาจนําเรื่องเขาสูการพิจารณาของ กคพ. โดยไมตองเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองก็ได ซึ่งเปนวิธีปฏิบัติปกติมาตั้งแตเริ่มใชบังคับพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มีมากกวา ๘๐ เรื่อง ทั้งนี้การเสนอเรื่องเขาสูระเบียบวาระการประชุม กคพ. นั้น กรรมการคดีพิเศษสามารถเสนอเรื่องโดยไมตองผานคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโดยอาศัยฐานะการเปนกรรมการคดีพิเศษซึ่งไมตองมีการพิจารณาวินิจฉัยในเหตุจําเปนเรงดวน เปนแนวทางปฏิบัติปกติที่ผานมาของกรมสอบสวนคดีพิเศษพยานในฐานะที่เปนกรรมการคดีพิเศษและในฐานะที่ดํารงตําแหนงเปนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นวา พฤติการณแหงคดีเปนเรื่องที่รายแรง หากปลอยใหเนิ่นนานลาชาแลวจะทําใหกระบวนการยุติธรรมสั่นคลอน สรางความเสียหายใหกับประเทศ ประกอบกับกรมสอบสวนคดีพิเศษไดรับเรื่องดังกลาวไวสืบสวนในเบื้องตนและมีพยานหลักฐานในเบื้องตนที่สําคัญเพียงพอแลว อีกทั้งยังไดมีหนังสือแจงไปยังเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อใหความปรากฏตอ กกต. พิจารณาวาจะรับเรื่องไปดําเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐มาตรา ๔๙ แลวประเด็นการแตงตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ เปนการดําเนินการในสวนของ กกต. ซึ่ง กกต. ไดประสานขอรายชื่อเจาหนาที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ จํานวน ๓ คนที่มีความรูความสามารถในการสืบสวนสอบสวนเขาไปรวมดําเนินการสืบสวนไตสวนกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษที่ไดรับเรื่องดังกลาวไวสืบสวนสอบสวนเปนคดีพิเศษนั้นอาศัยอํานาจตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ ระเบียบ ขอบังคับ ประกาศและคําสั่งที่เกี่ยวของ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษรายงานผลการสืบสวนสอบสวนและหารือไปยังสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมาโดยตลอด สวนหนวยงานอื่นของรัฐจะมีอํานาจในการสืบสวนสอบสวนความผิดหนา ๓๕เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองหรือคดีเกี่ยวเนื่องตามกฎหมายอื่นหรือไมยอมเปนไปตามหนาที่และอํานาจของหนวยงานนั้นตามที่กฎหมายกําหนด ซึ่งจากการตอบขอหารือดังกลาวยอมไมเปนการตัดอํานาจการสืบสวนหรือสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ๖. รอยตํารวจเอก สุรวุฒิ รังไสย ประธานคณะอนุกรรมการกลั่นกรองดานอาชญากรรมระหวางประเทศและอาชญากรรมพิเศษ (คณะที่ ๔) ชี้แจงและใหถอยคําวา การอภิปรายในที่ประชุม กคพ.ครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ วา “จากคําใหการพยานไดกลาวอางวามีการใชเงินในการกระทําความผิดตามกฎหมายปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ ประมาณสี่รอยลานบาทถึงหารอยลานบาทซึ่งมีมูลนาเชื่อวามีทรัพยสินเกี่ยวกับการกระทําความผิดที่มีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไป แตพยานหลักฐานในสํานวนยังปรากฏไมชัดเจน คณะอนุกรรมการกลั่นกรองจึงมีความเห็นเสนอเรื่องนี้ตอคณะกรรมการคดีพิเศษเพื่อพิจารณาชี้ขาด” นั้น ถอยคําวา “พยานหลักฐานในสํานวนยังปรากฏไมชัดเจน” หมายถึงมูลคาของเงินหรือทรัพยสินที่มีการกระทําความผิดฐานฟอกเงินมีจํานวนไมชัดเจนวามูลคาของเงินหรือทรัพยสินเกี่ยวกับการกระทําความผิดมีจํานวนตั้งแตสามรอยลานบาทหรือไมอยางไร เนื่องจากมีเพียงคําชี้แจงของผูสืบสวนที่ประเมินเบื้องตนเทานั้นโดยคาดวาการกระทําความผิดอาญาที่พบมีมูลคาทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดนาจะถึงสามรอยลานบาทขึ้นไป คณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาถึงแนวทางการปฏิบัติที่ผานมาถึงการพิจารณา “มูลคาทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดในคดีฟอกเงิน” จะตองมีพยานหลักฐานเพียงพอในการพิจารณาที่เชื่อไดวามีมูลคาหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทําความผิด เชน เสนทางการเงินที่มีการโอน รับโอน หรือเปลี่ยนแปลงสภาพคํานวณเปนมูลคาเทาใดที่จะเพียงพอใหเห็นวามีมูลคาเปนจํานวนประมาณเทาใด ซึ่งเมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานในการประชุมแลว คณะอนุกรรมการกลั่นกรองมีมติเห็นวามูลคาทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดไมถึงสามรอยลานบาท จึงเขาขายเปนคดีความผิดอาญาอื่นตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) และมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓)ซึ่งเปนอํานาจของ กคพ. เปนผูพิจารณามีมติรับหรือไมรับเปนคดีพิเศษ หากที่ประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาเห็นวา พยานหลักฐานเสนทางการเงินที่นํามาแสดงเห็นชัดเจนวามีมูลนาเชื่อวามีทรัพยสินเกี่ยวกับการกระทําความผิดที่มีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไป กรณีคดีดังกลาวยอมเปลี่ยนสถานะเปนคดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายที่กําหนดไวในบัญชีทายพระราชบัญญัติหนา ๓๖เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือคดีตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ซึ่งจะเปนอํานาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนผูพิจารณารับหรือไมรับเปนคดีพิเศษ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองจะตองสงเรื่องไปยังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อพิจารณารับหรือไมรับเปนคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑วรรคหนึ่ง (๑) กรณีนี้ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองเห็นวาทรัพยสินเกี่ยวกับการกระทําความผิดมูลคาไมถึงสามรอยลานบาท โดยผูทําหนาที่ในการสืบสวนชี้แจงวามีการรับโอนเปลี่ยนแปลงสภาพเงินจํานวนเทาใดมีพยานบุคคลอางวามีสามรอยถึงสี่รอยลานบาท มีการชี้แจงเปนหลักฐานเสนทางการเงินการจูงใจใหไปเลือกสมาชิกวุฒิสภาผานการตรวจสอบบัญชี แตจํานวนไมถึงสามรอยลานบาท ที่ประชุมจึงมีมติเห็นวามีความผิด แตเปนคดีฟอกเงินที่มีมูลคาไมถึงสามรอยลานบาท ดังนั้น จึงเปนคดีอาญาอื่นตามมาตรา ๒๑วรรคหนึ่ง (๒)๗. นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งชี้แจงและใหถอยคําวา สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไดรับแจงหรือรับทราบขอมูล เบาะแสจากกรมสอบสวนคดีพิเศษตามหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ ยธ ๐๘๒๔/๔๗๕๔ ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๗ หนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษลับ ดวนที่สุด ที่ ยธ ๐๘๒๔/๐๐๕๐ ลงวันที่ ๓ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ และหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษลับ ดวนที่สุด ที่ ยธ ๐๘๒๔/๑๔๗ ลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาหนังสือและเอกสารหลักฐานของกรมสอบสวนคดีพิเศษขางตนแลว เห็นวา มีรายละเอียดเกี่ยวกับขอเท็จจริง พฤติการณ และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดําเนินการไตสวนตอไป โดยไมตองมีการตรวจมูลกรณีกอนจึงกราบเรียนประธานกรรมการการเลือกตั้งโปรดนําเรื่องบรรจุเขาระเบียบวาระการประชุม กกต.เพื่อพิจารณากรณีไดรับแจงหรือรับทราบขอมูล เบาะแสจากกรมสอบสวนคดีพิเศษดังกลาว โดย กกต.ไดมีมติในการประชุม ครั้งที่ ๒๖/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๘ สั่งใหดําเนินการไตสวนกรณีดังกลาววามีการกระทําใดอันเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือจะมีผลใหการเลือกสมาชิกวุฒิสภามิไดเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือเปนไปโดยมิชอบดวยกฎหมายหรือไมในประเด็นคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในป ๒๕๖๗ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งแจงใหกรมสอบสวนคดีพิเศษรวมดําเนินการเพื่อเปนการขอรับการสนับสนุนเจาหนาที่จากหนวยงานภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเพื่อสนับสนุนในการปฏิบัติงาน สวนประเด็นการเสนอชื่อคณะกรรมการหนา ๓๗เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ สืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ นั้น สํานักสืบสวนสอบสวน ๑ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนสวนงานที่เสนอชื่อคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ เนื่องจากเปนกรณีเรงดวนสวนงานดังกลาวจึงไดประสานขอรับการสนับสนุนบุคลากรจากกรมสอบสวนคดีพิเศษโดยมิไดมีหนังสือไปยังหนวยงานอยางเปนทางการ ในสวนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ พนักงานสอบสวนในคณะนี้ ตองเปนพนักงานสอบสวนตามกฎหมายของ กกต. กอน เมื่อมีคําสั่งแตงตั้งแลว จึงจะเสนอความเห็นตามระเบียบของ กกต. ไดเชนเดียวกับพนักงานสืบสวนของ กกต. สวนการปดหมายที่จังหวัดอํานาจเจริญ นั้นเปนการดําเนินการหลังจากมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ โดยคณะกรรมการดังกลาวเปนผูแจงใหจังหวัดดําเนินการผูรองยื่นคําคัดคานบันทึกถอยคํายืนยันขอเท็จจริงหรือความเห็นของพยานบุคคล สรุปไดดังนี้๑. บันทึกถอยคําของผูถูกรองที่ ๑ ไมนาเชื่อถือเกี่ยวกับการใชอํานาจสั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษโดยมิชอบ การแทรกแซงหนาที่ของ กกต. และหลักการแบงแยกอํานาจ ความไมชอบดวยกฎหมายของกระบวนการรับเปนคดีพิเศษ ความไมนาเชื่อถือของพยานหลักฐานและการบิดเบือนขอเท็จจริงเจตนาที่ไมเปนกลางและการขาดความซื่อสัตยสุจริต๒. บันทึกถอยคําของผูถูกรองที่ ๒ ไมนาเชื่อถือเกี่ยวกับความเปนกลางและความนาเชื่อถือของพยาน ขอสั่งการของผูถูกรองที่ ๒ ในฐานะรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม การสงตอเรื่องรองเรียนเขาสูกรมสอบสวนคดีพิเศษแทน กกต. ความขัดแยงเรื่องอํานาจตามกฎหมายของ กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ความไมชอบดวยกฎหมายของการเสนอเรื่องเขาสู กกต. การใชอํานาจตรวจขอมูลการติดตอสื่อสารและขอมูลทางดิจิทัลโดยไมชอบ การกลาวอางเรื่องมูลคาทรัพยสินสามรอยลานบาทถึงหารอยลานบาท ความพิรุธของพยานหลักฐาน (โพยฮั้ว สว.) การขัดตอบทบัญญัติแหงกฎหมายและหลักลําดับศักดิ์ของกฎหมาย การยกประวัติดานสิทธิมนุษยชนมาเปนเครื่องมือเบี่ยงเบนประเด็น๓. บันทึกถอยคําของ รอยตํารวจเอก สุรวุฒิ รังไสย พยาน ไมนาเชื่อถือในประเด็นความเปนกลางและความนาเชื่อถือของพยาน อํานาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษในการรับเรื่องคดีการเลือกตั้งความชอบดวยกระบวนการในการรับเปนคดีพิเศษ พยานหลักฐานและขอมูลประกอบการพิจารณาและความเห็นทางกฎหมายและคําวินิจฉัยที่เกี่ยวของ แสดงใหเห็นวาพยานพยายามบิดเบือนขอเท็จจริงและขอกฎหมายเพื่อสรางความชอบธรรมแกผูถูกรองทั้งสองเพื่อใชกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนเครื่องมือในการขมขูหนา ๓๘เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ หรือกลั่นแกลงกลุมสมาชิกวุฒิสภาที่มีอุดมการณขัดแยงกับรัฐบาลในขณะนั้นและเพื่อผลประโยชนทางการเมืองเปนสําคัญ๔. บันทึกถอยคําของ นายแสวง บุญมี พยาน กรณีมีการกลาวอางวา สํานักสืบสวนสอบสวน ๑สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เปนผูเสนอรายชื่อคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ นั้นไมถูกตองและมีพิรุธ แสดงใหเห็นวามีการวางแผนและตระเตรียมการแตงตั้งพนักงานสอบสวนเจาของสํานวนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ เขามามีบทบาทในคณะกรรมการดังกลาว เพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของ กกต. มาตั้งแตแรก๕. บันทึกถอยคําของ พันตํารวจตรี ยุทธนา แพรดํา พยาน มีขอพิรุธเกี่ยวกับความเปนกลางและความนาเชื่อถือของพยาน การเสนอเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ตอที่ประชุม กคพ. โดยไมชอบดวยกฎหมาย กอนการเสนอวาระพิจารณาในการประชุมของ กคพ. กกต. ไมเคยมอบหมายใหกรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการสืบสวนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ รวมถึงการเสนอวาระพิจารณาในที่ประชุม กคพ. ยังปราศจากพยานหลักฐานวามีการกระทําความผิดที่มีมูลคาทรัพยสินตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไป เปนการดําเนินการที่ไมชอบดวยกฎหมายผูถูกรองที่ ๒ ยื่นคําคัดคานบันทึกถอยคํายืนยันขอเท็จจริงหรือความเห็นของพยานบุคคลสรุปไดวา พยานฝายผูรองโดยเฉพาะอยางยิ่ง นายจิระศักดิ์ ชูความดี นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตรนายอลงกต วรกี และ นายโชคชัย กิตติธเนศวร ที่ใหถอยคําเปนพยานตอศาลรัฐธรรมนูญลวนแตเปนผูมีสวนไดเสียแหงคดี การกระทําที่ผูรองและ พลตํารวจตรี ฉัตรวรรษ แสงเพชร รวมถึงพยานฝายผูรองใชสถานะสมาชิกวุฒิสภาผานกลไกแหงบทบัญญัติรัฐธรรมนูญโดยไมสุจริต เปนการมาศาลรัฐธรรมนูญดวยมือไมสะอาด บรรดาคํารอง บันทึกถอยคํา คําคัดคาน ที่ยื่นตอศาลรัฐธรรมนูญไมชอบดวยรัฐธรรมนูญผูรองยื่นคําแถลงการณปดคดีมีสาระสําคัญเพิ่มเติมสรุปได ดังนี้๑. มติของ กคพ. ในการประชุม ครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ เกี่ยวกับเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ไมชอบดวยกฎหมาย เนื่องจากไมมีพยานฝายผูถูกรองคนใดยืนยันเสนทางการเงินเกินสามรอยลานบาทไดนอกจากนี้ ยังไดคะแนนเสียงไมถึงสองในสาม จึงไมสามารถรับเปนคดีพิเศษได๒. การแตงตั้งเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเปนกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ฝาฝนระเบียบ หลักเกณฑการแตงตั้งของ กกต. โดยมีเจตนาเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของ กกต.หนา ๓๙เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ เนื่องจากเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษที่ถูกแตงตั้งดังกลาวเกี่ยวของกับเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงเกิดสภาพ “ผูกลาวหาเปนผูไตสวน” เปนการขัดกันแหงผลประโยชนอยางชัดเจน ผูถูกรองทั้งสองยอมตองทราบวาเปนขอหามที่ไมอาจกระทําได อีกทั้งระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งวาดวยการสืบสวน การไตสวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. ๒๕๖๑ ใหการแตงตั้งเจาหนาที่หนวยงานอื่นของรัฐเปน “ขอยกเวนจํากัด” ตองมีความจําเปนและตองเปนการเฉพาะกาลหรือเฉพาะเรื่อง เพื่อคุมครองความเปนธรรมและความเปนกลาง การแตงตั้งเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงไมสอดคลองกับวัตถุประสงคของระเบียบดังกลาว ทําใหขอยกเวนถูกใชเปนชองทางใหฝายบริหารควบคุมกระบวนการขององคกรอิสระ๓. พฤติการณของผูถูกรองทั้งสองมิใชความผิดพลาดโดยประมาท เนื่องจากอยูในฐานะ“ตองรู” และ “ตองกํากับยับยั้ง” แตผูถูกรองทั้งสองกลับมิไดสั่งใหชะลอ มิไดใหกลับไปตรวจสอบขอกฎหมายและรวบรวมพยานหลักฐานใหครบถวน และมิไดทวงติงใหการใชดุลพินิจเปนไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมปลอยใหกระบวนการดําเนินตอเนื่องจนมีมติ “รับเปนคดีพิเศษ” ในการประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ทั้งที่มีพิรุธและความไมปกติหลายประเด็น และขอมูลยังไมครบองคประกอบตามกฎหมาย การนิ่งเฉยของผูถูกรองทั้งสองในฐานะประธานและรองประธานกรรมการคดีพิเศษ มิใชการ “ปลอยไปตามกระบวนการ”แตมีนัยเปนการยอมรับและสนับสนุนใหหนวยงานในกํากับของฝายบริหารใชอํานาจรัฐคลาดเคลื่อนจากหลักสุจริตเที่ยงธรรม มุงหมายใหเกิดผลทางการเมืองแกฝายตนเปนสําคัญ อันเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ขอ ๘ อยางรายแรง และบอนทําลายความเชื่อมั่นของสาธารณชนตอความสุจริตเที่ยงธรรมในการใชอํานาจรัฐและความนาเชื่อถือของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองโดยตรงผูถูกรองที่ ๑ ยื่นคําแถลงการณปดคดีมีสาระสําคัญเพิ่มเติมสรุปได ดังนี้๑. การที่ กกต. มีคําสั่งใหดําเนินการไตสวนเปนผลมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือแจงการรับเรื่องไวสอบสวน (ตามเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗) หนังสือแจงความคืบหนาผลการสืบสวนและขอความเห็นการดําเนินคดี หนังสือแจงการรับเรื่องไวสอบสวนเปนคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘ใหแกสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งยอมแสดงใหเห็นถึงการทํางานรวมกันระหวาง กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดังนั้น จึงมิไดเปนการกาวกายแทรกแซงการใชอํานาจของ กกต. นอกจากนี้หนา ๔๐เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ การที่ กกต. มีคําสั่งแตงตั้งเจาหนาที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษรวมเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวนกับพนักงานของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และเมื่อพิจารณาตามเหตุผลในการมีคําสั่งใหไตสวนแลวเห็นไดวา กกต. ยอมรับถึงการทําหนาที่ในการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษเกี่ยวกับการดําเนินคดีอาญาตามเรื่องสอบสวนคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘๒. การดําเนินการสอบสวนตามคดีพิเศษดังกลาว กรมสอบสวนคดีพิเศษมุงประเด็นหลักที่การกระทําความผิดฐานฟอกเงิน แมในการสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตองสอบสวนขอเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคหนึ่ง (๑) ก็ตาม แตเปนไปเพื่อใหไดขอเท็จจริงอันเปนองคประกอบความผิดฐานฟอกเงินผูถูกรองที่ ๒ ยื่นคําแถลงการณปดคดีมีสาระสําคัญเพิ่มเติมสรุปได ดังนี้๑. ในคราวประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ และครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ ผูถูกรองที่ ๒ไมมีพฤติกรรมใดที่ชี้นํา สั่งการ กาวกาย แทรกแซง ผูเขารวมประชุม กคพ. ประกอบกับในการประชุมดังกลาวผูถูกรองที่ ๒ ตั้งคําถามหรือสอบถามฝายผูชี้แจงในหลายประเด็น ยอมแสดงใหเห็นวาผูถูกรองที่ ๒ไมทราบขอเท็จจริงและรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ กอนที่จะมาประชุมและเมื่อพิจารณารายงานการประชุมแลว การเสนอเลื่อนการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ ผูเสนอคือศาสตราจารยทัชมัย ฤกษะสุต เพื่อใหมีการพิจารณาอยางรอบคอบ มิใชเปนการเลื่อนการประชุมและถอนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ จากเหตุองคประชุมไมเห็นดวยในการรับเปนคดีพิเศษอีกทั้งยังสอดคลองกับที่ พันตํารวจตรี ยุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เบิกความตอศาลในวันไตสวนพยานบุคคล๒. กรณี พลตํารวจตรี อนุชา จารยะพันธุ ยื่นหนังสือขอความเปนธรรมกรณีการจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในเขตจังหวัดปทุมธานี และผูถูกรองที่ ๒ สั่งการในทายหนังสือรองขอความเปนธรรมวา“มอบที่ปรึกษาฯ พิจารณาสงกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจสอบขอเท็จจริงดวย” ผูถูกรองที่ ๒ไมไดสั่งการใหสืบสวนสอบสวนหรือสั่งการใหดําเนินการตามหนาที่และอํานาจ เพียงแตสั่งใหตรวจสอบขอเท็จจริง ซึ่งเปนการคุมครองสิทธิแกผูรองตามสิทธิพื้นฐานและเปนหนาที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญและไมไดสั่งใหผูใดรายงานผลตามหนังสือขอความเปนธรรม อีกทั้งหลังวันที่ลงนามในหนังสือจนถึงวันที่มีมติหนา ๔๑เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ รับเปนคดีพิเศษ ซึ่งมีระยะเวลานานหางกันถึง ๙ เดือน และถึงปจจุบัน นายสมบูรณ มวงกล่ําและกรมสอบสวนคดีพิเศษไมเคยมีการนําเรื่องดังกลาวกลับมารายงานตอผูถูกรองที่ ๒ การรับเรื่องเปนคดีพิเศษไมมีการนําเรื่องการทุจริตเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในจังหวัดปทุมธานีมาพิจารณา๓. ประเด็นการกลาวหาวาผูถูกรองที่ ๒ แทรกแซง กกต. นั้น เมื่อพิจารณาเอกสารหมายศ ๓๔ ถึง ศ ๕๖ เห็นไดวา กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษประสานงานความรวมมือ ตอบขอหารือขอคําแนะนําหรือขอเสนอแนะ รวมถึงรายงานความคืบหนาในการปฏิบัติงานกันอยางตอเนื่องเปนลําดับไมมีพฤติการณใดที่กรมสอบสวนคดีพิเศษกระทําการกาวกายแทรกแซง กกต. ดังที่ผูรองไดกลาวอางอีกทั้ง กกต. ไมเคยทําหนังสือโตแยงคัดคานการดําเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษวาไมถูกตองแตกลับประสานความรวมมือและไมมีความขัดแยงในการทําหนาที่ของทั้งสองหนวยงาน สอดคลองกับคําเบิกความของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ยอมรับขอเท็จจริงวากรมสอบสวนคดีพิเศษไดหารือ ขอคําชี้แนะ ประสานความรวมมือกันมาโดยตลอด ดังนั้น การตั้งขอสงสัยของผูรองวาผูถูกรองที่ ๒ ใชกรมสอบสวนคดีพิเศษแทรกแซง กกต. เปนการกลาวหาที่ไกลเกินกวาเหตุไรซึ่งพยานหลักฐานและไรซึ่งเหตุผลตามคํากลาวอาง๔. สวนที่ผูรองอางวา พันตํารวจตรี ยุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษผูถูกรองที่ ๒ เปนผูแตงตั้งยอมตกอยูภายใตอาณัติบังคับบัญชานั้น การแตงตั้ง พันตํารวจตรี ยุทธนา แพรดําดํารงตําแหนงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนไปตามหลักเกณฑของคณะกรรมการขาราชการพลเรือนการคัดเลือกขาราชการพลเรือนสามัญ ผูถูกรองที่ ๒ ไมไดเปนคณะกรรมการคัดเลือก ไมไดเปนผูมีอํานาจสั่งบรรจุและไมเคยเขาแทรกแซงการทําหนาที่ของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคํารอง คํารองเพิ่มเติม คําชี้แจงแกขอกลาวหา คําชี้แจงแกขอกลาวหาเพิ่มเติม คําชี้แจงและเอกสารของบุคคลและหนวยงานที่เกี่ยวของ บันทึกถอยคําของพยานบุคคลคําเบิกความในวันไตสวนพยานบุคคล คําแถลงการณปดคดีของคูกรณี และเอกสารประกอบแลวเห็นวา คดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได จึงยุติการไตสวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่งกําหนดประเด็นที่ตองพิจารณาวินิจฉัยวา ความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) หรือไมหนา ๔๒เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ผูถูกรองทั้งสองกลาวอางวา การเสนอคํารองในคดีนี้ ผูรองใชสิทธิโดยไมสุจริต เนื่องจากผูเขาชื่อเสนอคํารองตอผูรองในคดีนี้เปนผูมีสวนไดเสียโดยตรงในเรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษกําลังดําเนินการสอบสวน นั้น เห็นวา ในคดีทางกฎหมายมหาชน การใชสิทธิโดยไมสุจริตยอมเปนดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาวาการใชสิทธิโดยไมสุจริตในกรณีนั้นเปนเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชนของผูรองเทานั้นหรือเปนเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชนสวนรวมดวย หากศาลเห็นวาเปนเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชนของผูรองเทานั้นศาลยอมมีดุลพินิจที่จะไมพิจารณาในประเด็นหลักแหงคดีได แตหากเรื่องนั้นมิใชเรื่องของผลประโยชนเฉพาะของผูรอง แตเปนเรื่องเกี่ยวกับประโยชนสวนรวมดวย ศาลยอมมีดุลพินิจที่จะพิจารณาประเด็นหลักแหงคดีตอไปไดดังนั้น เมื่อคํารองคดีนี้มีประเด็นหลักแหงคดีเปนกรณีที่กลาวอางวา ผูถูกรองทั้งสองดําเนินการให กคพ.มีมติชี้ขาดวา ความผิดฐานฟอกเงินที่เกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ เปนคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) เปนการกระทําโดยไมมีอํานาจ และมีพฤติกรรมที่ไมมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และมีพฤติกรรมอันเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยางรายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๕) หรือไม กรณีนี้ เปนเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชนของสังคมโดยรวม ศาลยอมมีดุลพินิจที่จะพิจารณาประเด็นนี้ตอไปได ดังนั้น เมื่อการใชสิทธิของผูรองในกรณีนี้มีสมาชิกวุฒิสภาเขาชื่อเสนอคํารอง จํานวน ๙๒ คน ถือวามีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของวุฒิสภาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสามประกอบมาตรา ๘๒ วรรคหนึ่ง ประธานวุฒิสภาสงคํารองดังกลาวเพื่อใหศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยกรณีถือไดวาการใชสิทธิของผูรองเปนไปโดยชอบดวยรัฐธรรมนูญแลว และศาลยอมมีอํานาจที่จะพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ตอไปพิจารณาแลวเห็นวา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ และมาตรา ๑๗๐ เปนบทบัญญัติในหมวด ๘คณะรัฐมนตรี มาตรา ๑๖๐ บัญญัติวา “รัฐมนตรีตอง ... (๔) มีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษ(๕) ไมมีพฤติกรรมอันเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยางรายแรง ...”และมาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติวา “ความเปนรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ ... (๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๖๐ ...” หนา ๔๓เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณกําหนดบทบัญญัติวาดวยจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงรัฐมนตรีไวในรัฐธรรมนูญอยางชัดเจน เนื่องจากรัฐมนตรีเปนผูดํารงตําแหนงทางการเมืองที่เกี่ยวของกับการใชอํานาจของรัฐหรืออํานาจทางการเมืองซึ่งมีผลกระทบอยางกวางขวางทั้งในดานเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตของปจเจกชนผูดํารงตําแหนงรัฐมนตรีตองไดรับความไววางใจอยางสูงจากประชาชน และในฐานะที่เปนบุคคลสาธารณะตองถูกตรวจสอบทั้งในเรื่องสวนตัวและความประพฤติในการปฏิบัติหนาที่ทุกแงมุมตลอดระยะเวลาที่ดํารงตําแหนงดวย รัฐธรรมนูญยังปรากฏเจตนารมณตามคําปรารภวา มีการวางกลไกปองกันตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เขมงวด เด็ดขาด เพื่อมิใหผูบริหารที่ปราศจากคุณธรรมจริยธรรม และธรรมาภิบาลเขามามีอํานาจในการปกครองบานเมืองหรือใชอํานาจตามอําเภอใจจึงบัญญัติคุณสมบัติและลักษณะตองหามของผูที่จะดํารงตําแหนงรัฐมนตรีเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญฉบับกอน ๆ ในลักษณะที่มีความเขมงวดมากกวาบุคคลที่จะใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ ซึ่งตองสําเร็จการศึกษาไมต่ํากวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา โดยเพิ่มเติมทั้งในสวนที่กําหนดใหตองมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษ และตองไมมีพฤติกรรมอันเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยางรายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔)และ (๕) รวมทั้งตองไมเปนผูตองคําพิพากษาใหจําคุก แมคดีนั้น จะยังไมถึงที่สุด หรือมีการรอการลงโทษเวนแตในความผิดอันไดกระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาทและตองไมเปนผูเคยพนจากตําแหนงเพราะเหตุกระทําการอันเปนการตองหามตามมาตรา ๑๘๖หรือมาตรา ๑๘๗ มาแลวยังไมถึงสองปนับถึงวันแตงตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๗) และ (๘) ดวยคําปรารภและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกลาวชี้ใหเห็นเจตนารมณของรัฐธรรมนูญที่ตองการใหบุคคลที่จะดํารงตําแหนงรัฐมนตรีตองเปนผูที่มีคุณสมบัติสูงกวาบุคคลที่จะเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและเพื่อเปนการวางมาตรฐานหรือยกระดับคุณสมบัติของรัฐมนตรีใหสูงขึ้น เนื่องจากรัฐมนตรีเปนสวนประกอบของคณะรัฐมนตรีซึ่งมีหนาที่บริหารราชการแผนดิน ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๘ วรรคหนึ่งดวยเหตุที่จริยธรรมเปนขอประพฤติปฏิบัติ หลักเกณฑ หรือมาตรฐานความประพฤติในสิ่งที่ถูกตองดีงาม ชอบธรรม และเปนที่ยอมรับในสังคม และเปนสิ่งที่ควรทําหรือไมควรทําซึ่งเปนสํานึกความรับผิดชอบสวนบุคคลของแตละคนที่อยูในบทบาท ฐานะ หรือตําแหนงตาง ๆ ยึดถือปฏิบัติ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔)หนา ๔๔เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ และ (๕) กําหนดกรอบจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงรัฐมนตรีไว และหลักเกณฑทั้งสองประการจําเปนตองพิจารณาใหสอดรับกัน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) บัญญัติใหรัฐมนตรีตอง “มีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษ” คําวา “มีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษ” นั้น คําวา “ซื่อสัตย” หมายความวาประพฤติตรงและจริงใจ ไมคิดคดทรยศ ไมคดโกง และไมหลอกลวง สวนคําวา “สุจริต” หมายความวาความประพฤติชอบ โดยความซื่อสัตยสุจริต (Honesty) นี้ เปนคุณธรรมสําคัญขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไปและเปนสวนหนึ่งของการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกตองชอบธรรม (Integrity) ทั้งนี้ การมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษยอมหมายความวารัฐมนตรีตองไมมีพฤติกรรมที่บกพรองจากมาตรฐาน หรือ “ขาดความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษ” ไมมีสิ่งบงชี้ถึงความประพฤติไมสุจริต หรือพฤติการณบิดเบือนเพื่อใหตนเองไดไปซึ่งผลประโยชนของสวนรวมหรือของบุคคลอื่นโดยมิชอบ แตไมถึงกับตองแสดงใหปรากฏวาบุคคลนั้นมีความประพฤติดีงามอยางชัดเจน เพียงไมประพฤติตนให “ขัดแยงกับสิ่งที่สังคมคาดหวังอยางชัดเจน”ความประจักษในที่นี้จึงหมายถึงไมมีพฤติกรรมที่ปรากฏในทางมิชอบหรือไมสอดคลองกับภารกิจหนาที่ของรัฐมนตรีที่ตองรักษาผลประโยชนของประเทศชาติและประชาชนเปนสวนรวมสวนที่ตอง “ไมมีพฤติกรรมอันเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยางรายแรง” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๕) นั้น เปนกรณีเฉพาะเจาะจงที่กําหนดไวในมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติวา “ใหศาลรัฐธรรมนูญและองคกรอิสระรวมกันกําหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นใชบังคับแกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผูดํารงตําแหนงในองคกรอิสระ รวมทั้งผูวาการตรวจเงินแผนดินและหัวหนาหนวยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองคกรอิสระ และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลวใหใชบังคับได ทั้งนี้มาตรฐานทางจริยธรรมดังกลาวตองครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิและผลประโยชนของชาติและตองระบุใหชัดแจงดวยวาการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมใดมีลักษณะรายแรง”วรรคสอง บัญญัติวา “ในการจัดทํามาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง ใหรับฟงความคิดเห็นของสภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี ประกอบดวย และเมื่อประกาศใชบังคับแลวใหใชบังคับแกสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีดวย แตไมหามสภาผูแทนราษฎรวุฒิสภา หรือคณะรัฐมนตรีที่จะกําหนดจริยธรรมเพิ่มขึ้นใหเหมาะสมกับการปฏิบัติหนาที่ของตนแตตองไมขัดหรือแยงกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง และใหประกาศในราชกิจจานุเบกษา”หนา ๔๕เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผูดํารงตําแหนงในองคกรอิสระ รวมทั้งผูวาการตรวจเงินแผนดินและหัวหนาหนวยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองคกรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ขอ ๓ วรรคสอง กําหนดวา “มาตรฐานทางจริยธรรมนี้ใหใชบังคับแก ... คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๙ วรรคสอง ดวย” หมวด ๑ มาตรฐานทางจริยธรรมอันเปนอุดมการณขอ ๕ กําหนดวา “ตองยึดมั่นและธํารงไวซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย” ขอ ๖ กําหนดวา “ตองพิทักษรักษาไวซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแหงอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชนของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบรอยของประชาชน” ขอ ๗ กําหนดวา “ตองถือผลประโยชนของประเทศชาติเหนือกวาประโยชนสวนตน” ขอ ๘กําหนดวา “ตองปฏิบัติหนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริต ไมแสวงหาประโยชนโดยมิชอบ เพื่อตนเองหรือผูอื่นหรือมีพฤติการณที่รูเห็นหรือยินยอมใหผูอื่นใชตําแหนงหนาที่ของตนแสวงหาประโยชนโดยมิชอบ”หมวด ๒ มาตรฐานทางจริยธรรมอันเปนคานิยมหลัก ขอ ๑๑ กําหนดวา “ไมกระทําการอันเปนการขัดกันระหวางประโยชนสวนตนกับประโยชนสวนรวม ทั้งนี้ ไมวาโดยทางตรงหรือทางออม” ขอ ๑๒ กําหนดวา“ยึดมั่นหลักนิติธรรม และประพฤติตนอยูในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน” ขอ ๑๓ กําหนดวา“ปฏิบัติหนาที่ดวยความยุติธรรม เปนอิสระ เปนกลาง และปราศจากอคติ โดยไมหวั่นไหวตออิทธิพลกระแสสังคม หรือแรงกดดันอันมิชอบดวยกฎหมาย โดยคํานึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้ตามความเหมาะสมแหงสถานภาพ” ขอ ๑๔ กําหนดวา “รักษาไวซึ่งความลับในการประชุมการพิจารณาวินิจฉัย รวมทั้งเคารพตอมติของที่ประชุมฝายขางมาก และเหตุผลของทุกฝายอยางเครงครัด”ขอ ๑๖ กําหนดวา “ไมใหคําปรึกษาแกบุคคลภายนอก หรือแสดงความคิดเห็น หรือขอมูลตอสื่อสาธารณะหรือสาธารณชนในเรื่องที่อยูในระหวางการพิจารณา อันอาจกอใหเกิดความเสียหายหรือเสียความเปนธรรมแกการปฏิบัติหนาที่ เวนแตเปนการปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมายขององคกร” ขอ ๑๗ กําหนดวา“ไมกระทําการใดที่กอใหเกิดความเสื่อมเสียตอเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหนง” หมวด ๓ จริยธรรมทั่วไปขอ ๒๑ กําหนดวา “ปฏิบัติหนาที่ราชการอยางเต็มกําลังความสามารถ และยึดมั่นในความถูกตองชอบธรรมโปรงใสและตรวจสอบได และปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ โดยคํานึงถึงผลประโยชนของชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม” ขอ ๒๕ กําหนดวา “รักษาความลับหนา ๔๖เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ของทางราชการตามกฎหมาย และระเบียบแบบแผนของราชการ” ขอ ๒๖ กําหนดวา “ปฏิบัติกํากับดูแลหรือบังคับบัญชาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล การงบประมาณและการดําเนินการอื่นใหเปนไปตามกฎหมาย ระเบียบ และระบบคุณธรรม รวมทั้งสงเสริมและสนับสนุนใหเกิดความสามัคคีในการปฏิบัติหนาที่เพื่อประโยชนสวนรวม” และหมวด ๔ การฝาฝนและไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ขอ ๒๗ วรรคหนึ่ง กําหนดวา “การฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด ๑ ใหถือวามีลักษณะรายแรง” วรรคสอง กําหนดวา “การฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด ๒ และหมวด ๓ จะถือวามีลักษณะรายแรงหรือไม ใหพิจารณาถึงพฤติกรรมของการฝาฝนหรือไมปฏิบัติ เจตนาและความรายแรงของความเสียหายที่เกิดจากการฝาฝนหรือไมปฏิบัติ นั้น”หนาที่และอํานาจของ กกต. ในการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภานั้นเปนไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๒ กําหนดให กกต.มีหนาที่และอํานาจควบคุมดูแลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาใหเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มีอํานาจสืบสวนหรือไตสวนไดตามที่จําเปนหรือที่เห็นสมควร เมื่อผลการสืบสวนหรือไตสวนหรือเมื่อพบเห็นการกระทําที่มีเหตุอันควรสงสัยวาการเลือกสมาชิกวุฒิสภามิไดเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมใหมีอํานาจสั่งระงับ ยับยั้ง แกไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการเลือกสมาชิกวุฒิสภา และสั่งใหดําเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภาใหมในหนวยเลือกตั้งบางหนวย หรือทุกหนวย และหากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อวามีผูกระทําการตามที่มีการสืบสวนหรือไตสวน ใหสั่งใหดําเนินคดีโดยเร็ว หรือในกรณีจําเปนจะสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผูกระทําการดังกลาวไวเปนการชั่วคราวก็ได ทั้งนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ กําหนดวา เมื่อความปรากฏตอ กกต.วาหนวยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนไดรับเรื่องการกระทําความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองไวพิจารณา และคณะกรรมการเห็นวาเปนการสมควรที่คณะกรรมการจะดําเนินการเองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ใหคณะกรรมการมีหนังสือแจงใหหนวยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนนั้นโอนเรื่องหรือสงสํานวนการสอบสวนเกี่ยวกับการกระทําความผิดนั้นมาใหคณะกรรมการเพื่อดําเนินการตอไป ในกรณีเชนนี้ ใหหนวยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนโอนเรื่องหรือสงสํานวนการสอบสวนในสวนที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งหนา ๔๗เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ และพรรคการเมืองมาใหคณะกรรมการภายในเจ็ดวันนับแตวันที่ไดรับหนังสือแจงดังกลาว นอกจากนี้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗กําหนดใหผูใดจัด ทํา ให เสนอให สัญญาวาจะให หรือจัดเตรียมเพื่อจะให ทรัพยสินหรือผลประโยชนอื่นใดอันอาจคํานวณเปนเงินไดแกผูใด ทําการแนะนําตัวดวยการจัดใหมีมหรสพหรือการรื่นเริงตาง ๆ เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผูใด หลอกลวง บังคับ ขูเข็ญ ใชอิทธิพลคุกคามใสรายดวยความเท็จ หรือจูงใจใหบุคคลอื่นเขาใจผิดในคุณสมบัติ ความรูความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณของผูสมัครใด เพื่อจูงใจใหผูอื่นสมัครเขารับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภา หรือถอนการสมัคร หรือกระทําการใด ๆอันไมชอบดวยกฎหมาย ใหผูนั้นหมดสิทธิที่จะเลือกหรือไดรับเลือก หรือเพื่อจูงใจใหผูสมัครหรือผูมีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไมลงคะแนนใหแกผูใด ตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหนึ่งปถึงสิบป หรือปรับตั้งแตสองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และใหศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผูนั้นมีกําหนดยี่สิบปโดยความผิดกรณีจัด ทํา ให เสนอให สัญญาวาจะให หรือจัดเตรียมเพื่อจะใหทรัพยสิน หรือผลประโยชนอื่นใดอันอาจคํานวณเปนเงินไดแกผูใด ใหถือเปนความผิดมูลฐานตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน และใหคณะกรรมการมีอํานาจสงเรื่องใหสํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงินดําเนินการตามหนาที่และอํานาจไดกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนสวนราชการมีฐานะเปนกรม มีภารกิจการดําเนินงานเกี่ยวกับการปองกัน การปราบปราม การสืบสวน และการสอบสวนคดีพิเศษที่ตองดําเนินการสืบสวนและสอบสวนโดยใชวิธีการพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มีพนักงานสอบสวนคดีพิเศษซึ่งมีอํานาจสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษ และเปนพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจชั้นผูใหญหรือพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายดังกลาวกําหนดใหมีคณะกรรมการคดีพิเศษ หรือเรียกโดยยอวา “กคพ.” เปนคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๕ประกอบดวยกรรมการโดยตําแหนงจํานวนสิบสองคน และกรรมการผูทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแตงตั้งจํานวนเกาคน ซึ่งมีความรูความเชี่ยวชาญในดานเศรษฐศาสตร การเงินการธนาคาร เทคโนโลยีสารสนเทศหรือกฎหมาย และมีอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนกรรมการและเลขานุการ มีหนาที่และอํานาจกํากับและสนับสนุนการดําเนินการดานคดีพิเศษตามที่กําหนดในมาตรา ๑๐หนา ๔๘เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษมีอํานาจสอบสวนคดีความผิดทางอาญาที่มีลักษณะเปนคดีพิเศษตามที่กําหนดไวในมาตรา ๒๑ ซึ่งแบงออกเปน ๒ ประเภท ประเภทที่หนึ่ง คดีพิเศษตามมาตรา ๒๑วรรคหนึ่ง (๑) ซึ่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอํานาจอนุมัติรับเปนคดีพิเศษ ประกอบไปดวยคดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายที่กําหนดไวในบัญชีทายพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗และที่กําหนดในกฎกระทรวงโดยการเสนอแนะของ กคพ. คดีความผิดทางอาญาดังกลาวตองมีลักษณะตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) (ก) (ข) (ค) (ง) และ (จ) กลาวคือ เปนคดีความผิดทางอาญาที่มีความซับซอน จําเปนตองใชวิธีการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเปนพิเศษ คดีความผิดทางอาญาที่มีหรืออาจมีผลกระทบอยางรุนแรงตอความสงบเรียบรอยและศีลธรรมอันดีของประชาชนความมั่นคงของประเทศ ความสัมพันธระหวางประเทศหรือระบบเศรษฐกิจหรือการคลังของประเทศคดีความผิดทางอาญาที่มีลักษณะเปนการกระทําความผิดขามชาติที่สําคัญหรือเปนการกระทําขององคกรอาชญากรรม คดีความผิดทางอาญาที่มีผูทรงอิทธิพลที่สําคัญเปนตัวการ ผูใชหรือผูสนับสนุนหรือคดีความผิดทางอาญาที่มีพนักงานฝายปกครองหรือตํารวจชั้นผูใหญซึ่งมิใชพนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือเจาหนาที่คดีพิเศษเปนผูตองสงสัย เมื่อมีหลักฐานตามสมควรวานาจะไดกระทําความผิดอาญาหรือเปนผูถูกกลาวหาหรือผูตองหา อีกทั้งตองมีรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดตามที่ กคพ. กําหนด ปจจุบันคือประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕ เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑)แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ และประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๖๖เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑)แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ โดยในบัญชีทายประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘)พ.ศ. ๒๕๖๕ ขอ ๗ กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดในคดีความผิดตามกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงินวา คดีความผิดที่มีบทกําหนดโทษตามมาตรา ๖๐ และมาตรา ๖๑ แหงพระราชบัญญัติปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ที่มีความผิดมูลฐานเปนคดีพิเศษซึ่งอยูในอํานาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หรือคดีความผิดมูลฐานที่เปนคดีอาญาอื่นที่มีมูลนาเชื่อวามีทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดที่มีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไปและประเภทที่สอง คดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) ซึ่งเปนคดีความผิดทางอาญาอื่นหนา ๔๙เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ นอกจากคดีความผิดทางอาญาตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ตามที่ กคพ. มีมติดวยคะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามของกรรมการทั้งหมดเทาที่มีอยู โดยปจจุบัน กคพ. ไดแตงตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเพื่อพิจารณารับคดีพิเศษ ตามประกาศ กคพ. เรื่อง หลักเกณฑและวิธีการในการรองขอและเสนอให กคพ.มีมติใหคดีความผิดทางอาญาใดเปนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๑ อยางไรก็ตาม ในกรณีที่มีขอโตแยงหรือขอสงสัยวาการกระทําความผิดใดเปนคดีพิเศษตามที่กําหนดไวในวรรคหนึ่ง (๑) หรือไม ให กคพ.เปนผูชี้ขาดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหาการดําเนินการสืบสวนสอบสวนกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภานั้น รัฐธรรมนูญกําหนดใหเปนหนาที่ของ กกต. ไวอยางชัดแจง เพื่อใหมีองคกรที่มีความเปนอิสระมีความเปนกลางเขามารับผิดชอบโดยปราศจากการแทรกแซงของอํานาจทางการเมือง อํานาจทางปกครอง เพื่อใหการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเปนไปดวยความสุจริตและเที่ยงธรรม การนี้ รัฐธรรมนูญกําหนดหนาที่และอํานาจของ กกต. ไวทั้งในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ซึ่งเปนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ อันมีลําดับศักดิ์สูงกวาพระราชบัญญัติ การใชอํานาจตามพระราชบัญญัติจึงตองไมขัดหรือแยงตอพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หากรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ บัญญัติเรื่องใดไวเปนการเฉพาะใหเปนอํานาจขององคกรใด ทั้งยังไมมีบทบัญญัติใหนําพระราชบัญญัติทั่วไปมาใชบังคับตองดําเนินการใหเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ. ๒๕๖๐ กฎหมายทั้งสองฉบับนี้มีสถานะที่สูงกวาพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ไมอาจตีความหรือใชกฎหมายวาดวยการสอบสวนคดีพิเศษใหขัดตอกฎหมายที่มีสถานะสูงกวาเชนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได การที่หนวยงานภายในฝายบริหารดําเนินการเรื่องรองเรียนเกี่ยวกับการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภารายใดวาไมเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมไวพิจารณา อาจเปนการเกินขอบอํานาจอันเปนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบดวยเจตนารมณและบทบัญญัติแหงกฎหมาย เปนการใชอํานาจฝายบริหารแทรกแซงทางการเมืองขององคกรอิสระ อีกทั้งไมสอดคลองกับเจตนารมณของรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) ที่กําหนดใหคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจสืบสวนหรือไตสวนเพื่อใหการควบคุมดูแลการเลือกตั้งหรือการเลือกใหเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหนา ๕๐เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ผูรองกลาวอางวา ผูถูกรองทั้งสองรวมกันพิจารณาและมีมติใหการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทําความผิดฐานเปนอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๐๙ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวของ เกี่ยวกับการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อป พ.ศ. ๒๕๖๗เปนคดีพิเศษ ถือไดวาผูถูกรองทั้งสองไมมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษและมีพฤติกรรมเปนการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยางรายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕)โดยผูถูกรองทั้งสองใชอํานาจสั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษและ กคพ. ในการนําเรื่องเขาสูที่ประชุมและมีมติรับไวเปนคดีพิเศษ เพื่อเปนเครื่องมือแทรกแซงหรือครอบงําหนาที่และอํานาจของ กกต.ในการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา สมคบกันกระทําความผิดดวยการวางแผนรวมกันใชอํานาจสอบสวนโดยมิชอบ เพื่อกลั่นแกลง แทรกแซง กดดัน ขมขู และครอบงํา และละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของสมาชิกวุฒิสภาเมื่อพิจารณาขอเท็จจริงที่ปรากฏภายหลังการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด เมื่อวันที่๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๗ และระดับประเทศ เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๗ มีผูยื่นเรื่องเสนอตอรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผูรองกลาวอางวาหนังสือรองขอความเปนธรรมของ พลตํารวจตรี อนุชา จารยะพันธุ กรณีการจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปทุมธานี ลงวันที่๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๗ และลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ มีการแกไขเปลี่ยนแปลงดวยลายมือใหนําสงสําเนาหนังสือดังกลาวใหแกผูถูกรองที่ ๒ โดยตรง (เอกสารหมาย ถ ๑๐/๓) ประกอบกับตามบันทึกขอความกองกิจการอํานวยความยุติธรรม ฉบับลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๗ ที่เสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษขออนุมัติสืบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๓/๑วรรคสอง (เอกสารหมาย ศ ๓๓/๑) ปรากฏขอความทํานองวา สํานักงานรัฐมนตรี กลุมงานสนับสนุนวิชาการมีหนังสือฉบับลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๗ สงเรื่องขอความเปนธรรมตอรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมราย พลตํารวจตรี อนุชา จารยะพันธุ ฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๗ และฉบับลงวันที่๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ กรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๗เพื่อใหกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบขอเท็จจริง และแจงผลการตรวจสอบใหที่ปรึกษารัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมทราบ เพื่อประกอบการพิจารณาตามขอสั่งการของรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมตอไปกรณีดังกลาวเปนการบงชี้วาผูถูกรองทั้งสองเปนผูอยูเบื้องหลังกระบวนการสั่งการเพื่อแทรกแซงหนา ๕๑เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ การปฏิบัติหนาที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง นั้น เห็นวา เนื้อหาของหนังสือรองขอความเปนธรรมของ พลตํารวจตรี อนุชา จารยะพันธุ ฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๗ ปรากฏวาเปนหนังสือที่ผูรองเรียนเสนอเรื่องตอหลายหนวยงานรวมถึงกระทรวงยุติธรรม และผูรองเรียนแกไขขอความเปนรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม พรอมทั้งลงนามกํากับรับรองการแกไข ผูรองเรียนขอใหกระทรวงยุติธรรมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบเรื่องเสนทางการเงินที่เกี่ยวของกับการกระทําความผิดและผูถูกรองที่ ๒ สั่งการในหนังสือรองขอความเปนธรรมวา “มอบที่ปรึกษาฯ พิจารณาสงกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบขอเท็จจริงดวย” เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ หมายถึงการมอบหมายที่ปรึกษารัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมดําเนินการ ขณะที่มีหนังสือรองเรียนและผูถูกรองที่ ๒ พิจารณาหนังสือดังกลาว เปนวันกอนกําหนดวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศในวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๗ ผูถูกรองที่ ๒ มิอาจทราบไดวาผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในทายที่สุดจะเปนอยางไร บุคคลใดจะไดรับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภา และเนื้อหาเรื่องรองเรียนเปนกรณีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดของจังหวัดปทุมธานี ผูรองเรียนขอใหกระทรวงยุติธรรมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบเรื่องเสนทางการเงิน อันเปนสิทธิของประชาชนที่จะเสนอเรื่องรองเรียนตอหนวยงานของรัฐ มิไดมีเนื้อหาเกี่ยวกับการขอใหรับเปนคดีพิเศษในขอหาอั้งยี่หรือฟอกเงิน เมื่อผูถูกรองที่ ๒ในฐานะรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมไดรับเรื่องรองขอความเปนธรรม มอบหมายใหที่ปรึกษารัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมพิจารณาดําเนินการสงเรื่องใหกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบขอเท็จจริง ถอยคําตามหนังสือสํานักงานรัฐมนตรี กลุมงานสนับสนุนวิชาการ ฉบับลงวันที่๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๗ ที่ปรากฏคําวาขอสั่งการเปนขอความที่ นายสมบูรณ มวงกล่ํา ที่ปรึกษารัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมเปนผูจัดทําขึ้นเองตามรูปแบบและวิธีปฏิบัติงานตามปกติของตนกรณีมีประชาชนรองขอความเปนธรรมตอกระทรวงยุติธรรม มิใชขอความที่ระบุโดยผูถูกรองที่ ๒สอดคลองกับเอกสารประกอบคําแถลงการณปดคดีของผูถูกรองที่ ๒ วา นายสมบูรณ มวงกล่ําที่ปรึกษารัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมทําบันทึกขอความโดยมีขอความทํานองวา “ตามขอสั่งการของรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม” ในคดีอื่น ๆ มาโดยตลอด มิไดเจาะจงเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการรองดําเนินคดีสมาชิกวุฒิสภาเทานั้น อีกทั้งบันทึกขอความที่ผูรองกลาวอางดังกลาวไมไดมีขอความสั่งการใหกรมสอบสวนคดีพิเศษทําการสืบสวนสอบสวน เพียงแตแจงใหกรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการหนา ๕๒เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ตรวจสอบขอเท็จจริงของผูรองเรียนตามระเบียบของทางราชการเทานั้น ประกอบกับไมปรากฏพยานหลักฐานอื่นใดที่แสดงใหเห็นวาผูถูกรองที่ ๒ สมคบกับผูยื่นหนังสือรองเรียนฉบับตาง ๆ ขางตนในการเสนอเรื่องตอกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ มิอาจบงชี้ไดวาผูถูกรองทั้งสองเปนผูอยูเบื้องหลังกระบวนการสั่งการเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของ กกต. โดยใชกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนเครื่องมือภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษไดรับเรื่องรองเรียนจากผูรองเรียนทั้ง ๓ ราย เมื่อวันที่๓ กันยายน ๒๕๖๗ คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาและประสานการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนไตสวนและการดําเนินคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๗ ซึ่งประกอบไปดวยเจาหนาที่ของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สํานักงานตํารวจแหงชาติ สํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ประชุมกําหนดแนวทางการแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐาน โดยอนุกรรมการในสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษแจงตอคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาฯ วา มีผูยื่นเรื่องขอความเปนธรรมตอรัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อใหตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในป ๒๕๖๗ มีกระบวนการหรือพฤติการณที่มิไดเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันอาจเปนการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ และประมวลกฎหมายอาญา จํานวน ๓ คํารอง ตอมา เมื่อวันที่๔ กันยายน ๒๕๖๗ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติใหกองกิจการอํานวยความยุติธรรมทําการสืบสวนกรณีการรองเรียนการกระทําความผิดดังกลาวตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗มาตรา ๒๓/๑ วรรคสอง เพื่อใหมีขอเท็จจริงเบื้องตนเพียงพอในการเสนอ กคพ. มีมติใหคดีอาญาใดเปนคดีพิเศษ พรอมทั้งมีคําสั่งแตงตั้งคณะพนักงานสืบสวน เปนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗การอนุมัติใหมีการสืบสวนดังกลาวเกิดขึ้นภายหลังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษโดยกองกิจการอํานวยความยุติธรรมศึกษาพฤติการณและลักษณะการกระทําความผิดที่เปนคดีอาญาแลวเห็นวามีพฤติการณที่อาจเปนความผิดทางอาญาตามกฎหมายหลายฉบับ ไมวาจะเปนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๖ มาตรา ๗๗ และมาตรา ๘๑ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๐๙ ประกอบมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ และมาตรา ๘๖ และอาจเขาลักษณะมาตรา ๒๑วรรคหนึ่ง (๑) (ก) (ข) (ง) แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ ตามประกาศ กคพ.หนา ๕๓เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ เรื่อง หลักเกณฑและวิธีการในการรองขอและเสนอให กคพ. มีมติใหคดีความผิดทางอาญาใดเปนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๖๑ และระเบียบ กคพ. วาดวยการสืบสวนคดีความผิดทางอาญาเพื่อเสนอ กคพ. มีมติใหเปนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งเกี่ยวพันกับคดีความผิดทางอาญาอื่นนอกจากคดีความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอํานาจจะอนุมัติรับเปนคดีพิเศษได เนื่องจากจะตองให กคพ. มีมติดวยคะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามของกรรมการทั้งหมดเทาที่มีอยูในการรับเปนคดีพิเศษ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นสมควรใหพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแสวงหาพยานหลักฐานเบื้องตนเพื่อนําเสนอ กคพ. ขอเท็จจริงดังกลาวสอดคลองกับความเห็นของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษตามหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘ (เอกสารหมาย ศ ๕/๑๓) ที่ชี้แจงวาหลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษไดรับคํารองจากผูรอง จํานวน ๓ ราย กรมสอบสวนคดีพิเศษศึกษาพฤติการณลักษณะการกระทําความผิดที่เปนคดีความผิดอาญาประกอบกับไดปรึกษาหารือกับผูทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผลปรากฏวาสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไมสามารถสอบสวนคดีอาญาอื่นไดตอมา เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๗ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติใหทําการสืบสวนกรณีนี้ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๓/๑ วรรคสอง อยางไรก็ดีภายหลังจากการอนุมัติใหมีการสืบสวน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือฉบับลงวันที่๒๕ กันยายน ๒๕๖๗ ถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (เอกสารหมาย ศ ๓๔) แจงใหสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบถึงการอนุมัติใหมีการสืบสวนกรณีมีผูยื่นเรื่องขอความเปนธรรมทั้ง ๓ รายดังกลาว เพื่อให กกต. ทราบตามนัยมาตรา ๔๙ แหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ กรณีไมปรากฏขอเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่บงชี้วาผูถูกรองทั้งสองสั่งการใหกรมสอบสวนคดีพิเศษใชอํานาจสืบสวนกรณีดังกลาวเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งภายหลังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๗ ไมปรากฏวาสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเรียกหรือสั่งใหกรมสอบสวนคดีพิเศษสงเรื่องกรณีมีผูยื่นเรื่องขอความเปนธรรม จํานวน ๓ เรื่อง มายังคณะกรรมการการเลือกตั้ง จนกระทั่งวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๘ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือหนา ๕๔เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (เอกสารหมาย ศ ๔๒) แจงวา กกต. มีมติมอบหมายใหสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาเกี่ยวกับกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องไวสืบสวน เพื่อใหไดขอเท็จจริงที่ครบถวนตอการพิจารณาของ กกต. ขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคํารองแตละคํารองที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับไวดําเนินการ รวมทั้งความคืบหนาวาไดดําเนินการอยูในขั้นตอนใด เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ ๒๕๖๘กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงประธานกรรมการการเลือกตั้ง (เอกสารหมาย ศ ๓๕) แจงรายละเอียดเกี่ยวกับผลการสืบสวนในเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ แมวาหนังสือฉบับดังกลาวจะระบุวาเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ยังอยูระหวางการสืบสวน และกรมสอบสวนคดีพิเศษประสงคที่จะรับดําเนินการสอบสวนตอไปเนื่องจากจําเปนตองใชวิธีการรวบรวมหลักฐานเปนพิเศษ แตหนังสือฉบับดังกลาวปรากฏขอความชัดเจนสรุปไดวา เนื่องจากกรณีจําเปนตองใชวิธีการรวบรวมหลักฐานเปนพิเศษประกอบกับการกระทําความผิดทางอาญาดังกลาวกระทําตอบทกฎหมายอื่นนอกจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่อยูในหนาที่และอํานาจโดยตรงของ กกต. กรมสอบสวนคดีพิเศษประสงคที่จะรับดําเนินการสอบสวนในสวนที่พบการกระทําความผิดทางอาญาไวดําเนินการ พรอมทั้งขอให กกต. พิจารณาวา มีความผิดทางอาญาใดที่ กกต. จะรับไวดําเนินการสอบสวนเอง และความผิดทางอาญาใดที่ กกต. ประสงคจะใหกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนผูดําเนินการสอบสวน หรือ กกต. จะรับดําเนินการสอบสวนเองในการกระทําความผิดทางอาญาทุกขอกลาวหาและทุกฉบับกฎหมาย หรือประสงคใหกรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการสอบสวนในการกระทําความผิดทางอาญาทุกขอกลาวหาและทุกฉบับกฎหมาย ขอความดังกลาวบงชี้วา นอกจากกรมสอบสวนคดีพิเศษจะจํากัดกรอบอํานาจของตนเองที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจสอบกรณีที่เปนความผิดทางอาญาเทานั้น ไมรวมถึงความผิดอื่น ๆ ตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองซึ่งเปนหนาที่และอํานาจโดยตรงของ กกต. แตในสวนความผิดทางอาญาที่เกี่ยวของกับกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง กรมสอบสวนคดีพิเศษแจงตอ กกต. เพื่อใหพิจารณาวาจะรับเรื่องดังกลาวไวดําเนินการเองทั้งหมดหรือเพียงบางสวนหรือไม เพื่อให กกต. ดําเนินการตามหนาที่และอํานาจตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองกําหนดไวแมขอเท็จจริงปรากฏตามเอกสารหมาย ศ ๓๕ ศ ๔๒ และ ศ ๔๓ วากรมสอบสวนคดีพิเศษทราบตั้งแตกอนการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ และครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ วาคดีอยูในอํานาจสอบสวนหนา ๕๕เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ของ กกต. และ กกต. สั่งการใหสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งดําเนินการสอบสวนแลวโดย กกต. ยังมิไดพิจารณามอบหมายใหหนวยงานอื่นดําเนินการแทน แตไมปรากฏขอเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่แสดงใหเห็นวาผูถูกรองทั้งสองสั่งการใหกรมสอบสวนคดีพิเศษแจงขอรับเรื่องดังกลาวไวพิจารณา อีกทั้งภายหลังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือฉบับดังกลาว สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือ ฉบับลงวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(เอกสารหมาย ศ ๔๓) แจงวากรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือแจงขอมูลเกี่ยวกับการสืบสวนขางตนเรื่องดังกลาวไมปรากฏขอเท็จจริงวากรมสอบสวนคดีพิเศษไดรับเรื่องไวพิจารณาแลวหรือไม จึงยังไมไดเสนอเรื่องให กกต. พิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ กรณีไมปรากฏขอเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่บงชี้วาผูถูกรองทั้งสองสั่งการใหกรมสอบสวนคดีพิเศษใชอํานาจในการแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งแตอยางใดภายหลังสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือฉบับลงวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ ๒๕๖๘กคพ. มีการประชุม ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ การกําหนดระเบียบวาระการประชุมดังกลาวนั้นตามระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษวาดวยหลักเกณฑและวิธีการในการเสนอเรื่องและการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๗ ขอ ๖ ประกอบขอ ๑๙ กําหนดใหกองบริหารคดีพิเศษ ในฐานะฝายเลขานุการ กคพ. รวบรวมเรื่องที่จะเสนอตอ กคพ. ที่ผานการตรวจเรื่องตามหมวด ๖ แลว และจัดทําบันทึกความเห็นเสนออธิบดีเพื่ออนุมัติระเบียบวาระการประชุมเรื่องใดอธิบดีไมอนุมัติใหบรรจุเปนระเบียบวาระการประชุม ใหแจงคําสั่งไมอนุมัติพรอมสงเรื่องคืนเจาของเรื่อง ในขณะที่ประธานกรรมการคดีพิเศษมีอํานาจตามที่กําหนดไวในขอ ๑๑ ที่กําหนดใหกองบริหารคดีพิเศษดําเนินการเสนอประธานกรรมการคดีพิเศษ เพื่อกําหนดวัน เวลา และสถานที่ประชุม กคพ. ระเบียบดังกลาวบงชี้วาอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนผูมีอํานาจในการกําหนดและอนุมัติระเบียบวาระการประชุม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษชี้แจงตามหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษฉบับลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๘ (เอกสารหมาย ศ ๕/๔) วา เมื่อฝายเลขานุการ กคพ.รวบรวมเรื่องไดพอสมควรแลว จะเสนอรางระเบียบวาระการประชุมตออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อพิจารณาเห็นชอบรางระเบียบวาระการประชุมดังกลาว เพื่อเสนอประธานกรรมการคดีพิเศษหนา ๕๖เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ พิจารณาอนุมัติรางระเบียบวาระการประชุม รวมทั้งกําหนดวัน เวลา และสถานที่ประชุมตอไปเมื่อประธานกรรมการคดีพิเศษอนุมัติระเบียบวาระการประชุม และกําหนด วัน เวลา และสถานที่ประชุมแลว ฝายเลขานุการจะจัดทําหนังสือเชิญประชุมพรอมระเบียบวาระการประชุมที่ไดรับอนุมัติเสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษลงนามถึงกรรมการคดีพิเศษทุกทานเพื่อเชิญเขารวมประชุมตอไปประเด็นดังกลาวเมื่อพิจารณาถอยคําในการไตสวนพยานบุคคลของผูถูกรองที่ ๑ และ พันตํารวจตรียุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษปรากฏขอเท็จจริงไปในทางเดียวกันวา แนวทางปฏิบัติที่ผานมาการรวบรวมและกําหนดระเบียบวาระการประชุมเปนอํานาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษสวนประธานกรรมการคดีพิเศษจะรับผิดชอบเฉพาะการกําหนดวันและเวลาในการประชุม กรณีที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงประธานกรรมการคดีพิเศษเพื่อขออนุมัติรางระเบียบวาระการประชุมรวมทั้งกําหนดวัน เวลา และสถานที่ประชุม นั้น เปนเพียงการเสนอวามีระเบียบวาระการประชุมเรื่องใดที่เขาสูที่ประชุม กคพ. ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษไดดําเนินการตามระเบียบแบบแผนของทางราชการมาแลวเทานั้น ประกอบกับกรณีดังกลาวเกิดขึ้นภายหลังที่สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๘ เพื่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องสืบสวน และภายหลังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงประธานกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ เพื่อแจงรายละเอียดเกี่ยวกับผลการสืบสวนในเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗และแจงวากรมสอบสวนคดีพิเศษประสงคที่จะรับดําเนินการสอบสวนในสวนที่พบการกระทําความผิดทางอาญาไวดําเนินการ กรณีไมปรากฏขอเท็จจริงที่แสดงใหเห็นวาผูถูกรองทั้งสองสั่งการใหมีการบรรจุระเบียบวาระการประชุมเรื่องดังกลาวเขาสูที่ประชุม กคพ.สวนที่ผูรองกลาวอางวา การนําเรื่องเขาสูที่ประชุมดังกลาวผูถูกรองทั้งสองเรงรัดหรือสั่งการใหอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนําเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ เขาสูที่ประชุมโดยไมผานคณะอนุกรรมการกลั่นกรองตามระเบียบ กคพ. วาดวยการสืบสวนคดีความผิดทางอาญาเพื่อเสนอ กคพ. มีมติใหเปนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๕๑ ทําใหการเสนอระเบียบวาระและพิจารณารับเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗เปนคดีพิเศษในการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ ไมชอบดวยกฎหมาย บงชี้วาผูถูกรองทั้งสองเปนผูอยูเบื้องหลังกระบวนการสั่งการ กคพ. เพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของ กกต. นั้น เห็นวาตามระเบียบ กคพ. วาดวยการสืบสวนคดีความผิดทางอาญาเพื่อเสนอ กคพ. มีมติใหเปนคดีพิเศษหนา ๕๗เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ พ.ศ. ๒๕๕๑ ขอ ๑๑ กําหนดใหการนําเสนอ กคพ. มีมติใหคดีที่ไดสืบสวนใดเปนคดีพิเศษใหถือปฏิบัติตามประกาศ กคพ. วาดวยหลักเกณฑและวิธีการในการรองขอและเสนอให กคพ.มีมติใหคดีความผิดทางอาญาใดเปนคดีพิเศษ ซึ่งปจจุบันคือ ประกาศ กคพ. เรื่อง หลักเกณฑและวิธีการในการรองขอและเสนอให กคพ. มีมติใหคดีความผิดทางอาญาใดเปนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๖๑แมในขอ ๑๑ กําหนดใหเมื่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคําสั่งใหรับคํารองขอไวดําเนินการแลวใหรีบสงคํารองขอพรอมพยานหลักฐานและสํานวนการสืบสวน (ถามี) ไปยังคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเพื่อดําเนินการโดยเร็ว อยางไรก็ตาม ขอ ๘ กําหนดใหกรณีที่ผูรองขอเปนกรรมการคดีพิเศษหรือเปนเรื่องที่อธิบดีเห็นวามีเหตุจําเปนเรงดวนที่จะตองเสนอ กคพ. พิจารณา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะกรรมการและเลขานุการ กคพ. อาจนําเรื่องเขาสูการพิจารณาของ กคพ. ไดโดยไมตองเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองก็ได กรณีดังกลาวจึงเปนอํานาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะนําเรื่องสืบสวนดังกลาวเขาสูที่ประชุม กคพ. โดยไมผานคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง สอดคลองกับรายงานการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ (เอกสารหมาย ศ ๑๘/๗๔ ถึง ศ ๑๘/๗๕)โดย รอยตํารวจเอก สุรวุฒิ รังไสย รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงวา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมอบหมายใหกองบริหารคดีพิเศษพิจารณาวา เรื่องตามกรณีนี้มีความจําเปนและเรงดวนหรือไมเรื่องดังกลาวมีความจําเปนตองนําเรื่องหารือวากรณีเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ เขาองคประกอบของการแจงการรับเรื่องให กกต. ทราบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ หรือไม ซึ่งคําชี้แจงสอดคลองกับหนังสือสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฉบับลงวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ ที่แจงกรมสอบสวนคดีพิเศษวา กรณีเรื่องสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษไมปรากฏขอเท็จจริงวา กรมสอบสวนคดีพิเศษไดรับเรื่องไวพิจารณาแลวหรือไมตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙และสอดคลองกับถอยคําในการไตสวนพยานบุคคลของ พันตํารวจตรี ยุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษและ รอยตํารวจเอก สุรวุฒิ รังไสย รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ วา แนวทางปฏิบัติที่ผานมามีกรณีที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนําเสนอเรื่องโดยไมผานคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ไมเฉพาะแตกรณีความผิดทางอาญาจากการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเทานั้น โดยจะมีการชี้แจงเหตุผลความจําเปนเรงดวนตอที่ประชุมอันเปนวิธีปฏิบัติปกติตั้งแตเริ่มใชพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗หนา ๕๘เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ แมวาที่ประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ มีมติใหถอนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ กลับไปพิจารณาในชั้นคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง แตประเด็นสําคัญที่ขอใหคณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาคือประเด็นเกี่ยวกับขอบเขตหนาที่และอํานาจในการสอบสวนคดีอาญาระหวาง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อใหเกิดความรอบคอบในการพิจารณา เนื่องจากที่ประชุมยังมีมติใหเชิญผูแทนของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมาเขารวมประชุมในคราวถัดไป เพื่อใหทราบความชัดเจนเกี่ยวกับหนาที่และอํานาจระหวางหนวยงานทั้งสองดวย โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือฉบับลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ถึงประธานกรรมการการเลือกตั้ง (เอกสารหมาย ศ ๓๖) เพื่อขอเชิญเขารวมประชุม กคพ. และขอหารือเกี่ยวกับการตีความพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐มาตรา ๔๙ อีกทั้งเพื่อมิใหเกิดการโตแยงใด ๆ เกี่ยวกับความถูกตองรัดกุมของกระบวนการ ซึ่งผูถูกรองทั้งสองเห็นชอบรวมกับคณะกรรมการคดีพิเศษวาใหนําเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ กลับไปพิจารณาในชั้นคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง กรณีไมปรากฏขอเท็จจริงอื่นใดที่แสดงใหเห็นวาผูถูกรองทั้งสองสั่งการใหบรรจุเรื่องสืบสวนดังกลาวเขาสูที่ประชุม กคพ. โดยไมชอบดวยกฎหมายหรือมีลักษณะเปนการเรงรัดใหกรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการขอเท็จจริงปรากฏเพิ่มเติมวา ภายหลังที่ประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ มีมติใหถอนเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ กลับไปพิจารณาในชั้นคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง คณะอนุกรรมการกลั่นกรองประชุมเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๘ เห็นวา เรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ เขาขายเปนความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๙ และมาตรา ๑๑๖ (๓) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคหนึ่ง (๑)ซึ่งเปนคดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายอื่น และยังเขาขายเปนความผิดตามพระราชบัญญัติปองกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๕ และมาตรา ๙ เนื่องดวยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๐๙ และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคหนึ่ง (๑) เปนความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน ซึ่งเปนคดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายที่กําหนดไวในบัญชีทายพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗และตามมาตรา ๔๙ ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ไมตัดอํานาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะรับคดีความผิดทางอาญาทั้งหมดไวดําเนินการสอบสวนหนา ๕๙เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ เปนคดีพิเศษ หากตอมากรมสอบสวนคดีพิเศษรับเปนคดีพิเศษแลวใหแจงไปยัง กกต. พิจารณาวาจะรับกรณีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งไวดําเนินการเองหรือไมตอไป และจําเปนตองใชการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเปนพิเศษ จึงเสนอ กคพ. มีมติใหรับคดีความผิดทางอาญากรณีดังกลาวตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) โดยเห็นควรแยกเสนอ กคพ. พิจารณาเปน ๒ กรณี กรณีที่ ๑ การเลือกสมาชิกวุฒิสภามีกระบวนการหรือพฤติการณที่มิไดเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมอันเปนความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ และประมวลกฎหมายอาญา กรณีที่ ๒ การกระทําความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและรวมกันฟอกเงินอันเนื่องมาจากความผิดมูลฐานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๐๙ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคหนึ่ง (๑) อยางไรก็ดี มีขอสังเกตวา ในกรณีที่ ๒ กรณีมีขอสงสัยวาทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดในครั้งนี้มีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไป อันเขารายละเอียดลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑)แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือไม เห็นควรเสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อนําเรื่องดังกลาวเสนอ กคพ. เปนผูวินิจฉัยชี้ขาดตามขอ ๖ ของประกาศ กคพ. ดังกลาวไปในคราวเดียวกัน เพื่อกําหนดเปนแนวทางปฏิบัติในการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองตอไปซึ่งแนวทางการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองดังกลาว สอดคลองกับหนังสือสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฉบับลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๘ ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(เอกสารหมาย ศ ๔๔) ซึ่งตอบขอหารือวา หนวยงานอื่นของรัฐจะมีอํานาจในการสืบสวนสอบสวนคดีที่เกี่ยวกับกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือคดีเกี่ยวเนื่องตามกฎหมายอื่นหรือไมยอมเปนการดําเนินการใหเปนไปตามหนาที่และอํานาจของหนวยงานนั้นตามที่กฎหมายกําหนดเมื่อพิจารณาประกอบขอเท็จจริงที่วา ภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองขางตนกคพ. มีการประชุม ครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๘ ไมปรากฏวาสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งสงผูแทนเขารวมประชุมดังกลาว เนื่องจากมีการตอบขอหารือตามหนังสือหนา ๖๐เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฉบับลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๘ แลว ที่ประชุมพิจารณาความเห็นของคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง โดยมีการชี้แจงขอเท็จจริงทั้งจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองรวมทั้งคณะพนักงานสืบสวน ที่ประชุมอภิปรายและมีความเห็นกันอยางกวางขวางในประเด็นขอสงสัยเกี่ยวกับทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดวามีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไปอันเขารายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑)แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือไม กรณีมีขอสงสัยดังกลาวเปนอํานาจของ กคพ. ที่จะตองพิจารณาในเบื้องตนเสียกอนวากรณีดังกลาวเขาลักษณะของการกระทําความผิดตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) หรือไม ทั้งนี้ ตามบันทึกการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ครั้งที่ ๓/๒๕๖๘(เอกสารหมาย ศ ๑๘/๑๘๖ ถึง ศ ๑๘/๑๘๗) ประกอบกับถอยคําในการไตสวนพยานบุคคลของพันตํารวจตรี ยุทธนา แพรดํา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ วาความผิดฐานฟอกเงินที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอํานาจรับไวเปนคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) โดยไมตองนําเรื่องมาเสนอใหกคพ. พิจารณามีมติ จะตองเปนกรณีที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาแลวมีมูลนาเชื่อวาทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดมีมูลคาเกินกวาสามรอยลานบาท เชน ปรากฏเสนทางการเงินที่ชัดเจนวามีจํานวนเกินสามรอยลานบาท แตเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ เปนกรณีที่คณะอนุกรรมการกลั่นกรองมีขอสงสัยวากรณีมีมูลนาเชื่อวาทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดมีมูลคาเกินกวาสามรอยลานบาทหรือไม เนื่องจากในชั้นสืบสวนมีเพียงพยานบุคคลใหการอางวามีการนําเงินมาใชในการกระทําความผิดครั้งนี้ประมาณสี่รอยลานถึงหารอยลานบาท ซึ่งเปนทรัพยสินที่เกี่ยวของกับการกระทําความผิดมูลฐานแตยังไมปรากฏพยานหลักฐานอื่นนอกจากพยานบุคคลดังกลาวที่จะแสดงใหเห็นวามีมูลคาความเสียหายที่แทจริงเปนจํานวนเงินเทาใด คงมีพยานหลักฐานยืนยันวามีมูลคาความเสียหายหาสิบสองลานบาทหากใชสูตรคณิตศาสตรแบบยอนกลับคํานวณจะไดความวามีมูลคาความเสียหายสามรอยยี่สิบหกถึงสี่รอยยี่สิบหกลานบาท จึงเปนกรณีที่ กคพ. จะตองพิจารณาตามมาตรา ๒๑ วรรคหา วากรณีดังกลาวเขาลักษณะของการกระทําความผิดตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) หรือไม กคพ. เสียงขางมากซึ่งมีผูทรงคุณวุฒิดานตาง ๆ รวมอยูดวยอภิปรายแลวเห็นวา แมยังไมปรากฏเสนทางการเงินในการกระทําความผิดหนา ๖๑เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ที่ชัดเจนจนปราศจากขอสงสัยวามีจํานวนเกินกวาสามรอยลานบาท แตเมื่อพิจารณาพยานหลักฐานในชั้นสืบสวนไมวาจะเปนคําใหการของพยาน หลักฐานของพยานบุคคล หลักฐานทางวิทยาศาสตรและหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส ในชั้นนี้ มีมูลนาเชื่อวามีทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดที่มีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไป สวนเมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องไวสอบสวนเปนคดีพิเศษตอไปแลวก็จะตองรวบรวมพยานหลักฐานที่ทําใหสิ้นสงสัยตามสมควรเพื่อสงเรื่องใหพนักงานอัยการและศาลพิจารณาตอไปกรณีที่ประชุมมีมติดวยเสียงขางมาก จํานวน ๑๑ เสียง ตอ ๔ เสียง และงดออกเสียง ๓ เสียงโดยผูถูกรองทั้งสองลงมติในสวนของเสียงขางมากนั้น เปนการชี้ขาดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหา วาเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ เปนการกระทําความผิดอันมีลักษณะตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบกับประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑)แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มิใชการลงมติใหการกระทําความผิดทางอาญาอื่นเปนคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) เรื่องดังกลาวเปนเรื่องที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษตองอนุมัติการสอบสวนและดําเนินการตามหนาที่และอํานาจพรอมทั้งแจงไปยัง กกต. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ ตอไป ปรากฏขอเท็จจริงวาภายหลังการประชุมดังกลาวอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติใหกรณีดังกลาวเปนคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘พรอมทั้งแตงตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และมีหนังสือแจงไปยังสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘ (เอกสารหมาย ศ ๓๗) เพื่อแจงการรับคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘กรณีอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติใหทําการสอบสวนกรณีการกระทําความผิดฐานฟอกเงินหนังสือฉบับดังกลาวระบุขอความวา “กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงขอแจงการรับเรื่องไวสอบสวนเปนคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘ พรอมขอเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวของมายังสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามนัยแหงหนังสือ อางถึง (๘) เพื่อ กกต. พิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔ และมาตรา ๔๙ ซึ่งเปนความผิดที่อยูในหนาที่และอํานาจของ กกต. ตอไป หากมีขอมูลหรือพยานหลักฐานใดที่ตองการเพิ่มเติม กรมสอบสวนคดีพิเศษยินดีประสานใหความรวมมืออยางเต็มที่เพื่อประโยชนแหงความยุติธรรม”หนา ๖๒เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ ขอเท็จจริงดังกลาวขางตนแสดงใหเห็นวา ในการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ และครั้งที่๓/๒๕๖๘ ผูถูกรองทั้งสองรวมถึงกรรมการคดีพิเศษคนอื่น ๆ พิจารณาวากรณีความผิดที่มีผูรองเรียนตอกรมสอบสวนคดีพิเศษเปนการกระทําความผิดทางอาญาที่เปนคดีพิเศษหรือไม โดยผูถูกรองทั้งสองเขาใจวาการที่ กคพ. หรืออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗ ไวเปนคดีพิเศษมิไดเปนการรับเรื่องอยางเด็ดขาด เพราะจะตองมีการรายงานไปยัง กกต. เพื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ ตอไป เนื่องจากตามหนังสือสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฉบับลงวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ ระบุวากรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการสืบสวนเรื่องดังกลาว ไมปรากฏขอเท็จจริงวากรมสอบสวนคดีพิเศษไดรับเรื่องไวพิจารณาแลวหรือไม จึงยังไมไดเสนอเรื่องให กกต. พิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๔๙ และการลงมติของผูถูกรองทั้งสองในการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ เปนการชี้ขาดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑ วรรคหา วากรณีความผิดฐานฟอกเงินตามเรื่องสืบสวนที่ ๑๕๑/๒๕๖๗เปนการกระทําความผิดอันมีลักษณะตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๒๑วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบกับประกาศ กคพ. (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๖๕ เรื่อง กําหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) แหงพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ มิใชการลงมติใหการกระทําความผิดทางอาญาอื่นเปนคดีพิเศษตามมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๒) ในการพิจารณาประเด็นขอสงสัยเกี่ยวกับทรัพยสินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดวามีมูลคาตั้งแตสามรอยลานบาทขึ้นไป อันเขารายละเอียดของลักษณะของการกระทําความผิดที่เปนคดีพิเศษตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง (๑) หรือไม นั้น ผูถูกรองทั้งสองและกรรมการคดีพิเศษเสียงขางมากพิจารณาพยานหลักฐานในชั้นสืบสวนแลว สอดคลองกับบันทึกถอยคํายืนยันขอเท็จจริงหรือความเห็นของนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (เอกสารหมาย ศ ๖๓/๒) วาสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๗กรณีแจงการรับเรื่องไวสืบสวน ฉบับลงวันที่ ๓ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ กรณีแจงความคืบหนาผลการสืบสวนและฉบับลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๘ กรณีแจงการรับเรื่องไวสอบสวนเปนคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘หนา ๖๓เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ แลวเห็นวา มีรายละเอียดเกี่ยวกับขอเท็จจริง พฤติการณ และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดําเนินการไตสวนตอไปโดยไมตองมีการตรวจมูลกรณีกอนตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งวาดวยการสืบสวนการไตสวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. ๒๕๖๑ ขอ ๒๙ วรรคสอง และ กกต. มีมติในการประชุมครั้งที่ ๒๖/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๘ สั่งใหดําเนินการไตสวนกรณีไดรับแจงหรือรับทราบขอมูลเบาะแสจากกรมสอบสวนคดีพิเศษดังกลาว โดยแตงตั้งเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ จํานวน ๓ คนมารวมเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ ทั้งยังไมมีมติใหสงเรื่องใหสํานักงานปองกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษดําเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสอง แสดงวา กกต. จะดําเนินการเองเพียงแต กกต. ยังมิไดเรียกสํานวนการสอบสวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษมารวมพิจารณา อยางไรก็ดีในการประชุม กคพ. ครั้งที่ ๒/๒๕๖๘ และครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ ไมปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงใหเห็นวาผูถูกรองทั้งสองมีพฤติกรรมใดที่เปนการขมขู สั่งการ ชี้นํา หรือปดกั้นการแสดงความคิดเห็น อันเปนการกาวกายหรือแทรกแซงกรรมการคดีพิเศษคนอื่น ๆ ผูถูกรองทั้งสองเปนกรรมการโดยตําแหนงตามที่กฎหมายกําหนด กคพ. มีลักษณะการปฏิบัติงานในรูปแบบคณะกรรมการ ประกอบดวยผูทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญ ผูถูกรองที่ ๑ ในฐานะประธานในที่ประชุม บริหารและควบคุมการประชุมโดยเปดโอกาสใหกรรมการทุกคนอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเพื่อใหเกิดความรอบคอบในการพิจารณา (เอกสารหมายศ ๑๘/๗๔ และ ศ ๑๘/๘๒) สวนผูถูกรองที่ ๒ ซักถามกรณีขอสงสัยตาง ๆ ตอฝายเลขานุการเพื่อให กคพ. มีขอมูลประกอบการพิจารณาอยางเพียงพอ (เอกสารหมาย ศ ๑๘/๗๑ ถึง ศ ๑๘/๗๒ศ ๑๘/๘๙ ศ ๑๘/๑๗๒ และ ศ ๑๘/๑๗๙) และผูถูกรองที่ ๒ เพียงแตอธิบายความเห็นทางกฎหมายหรือแนวทางการปฏิบัติงานโดยปกติของผูถูกรองที่ ๒ เทานั้น เชื่อวาผูถูกรองทั้งสองมิไดใชอํานาจสั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษและ กคพ. ในการนําเรื่องเขาสูที่ประชุมและมีมติรับไวเปนคดีพิเศษเพื่อเปนเครื่องมือแทรกแซงหรือครอบงําหนาที่และอํานาจของ กกต. ในการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาสวนที่ผูรองกลาวอางวา ผูถูกรองทั้งสองสมคบกับเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อใชอํานาจในการสอบสวนสมาชิกวุฒิสภาโดยมิชอบ โดยการวางแผนรวมกันเสนอชื่อ พันตํารวจโท อนุรักษโรจนนิรันดรกิจ นายระวี อักษรศิริ และ นายเอกรินทร ดอนดง ซึ่งเปนขาราชการที่อยูภายใตการบังคับบัญชาของตน เขาเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ ของสํานักงานหนา ๖๔เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีเจตนาเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหนาที่ของ กกต. และใชเปนเครื่องมือในการขมขูหรือกลั่นแกลงกับกลุมสมาชิกวุฒิสภา นั้น การแตงตั้งเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษทั้ง ๓ รายดังกลาวนั้นสืบเนื่องมาจาก กกต. มีมติในการประชุม ครั้งที่ ๒๖/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๘สั่งใหดําเนินการไตสวนกรณีไดรับแจงหรือรับทราบขอมูลเบาะแสจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ และแตงตั้งเจาหนาที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษรวมกับพนักงานของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ เพื่อดําเนินการไตสวนเรื่องดังกลาว ปรากฏขอเท็จจริงตามมติของ กกต. ในการประชุม ครั้งที่ ๒๖/๒๕๖๘ (เอกสารหมาย ศ ๕๑/๑ ถึง ศ ๕๑/๗)เมื่อสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นวา ขอเท็จจริงที่ปรากฏเปนการกระทําความผิดที่มีความยุงยากซับซอนตองอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง อีกทั้งเพื่อใหเกิดความเชื่อมโยงขอมูลในการดําเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ กกต. จึงมีมติแตงตั้งเจาหนาที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษรวมกับพนักงานของสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน อันเปนกรณีที่ กกต.เห็นวา มีความจําเปนที่จะตองแตงตั้งเจาหนาที่ของหนวยงานอื่นของรัฐเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวนจากบุคคลที่เปนผูมีความรูความสามารถทางดานการสืบสวนสอบสวนตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งวาดวยการสืบสวน การไตสวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. ๒๕๖๑ขอ ๑๓ แมขอเท็จจริงจากการไตสวนพยานบุคคลปรากฏวาการเสนอชื่อเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อใหสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคําสั่งแตงตั้งนั้นเปนอํานาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษแตเรื่องดังกลาวปรากฏขอเท็จจริงภายหลังวา สมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกลาวหาซึ่งรวมไปถึงประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา คัดคานการแตงตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖ ที่มีกรรมการจากขาราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ กกต. ในการประชุม ครั้งที่ ๔๓/๒๕๖๘ เมื่อวันที่๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๘ (เอกสารหมาย ศ ๕๘/๑ ถึง ศ ๕๘/๓) มีมติเอกฉันทวา กรณียังไมมีเหตุใหคัดคานการแตงตั้งเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเปนคณะกรรมการสืบสวนและไตสวน คณะที่ ๒๖อีกทั้งจากการเบิกความของ พลตํารวจตรี ฉัตรวรรษ แสงเพชร กรณีขอสงสัยเกี่ยวกับการสมคบกันในการแตงตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไตสวนดังกลาวปรากฏหลักฐานเพียงขาวที่ปรากฏตามสื่อโดยทั่วไปเทานั้น และไมปรากฏพยานหลักฐานอื่นใดที่แสดงใหเห็นวา ผูถูกรองที่ ๒ สั่งการและมีสวนในการเสนอชื่อเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดังกลาวหนา ๖๕เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ นอกจากนี้ กรณีที่ผูรองกลาวอางวาผูถูกรองที่ ๒ สมคบกันกระทําความผิดรวมกับเจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษใชอํานาจดําเนินการสอบสวนโดยมิชอบ มีการใชอํานาจสืบสวนเกินขอบเขต เชนการตรวจสอบขอมูลการติดตอสื่อสารและพิกัดโทรศัพทของผูสมัครสมาชิกวุฒิสภาในชั้นสืบสวนโดยที่ยังไมไดรับอนุญาตจากศาล ประกอบกับภายหลังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเรื่องไวเปนคดีพิเศษที่ ๒๔/๒๕๖๘ เจาหนาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษและสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไดดําเนินการสอบสวนโดยวิธีการที่มิชอบดวยกฎหมายในหลายพื้นที่ อันเปนการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของสมาชิกวุฒิสภาและเปนการกระทําที่ไมสุจริตสรางความเกลียดชังตอสมาชิกวุฒิสภาและบั่นทอนฝายนิติบัญญัติอีกทั้งผูถูกรองที่ ๒ ยังเคยใหสัมภาษณขาวตอสื่อมวลชนในลักษณะที่มีผลใหเจาหนาที่ดําเนินการตามที่สั่งการและมีลักษณะเปนการปลอยขาวเพื่อขมขู กดดัน ใหเกิดความหวาดกลัวแกสมาชิกวุฒิสภา นั้น ในการดําเนินการสืบสวนสอบสวนของเจาหนาที่ตามที่ผูรองกลาวอาง ไมปรากฏพยานหลักฐานใดที่แสดงใหเห็นไดวาผูถูกรองที่ ๒ ใชอํานาจสั่งการและควบคุมใหเจาหนาที่ดําเนินการดังกลาว อีกทั้งหากการปฏิบัติหนาที่สอบสวนของเจาหนาที่ดังกลาวเปนไปโดยมิชอบดวยกฎหมาย ยอมตองถูกตรวจสอบโดยพนักงานอัยการและศาลที่พิจารณาสํานวนสอบสวนตอไป รวมถึงเจาหนาที่ดังกลาวอาจถูกกลาวหาวากระทําความผิดฐานปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบ ซึ่งปรากฏขอเท็จจริงวามีสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกลาวหาบางสวนแจงลงบันทึกประจําวันตอเจาหนาที่ตํารวจไวเปนหลักฐานแลว นอกจากนี้ ในการสัมภาษณของผูถูกรองที่ ๒ตอสื่อมวลชนตามที่ผูรองสงหลักฐานเปนคลิปวิดีโอตอศาลรัฐธรรมนูญ นั้น เปนกรณีที่ผูถูกรองที่ ๒ตอบขอซักถามจากสื่อมวลชนเกี่ยวกับการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเปนเรื่องที่ไดรับความสนใจจากประชาชนอยางกวางขวาง เปนการรายงานขอเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการทํางานของหนวยงานที่เกี่ยวของกับการสอบสวน รวมถึงการชี้แจงขอกฎหมายเกี่ยวกับกรณีมีผูขัดขวางการปฏิบัติหนาที่ของเจาหนาที่สอบสวนเทานั้น มิไดมีการใหขอมูลรายละเอียดของพยานหลักฐานหรือมีการใชขอความที่เปนการขมขูสมาชิกวุฒิสภา แตอยางใดจากขอเท็จจริงดังกลาว กรณีไมปรากฏพฤติการณวาผูถูกรองทั้งสองมีพฤติการณตามขอกลาวหาวาไมมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษอันเปนการขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔)หรือมีพฤติกรรมฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยางรายแรงตามที่กําหนดไวในมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผูดํารงตําแหนงในองคกรอิสระ รวมทั้งผูวาการตรวจเงินแผนดินหนา ๖๖เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙ และหัวหนาหนวยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองคกรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ ขอ ๒๗ ประกอบขอ ๕ขอ ๖ ขอ ๗ ขอ ๘ ขอ ๑๑ ขอ ๑๒ ขอ ๑๓ ขอ ๑๔ ขอ ๑๖ ขอ ๑๗ ขอ ๒๑ ขอ ๒๕และขอ ๒๖ ไมมีการกระทําตองหามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๕) อันจะเปนเหตุใหความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔)อาศัยเหตุผลดังกลาวขางตน จึงวินิจฉัยวา ความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองไมสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕)อยางไรก็ดี ความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองทั้งสองสิ้นสุดลงไปกอนแลวตามคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๗/๒๕๖๘ และรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ วรรคหนึ่ง (๑) ประกอบมาตรา ๑๗๐นายนครินทร เมฆไตรรัตนประธานศาลรัฐธรรมนูญนายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห แสงเทียนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนายจิรนิติ หะวานนท นายนภดล เทพพิทักษตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนายบรรจงศักดิ์ วงศปราชญ นายอุดม รัฐอมฤตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนายสุเมธ รอยกุลเจริญ นายสราวุธ ทรงศิวิไลตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหนา ๖๗เลม ๑๔๓ ตอนที่ ๑๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๙ กุมภาพันธ ๒๕๖๙Powered by TCPDF (www.tcpdf.org)