ThaiGovData

ประกาศกรมการศาสนา เรื่อง วัดคาทอลิกตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยลักษณ ฐานะ ของวัดบาดหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยาม ตามกฎหมาย [อาสนวิหารแม่พระนิรมล (อุบลราชธานี) ]

undated

Original PDF at ratchakitcha.soc.go.th

The text below was extracted from the PDF's own text layer, not by OCR. The linked PDF is the record; treat this as an extract of it.

ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมืองเรื่อง รับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคประชาอาสาชาติดวย นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามมติในการประชุมครั้งที่ ๘๐/๒๕๖๖ เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๖ ไดรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองชื่อพรรคประชาอาสาชาติ ตามมาตรา ๑๗ แหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมืองพ.ศ. ๒๕๖๐ เลขที่ ๔/๒๕๖๖ ตั้งแตวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๖ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับคําประกาศอุดมการณทางการเมืองของพรรคการเมือง นโยบายพรรคการเมือง ขอบังคับพรรคการเมืองและรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคประชาอาสาชาติ ดังนี้ขอบังคับพรรคประชาอาสาชาติ พ.ศ. ๒๕๖๓โดยที่ประชุมรวมกันจัดตั้งพรรคประชาอาสาชาติ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ไดกําหนดขอบังคับพรรคการเมือง เพื่อใหเปนไปตามที่ไดกําหนดไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ดังนี้ขอ ๑ ขอบังคับพรรคการเมืองนี้เรียกวา “ขอบังคับพรรคประชาอาสาชาติ พ.ศ. ๒๕๖๓”ขอ ๒ ขอบังคับพรรคการเมืองนี้ ใหใชบังคับนับตั้งแตวันที่ไดรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองเปนตนไป หมวด ๑บททั่วไปขอ ๓ ชื่อพรรคการเมืองนี้เขียนเปนภาษาไทยวา “พรรคประชาอาสาชาติ” เขียนเปนภาษาอังกฤษวา“THE NATION THAI’S PEOPLE VOLUNTEER PARTY” ใชชื่อยอเปนอักษรภาษาไทยวา ปอช.และใชชื่อยอเปนภาษาอังกฤษวา “NT.PP.” หนา ๙๒เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ ขอ ๔ ภาพเครื่องหมายพรรค มีดังนี้คําอธิบายความหมายชื่อและภาพเครื่องหมายพรรคชื่อ พรรคประชาอาสาชาติ มีความหมายวา สมาชิกพรรคทุกคนเปนเจาของพรรครวมกันอาสาเขามาชวยรับใชประชาชน บําบัดทุกขบํารุงสุขใหประชาชน ใหประเทศชาติรุงเรืองศิวิไลและใหประชาชนเปนเจาของพรรคโดยเสมอภาคและเทาเทียมกันภาพเครื่องหมายพรรค ภายใตรูปลักษณของตัวอักษรไทย ปอช. สีน้ําเงิน หมายถึง สถาบันพระมหากษัตริยเปนศูนยรวมชาวไทยทั้งชาติ สีแดง หมายถึง ประชาชนทุกคนในชาติมารวมกันอาสาพัฒนาประเทศชาติ สีเหลือง หมายถึง ความเจริญศิวิไล สีเขียวตองออน หมายถึง ความอุดมสมบูรณของทรัพยากรธรรมชาติ มีทรัพยในดิน สินในน้ําขอ ๕ สํานักงานใหญพรรคประชาอาสาชาติ ตั้งอยู ณ บานเลขที่ ๔๓ หมูที่ ๒ ถนนแกววรวุฒิตําบลมีชัย อําเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคายหมวด ๒คําประกาศอุดมการณทางการเมืองและนโยบายพรรคขอ ๖ อุดมการณทางการเมืองของพรรค มีดังนี้(๑) ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขยึดถือวาอํานาจอธิปไตยเปนของปวงชนชาวไทยทุกคน(๒) ยึดถือวาประชาชนเปนเจาของอํานาจอธิปไตย ประชาชนและสมาชิกทุกคนเปนเจาของพรรค (๓) ทุกคนมีสิทธิเสรีโดยเทาเทียมกันทั้งในดานการเมือง สังคม ศาสนาและวัฒนธรรม ยึดมั่นระบบเศรษฐกิจแบบเสรี เปนธรรม และเปนประโยชนตอคนสวนใหญ ขจัดการผูกขาดสรางความรุงเรือง และความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและตางประเทศ เพิ่มพูนความสามารถในการแขงขันของประเทศ(๔) ทุกคนมีความเสมอภาค ภราดรภาพ ทําดานสังคม ศาสนา การเมืองเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนใหหลุดพนจากความยากจนหนา ๙๓เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๕) มุงพัฒนาพรรคใหเปนสถาบันการเมืองของประชาชนอยางแทจริง(๖) มุงมั่นสรางระบบตอตานคอรรัปชันของขาราชการและนักการเมืองใหประชาชนรวมตรวจสอบได (๗) ยึดมั่นในการดําเนินนโยบายการเมืองดวยความซื่อสัตยสุจริต มีธรรมาภิบาลปองกันการทุจริตประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ(๘) มุงสรางความสามัคคีปรองดอง เคารพศักดิ์ศรีความเปนมนุษย สิทธิเสรีภาพความเสมอภาคของบุคคล ตามหลักสิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม(๙) กระจายอํานาจการปกครองจากสวนกลางไปสูสวนภูมิภาค สวนทองถิ่น โดยไมมีการแบงแยกเชื้อชาติ ศาสนา จัดใหมีการเลือกตั้ง จัดใหมีการเลือกตั้งผูวาราชการจังหวัดทั้งประเทศ(๑๐) จัดสวัสดิการของรัฐใหประชาชนไดรับอยางเทาเทียมกันในดานการศึกษาการรักษาพยาบาล ที่อยูอาศัย ที่ดินทํากิน ทรัพยากรธรรมชาติ และมีสิ่งแวดลอมหมวด ๓นโยบายพรรคขอ ๗ นโยบายดานการเมือง(๑) ยึดมั่นในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขใหปวงชนชาวไทยซึ่งเปนเจาของอํานาจอธิปไตย มีสวนรวมในทางการเมือง รวมทั้งรวมกําหนดนโยบายในการบริหารประเทศ การตรวจสอบการใชอํานาจรัฐและการพัฒนาประเทศอยางแทจริงภายใตบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย(๒) สงเสริม สนับสนุนใหไดมาซึ่งรัฐธรรมนูญที่มีความเปนประชาธิปไตย(๓) สรางจิตสํานึกของการอยูรวมกันอยางสันติของคนในสังคม และระงับความขัดแยงทางการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตยสันติวิธี และภายใตรัฐธรรมนูญ(๔) สรางกลไกทางกฎหมายและการบริหารมิใหฝายทหารเขามาแทรกแซงทางการเมืองในทุกรูปแบบ (๕) คุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนหนา ๙๔เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๖) ใหมีการปฏิรูประบบการเมืองการปกครอง ทั้งการเมืองระดับชาติและระดับทองถิ่นเพื่อใหสอดคลองกับหลักการประชาธิปไตยขอ ๘ นโยบายดานการบริหารราชการแผนดิน(๑) การใชจายเงินแผนดินเปนไปอยางคุมคา ระบบราชการมีขนาดที่เหมาะสมสอดคลองกับภารกิจ (๒) สงเสริมใหประชาชนมีสวนรวมในการตรวจสอบการปฏิบัติหนาที่ของเจาหนาที่รัฐ(๓) การบริหารงานภาครัฐและระบบราชการตองเปนไปอยางมีประสิทธิภาพประสิทธิผล และมีธรรมาภิบาล สามารถตอบสนองความตองการของประชาชนได(๔) สรางคานิยมในระบบราชการ โดยใหถือวาขาราชการคือผูรับใชประชาชน การแตงตั้งโยกยายในระบบราชการตองเปนไปตามระบบคุณธรรม(๕) สรางกลไกและมาตรการเพื่อปองกันและปราบปรามการทุจริตในระบบราชการ(๖) รัฐบาลจะไมแทรกแซงองคกรอิสระ และกระบวนการยุติธรรมขอ ๙ นโยบายดานกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม(๑) ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบใหทันสมัยเทาทันตอการเปลี่ยนแปลงยกเลิกและปรับปรุงกฎหมายที่เปนอุปสรรคตอการประกอบอาชีพและประกอบธุรกิจของภาคเอกชนการเกษตร การคาและการลงทุน(๒) ปฏิรูปกระบวนการบังคับใชกฎหมายและระบบอํานวยความยุติธรรมทางอาญาใหหนวยงานภาครัฐทั้งหลายบังคับใชกฎหมายอยางยุติธรรม โดยใหประชาชนเขามามีสวนรวมอยางกวางขวางในการตรวจสอบการบังคับใชกฎหมายและในการปองกันและปราบปรามอาชญากรรม(๓) ปฏิรูประบบบริหารงานขององคกรในกระบวนการยุติธรรมใหมีประสิทธิภาพประชาชนเขาถึงกระบวนการยุติธรรมโดยสะดวกรวดเร็วและไมเสียคาใชจายสูงเกินควร(๔) ปฏิรูประบบการสรรหากรรมการในองคกรอิสระ เพื่อใหไดบุคคลที่มีความเปนอิสระและความเปนกลางทางการเมืองและมีความเชื่อมโยงกับอํานาจของประชาชน(๕) ใหมีกฎหมายคุมครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ยกเลิกการนําพลเรือนขึ้นพิจารณาในศาลทหารทุกกรณี แกไขปรับปรุงกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนหนา ๙๕เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ ขอ ๑๐ นโยบายดานการศึกษา(๑) เรงพัฒนาคุณภาพการศึกษาในทุกระดับ ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษา พัฒนาครูพัฒนาการเรียนการสอน การทดสอบวัดผล การประเมินผลรวมทั้งสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษายกระดับคุณภาพทางการศึกษาของสถาบันการศึกษาภาครัฐและเอกชน ใหการศึกษาเปนปจจัยสําคัญในการสงเสริมการพัฒนาประเทศใหกาวหนาทันการเปลี่ยนแปลงของโลกเนนการปฏิบัติวิชาชีพ(๒) พัฒนาคนใหเปนพลเมืองที่มีทักษะในศตวรรษที่ ๒๕ มีจิตสาธารณะ คุณธรรมและจริยธรรม พัฒนาการอาชีวศึกษาใหสอดคลองกับความตองการของตลาดแรงงาน(๓) ลดความเหลื่อมล้ํา สรางความเสมอภาคและโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพใหทั่วถึงประชากรทุกชวงวัย ยกระดับการศึกษาของโรงเรียนในเมืองและในชนบทใหเทาเทียมกัน(๔) ผลิตบุคลากรใหมีความรูสมรรถนะและทักษะฝมือรวมทั้งคุณภาพและปริมาณสอดคลองกับความตองการของประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของโลก พัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาใหมีคุณภาพสูงระดับโลกและสรางบัณฑิตนักวิจัยที่มีความรูความสามารถ(๕) สงเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสรางทุนปญญาของชาติ และการนําผลการวิจัยและพัฒนาไปใชในดานตาง ๆ ซึ่งกอใหเกิดประโยชนเปนรูปธรรม ใชการบริหารจากขางลางสูขางบน(Bottom-up) อยางมีประสิทธิภาพ(๖) ใหทุนการศึกษาผูที่เรียนดีและขาดแคลนทุนทรัพย เรียนฟรีจนจบปริญญาตรีขอ ๑๑ นโยบายดานเศรษฐกิจ นโยบายสรางรายไดอุตสาหกรรมและภาคบริการสงเสริมเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม กําหนดบทบาทใหภาครัฐเปนผูสนับสนุนและอํานวยความสะดวกใหภาคเอกชนโดยมีการกํากับดูแลเพื่อใหเกิดการแขงขันอยางเสรีและเปนธรรม ขจัดการผูกขาด และมีมาตรการชวยเหลือเกษตรกรและผูประกอบการขนาดยอมและขนาดกลางที่เหมาะสม(๑) มุงสรางความเติบโตทางเศรษฐกิจอยางยั่งยืน(๒) ปรับโครงสรางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขัน ยกเลิกปรับปรุงกฎหมาย และระเบียบและมาตรการตาง ๆ อันเปนอุปสรรคตอการประกอบธุรกิจของภาคเอกชนและสรางสภาวะที่เหมาะสมในการเกิดขึ้นของธุรกิจที่สรางมูลคาใหแกประเทศ(๓) สรางเสถียรภาพทางเศรษฐกิจใหมีความมั่นคงยั่งยืนหนา ๙๖เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๔) ปรับโครงสรางเศรษฐกิจใหม ใหอัตราสวนเศรษฐกิจภายในประเทศและการสงออกที่เหมาะสม (๕) มุงขจัดความยากจนของประชาชน สรางรายไดและลดรายจายทําใหประชาชนมีความอยูดีกินดีมีโอกาสที่จะมีงานทําและมีรายไดเพียงพอแกการยังชีพและเหลือเผื่อการออม(๖) สงเสริมใหกับนักลงทุนตางประเทศเขามาลงทุนในประเทศใหมากขึ้นและสงเสริมใหผูประกอบการเอกชนที่มีความพรอมไปลงทุนในตางประเทศดวย(๗) สงเสริมใหประชาชนและภาคเอกชนไดเขาถึงแหลงเงินทุนไดอยางทั่วถึงและเปนธรรม (๘) ปรับปรุงโครงสรางของรัฐวิสาหกิจใหมีประสิทธิภาพในการใหบริการและการบริหารทรัพยสินใหเกิดประโยชนสูงสุด(๙) ขยายบทบาทใหธุรกิจการเกษตรและอาหารใหเปนศูนยกลางการผลิตและการคาอาหารคุณภาพสูง(๑๐) เสริมสรางกระบวนการสรางอาชีพ สรางงานที่มีคุณภาพและมีรายไดสูงใหแกประชาชนอยางทั่วถึง(๑๑) ยกระดับความสามารถในการแขงขัน และขยายชองทางการตลาดของธุรกิจอุตสาหกรรม ธุรกิจบริการ และธุรกิจวิสาหกิจชุมชนใหเขาสูระบบเศรษฐกิจสรางสรรคและเศรษฐกิจดิจิทัลในการผลิตสินคา และบริการที่มีคุณคาและคุณภาพสูง(๑๒) สงเสริมการทองเที่ยวจากทั้งภายนอกและภายในประเทศ พัฒนาการบริหารจัดการการทองเที่ยวและแหลงทองเที่ยวใหหลากหลายและมีคุณภาพ รวมทั้งความปลอดภัยของนักทองเที่ยวพัฒนาโครงสรางพื้นฐานที่สนับสนุนการทองเที่ยว ยกระดับมาตรฐานบริการดานการทองเที่ยว(๑๓) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม สรางความเขมแข็งใหรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม พัฒนาอุตสาหกรรมใหเปนมิตรกับสิ่งแวดลอม(๑๔) พัฒนาธุรกิจบริการที่มีศักยภาพเพื่อเพิ่มความหลากหลาย มูลคา และความสามารถในการแขงขัน ทั้งนี้ เพื่อสรางรายไดใหประเทศและทองถิ่นหนา ๙๗เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๑๕) สงเสริมใหประเทศไทยเปนศูนยกลางกีฬาของภูมิภาคและของโลก พัฒนาโครงสรางพื้นฐานและบุคลากรดานการกีฬาใหเพียงพอ พัฒนากีฬาเพื่อสุขภาพและเพื่อความเปนเลิศ(๑๖) สรางเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจเกษตรของเกษตรกร สรางเศรษฐกิจชุมชนใหเขมแข็ง สามารถพึ่งพาตัวเองได(๑๗) สรางเศรษฐกิจภายในใหเขมแข็ง ลดการพึ่งพาการสงออกและการทองเที่ยวจากภายนอกประเทศ(๑๘) สงเสริมการประยุกตปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเปนแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศขอ ๑๒ นโยบายดานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม(๑) อนุรักษและพัฒนาทรัพยากรทางธรรมชาติทั้งดานปาไมโดยเฉพาะปาตนน้ําสัตวปา ทรัพยากรน้ํา ทรัพยากรทางทะเลและดิน ใหคงสภาพความสมบูรณ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพและเหมาะสมตอการใชประโยชน และดําเนินมาตรการปองกันและปราบปรามการทําลายทรัพยากรธรรมชาติอยางจริงจัง รวมทั้งควบคุมใหมีการทําประมงอยางยั่งยืน(๒) รักษาคุณภาพสิ่งแวดลอม สงเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และการใชเทคโนโลยีและนวัตกรรมอยางพลิกผันใหประโยชนตอการรักษาสิ่งแวดลอม(๓) ลดการทําลายปาและการผลิตที่อาศัยการทําลายปาไม เพิ่มพื้นที่ปาไมใหประชาชนมีสวนรวมในการรักษาและสรางความอุดมสมบูรณใหแกปาไม สงเสริมใหมีการปลูกปาไมในพื้นที่ปาเสื่อมโทรมของรัฐและสงเสริมใหประชาชนไดปลูกไมเศรษฐกิจในที่ดินของตนเอง หรือในที่ดินของรัฐ(๔) สงเสริมการทํานา ที่ดินของเอกชนที่ปลอยทิ้งรางใหประชาชนที่มีรายไดนอยไดเชาทํากินโดยเจาของที่ดินไดคาตอบแทนตามสมควร(๕) จัดหาที่ดินเพื่อสรางเปนแหลงเก็บน้ําเพื่อใชในการเกษตรและเพื่อปองกันปญหาน้ําทวมโดยเจาของที่ดินไดรับคาชดเชยที่เหมาะสมจากรัฐ(๖) สงเสริมใหมีการรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอม(๗) สงเสริมใหมีมาตรการทางกฎหมายในการเรียกเก็บคาชดเชยจากผูที่กอใหเกิดผลกระทบตอสิ่งแวดลอมอยางเหมาะสม หนา ๙๘เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๘) จัดระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ําอยางเหมาะสม เพื่อปองกันปญหาน้ําทวมและภัยแลง (๙) สงเสริมการวางแผนการใชประโยชนของที่ดินใหเหมาะสมกับสภาพของพื้นที่จัดใหมีการวางผังเมืองทุกระดับ สรางทางน้ํา (Water way) เพื่อสรางระบบนิเวศนใหมเก็บกักน้ําลดภาวะภัยแลง ปองกันน้ําทวม และสรางทางเบี่ยงของน้ําธรรมชาติ(๑๐) ลดการใชพลังงานที่กอใหเกิดผลกระทบตอสิ่งแวดลอม สงเสริมใหประชาชนไดปลูกพืชทางการเกษตร เพื่อใชเปนพลังงานทดแทนมากขึ้น และสงเสริมใหมีการใชพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก อนุรักษระบบนิเวศนความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรทางทะเลใหสมบูรณและสมดุลย(๑๑) สรางองคความรู และการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับปญหาการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและสิ่งแวดลอม รักษาคุณภาพสิ่งแวดลอม ดิน น้ํา อากาศ ขยะ เสียงและทัศนะทางสายตาใหอยูในระดับที่เหมาะสมขอ ๑๓ นโยบายดานสาธารณสุข(๑) ปรับปรุงระบบสาธารณสุขโดยการพัฒนาโครงการประกันสุขภาพถวนหนายุคใหมใหมีประสิทธิภาพในดานตาง ๆ เพื่อใหการบริการที่ดียิ่งขึ้นแกประชาชน รวมทั้งพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาลใหประชาชนเขาถึงบริการไดสะดวกรวดเร็วรอไมนานและทันการณ ในกรณีฉุกเฉินทั่วถึงและเทาเทียม(๒) สงเสริมใหคนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีทั้ง กาย จิตใจ วุฒิปญญา(๓) สงเสริมใหประชาชนสามารถดูแลสุขภาพตนเอง มีความรู และมีสวนรวมในการสงเสริมสุขภาพ ปองกันโรค การออกกําลังกาย อาหารปลอดภัย ลดพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทําใหเกิดโรคตาง ๆ (๔) ใหคนไทยทุกคนมีหลักประกันสุขภาพที่ดีขึ้น มุงลดความเหลื่อมล้ําในการรักษาพยาบาลระหวางประชาชน ขาราชการและลูกจาง(๕) ดําเนินการรองรับการเขาสูสังคมผูสูงอายุ ควบคุม เฝาระวังโรคทุกชนิดใหความสําคัญในการดูแลกลุมเสี่ยง เชน เด็ก ผูสูงอายุผูหญิงและคนพิการหนา ๙๙เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๖) ปฏิรูปกลไกการเงินการคลัง ดานสุขภาพ ผลิตและกระจายบุคลากรทางการแพทยและสาธารณสุขใหเพียงพอและทั่วถึง ดูแลสวัสดิภาพและคุมครองบุคลากรทางการแพทยและสาธารณสุขอยางเหมาะสม(๗) สงเสริมใหประเทศไทยเปนศูนยกลางการทองเที่ยวเชิงสุขภาพของโลกโดยคํานึงถึงความเพียงพอของบุคลากรทางการแพทยและสาธารณสุขในประเทศ(๘) มีมาตรการปองกัน และคุมครองผูบริโภคจากการใชยา อาหารและผลิตภัณฑที่อาจเปนอันตรายตอสุขภาพขอ ๑๔ นโยบายดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีและนวัตกรรม(๑) เรงพัฒนาใหประเทศไทยเปนสังคมที่อยูบนพื้นฐานขององคความรู(๒) พัฒนาบุคลากรดานวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีใหมีคุณภาพและเพียงพอ(๓) สนับสนุนใหมีการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร และเทคโนโลยีทั้งโดยภาคเอกชนและภาครัฐเพื่อประโยชนตอการพัฒนาประเทศใหนําระบบไฟฟามาแทนเครื่องจักรกล(๔) แสวงหาความรวมมือกับตางประเทศในการวิจัยและพัฒนาดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวของเพื่อเอื้อตอการดําเนินการดังกลาว(๕) สนับสนุนการใชเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม โดยเฉพาะการใชเทคโนโลยีดิจิทัลขอมูลและเทคโนโลยีปญญาประดิษฐมาใชในภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการใหมากขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแขงขันของประเทศในขณะที่เศรษฐกิจและเทคโนโลยีกําลังพลิกผันเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว(๖) ใหความคุมครองตอกฎหมายทรัพยสินทางปญญาอยางมีประสิทธิภาพ(๗) สนับสนุนใหมีการใชเทคโนโลยีที่สะอาด ปลอดภัยตอสุขภาพอนามัยของประชาชนและที่เปนมิตรตอสิ่งแวดลอมขอ ๑๕ นโยบายการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย(๑) เสริมสรางความเขมแข็งของสถาบันครอบครัว ลดความรุนแรงภายในครอบครัว(๒) สงเสริมใหประชาชนมีศักยภาพในการจัดการปญหาของตนเอง มีความคิดริเริ่มสรางสรรคในการสรางและพัฒนาชุมชนและสังคมใหเขมแข็งและมีความสุขหนา ๑๐๐เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๓) สงเสริมและพัฒนาบทบาทสตรีในการมีสวนรวมพัฒนาประเทศอยางเสมอภาค(๔) มุงลดความเหลื่อมล้ําในสังคม จัดใหประชาชนไดมีที่อยูอาศัยอยางเหมาะสมใหเปนสังคมที่นาอยู มีสันติสุข(๕) สงเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนใหเติบโตเปนพลเมืองที่มีคุณภาพตั้งแตอยูในครรภมารดาจนถึงเยาวชน สนับสนุนใหมีศูนยเลี้ยงเด็กกอนวัยเรียนที่มีคุณภาพ ขจัดการละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนในทุกรูปแบบ สงเสริมการเรียนรูตลอดชีวิตใหรูเทาทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมใหสามารถดํารงชีวิตอยูไดดวยความผาสุก ใหการสงเคราะหจัดการศึกษา จัดสวัสดิการ รวมถึงหาอาชีพใหแกผูดอยโอกาส ผูพิการ ปองกันและปราบปรามยาเสพติด แหลงอบายมุขที่เปนตนเหตุของความไมสงบสุขในสังคม (๖) เสริมสรางใหผูสูงอายุ คนพิการ และผูดอยโอกาสมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นดวยการจัดสิ่งอํานวยความสะดวก ใหการสงเคราะห จัดการศึกษา จัดสวัสดิการ รวมถึงหาอาชีพใหแกผูดอยโอกาส ผูพิการ(๗) สรางความพรอมในการเปนสังคมผูสูงอายุสงเสริมบทบาทผูสูงอายุใหมีสวนรวมในการพัฒนาบานเมือง(๘) มุงขจัดการเลือกปฏิบัติและความไมเทาเทียมที่เกิดจากเพศ อายุ ความพิการสภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคลขอ ๑๖ นโยบายดานคมนาคม(๑) พัฒนาระบบคมนาคมขนสงทั้งทางบก ทางน้ํา และทางอากาศเพื่อขนสงสินคาและคนใหเขาถึงทุกพื้นที่ของประเทศใหเกิดความสะดวกรวดเร็ว ปลอดภัย และคุมคาโดยใชประโยชนจากเทคโนโลยีและนวัตกรรม(๒) พัฒนาระบบคมนาคมขนสงทางรางใหครอบคลุมโดยเชื่อมโยงโครงขายและการบริหารจัดการขนสงผูโดยสารและสินคาและบริการที่สะดวกและปลอดภัยทั้งในพื้นที่ชนบท พื้นที่เมืองและระหวางประเทศใหครบทุกจังหวัดใหมีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมระหวางประเทศ(๓) พัฒนาระบบขนสงทางอากาศและพัฒนาศักยภาพของทาอากาศยาน ใหไดมาตรฐานสามารถรองรับตอความตองการของนักทองเที่ยวและการขนถายสินคาไดอยางมีประสิทธิภาพ สงเสริมการสรางถนนที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงทั้งในเมืองและชนบทเพื่อลดอุบัติเหตุความเสียหายในชีวิตและทรัพยสิน หนา ๑๐๑เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๔) พัฒนาระบบโลจิสติกสใหมีประสิทธิภาพและเชื่อมตอเครือขายการขนสงตอเนื่องหลายรูปแบบอยางเปนระบบ ขุดคลองไทยเพื่อใหเปนศูนยกลางการขนสงจากมหาสมุทรอินเดียสูทะเลจีนใตและเปนศูนยกลางการคาขายของโลก(๕) พัฒนาทาอากาศยานในประเทศเพื่อใหประเทศไทยเปนศูนยกลางการบินการทองเที่ยวและการขนสงทางอากาศ(๖) สงเสริมการใชพาหนะพลังงานไฟฟา โดยใชมาตรการลดหยอนภาษีเพื่อสรางแรงกระตุนจูงใจใหตางประเทศมาลงทุนขอ ๑๗ นโยบายการปองกันประเทศและความมั่นคงของชาติ(๑) ปฏิรูปกองทัพใหเปนกองทัพที่อยูภายใตรัฐบาลตามหลักการสากล มีประสิทธิภาพมีการใชเทคโนโลยีทางทหารที่ทันสมัย มีการปฏิบัติงานที่โปรงใสตรวจสอบได(๒) จัดใหกองทัพมีโครงสราง อัตราและกําลังพลที่เหมาะสมกับการปองกันประเทศพัฒนาระบบการบรรจุผูเขารับราชการทหารเพื่อใหมีประสิทธิผลในการไดมาซึ่งบุคลากรที่สมัครใจและตั้งใจปฏิบัติหนาที่(๓) ปลูกฝงและพัฒนาใหบุคลากรในกองทัพมีความเปนทหารอาชีพและมีจิตสํานึกประชาธิปไตย (๔) สงเสริมอุตสาหกรรมปองกันประเทศใหสามารถบูรณาการขีดความสามารถของภาครัฐและเอกชน เพื่อนําไปสูการพึ่งพาตนในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ(๕) สงเสริมความสัมพันธ และสรางความเชื่อมั่นระหวางกันกับกองทัพในกลุมสมาชิกอาเซียน เพื่อลดความหวาดระแวงและสรางความเขาใจระหวางกัน(๖) ดูแลสวัสดิภาพของกําลังพลในกองทัพ มิใหถูกละเมิดสิทธิหรือศักดิ์ศรีความเปนมนุษย(๗) เจาหนาที่ตํารวจและฝายพลเรือนเปนผูมีความรับผิดชอบหลักในการรักษาความสงบเรียบรอยภายในประเทศ ถาจําเปนใหทหารเปนเพียงผูชวยพนักงานเทานั้น(๘) เสริมสรางกองทัพใหเขมแข็ง พัฒนากําลังพลใหมีประสิทธิภาพทันสมัยในการปองกันประเทศ เสริมสรางกําลังพลสํารอง (รด.) ใหสามารถใชงานไดจริงทดแทนกําลังทหารหลักไดโดยใหเรียน รด.ฟรี พรอมแจกอุปกรณการเรียนเครื่องแบบชุดฝกใหนักเรียนนักศึกษา ชั้นเตรียมอุดมตองเรียนทุกคน และเมื่อกําลังสํารองพรอมทุกดานแลวใหยกเลิกการเกณฑทหาร แตทุกคนตองเรียนวิชาทหารเตรียมตัวเปนกําลังสํารองเมื่อชาติตองการหนา ๑๐๒เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ ขอ ๑๘ นโยบายดานกีฬาและนันทนาการ(๑) สงเสริมการกีฬาระดับชุมชนสถาบันการศึกษาและองคกรใหเปนกิจกรรมหรือสื่อสงเสริมการออกกําลังกายใหพลานามัยสมบูรณ(๒) สงเสริมกิจกรรมนันทนาการใหประชาชนไดผอนคลาย มีความสนุกและความสุข(๓) สงเสริมการกีฬาใหเปนอาชีพและสงเสริมการทองเที่ยวเชิงกีฬา(๔) สงเสริมและพัฒนาบุคลากรดานกีฬาและสันทนาการใหมีความรูความสามารถทัดเทียมกับตางประเทศขอ ๑๙ นโยบายดานแรงงานและสวัสดิการสังคม(๑) วางระบบการศึกษาเพื่อผลิตและใหมีแรงงานที่มีคุณภาพ เพียงพอและยั่งยืนตามความตองการของประเทศ และสอดคลองเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม มีมาตรการรองรับโครงสรางประชากรที่เขาสูสังคมสูงอายุเพื่อใหผูสูงอายุมีสวนรวมในการขับเคลื่อนประเทศ(๒) สงเสริมการจางงานและลดปญหาการวางงานของประชาชนดวยการจัดหาแหลงงานทั้งในประเทศและตางประเทศมารองรับ(๓) สงเสริมการพัฒนาฝมือแรงงานเพื่อเพิ่มทักษะและศักยภาพในการทํางานเพื่อใหการขับเคลื่อนดานการผลิตเปนไปอยางมีประสิทธิภาพและแรงงานมีรายไดสูงขึ้น(๔) ปรับปรุงคาแรงงานใหอยูในระดับที่เหมาะสมสอดคลองกับคาครองชีพในทองถิ่นและขนาดกิจการของผูประกอบการ(๕) คุมครองแรงงานตามกฎหมาย ปรับปรุงสวัสดิการและความปลอดภัยในการทํางานใหมากขึ้น ศาลแรงงานไมตองมีทนายความใหทําเชนเดียวกับศาลปกครอง ปรับปรุงกฎหมายแรงงานที่ลาหลังที่ทําใหนายจางเอาเปรียบลูกจาง(๖) พัฒนาระบบประกันสังคมใหเกิดความเปนธรรมแกผูประกันตน และสรางหลักประกันการวางงานใหเกิดประสิทธิภาพ แรงงานที่เกษียณตองมีบํานาญที่สามารถเลี้ยงชีพตนเองไดจริงเดือนละไมต่ํากวา ๖,๐๐๐ บาท(๗) กําหนดมาตรการที่เหมาะสมในการบริหารจัดการแรงงานตางดาวใหสอดคลองกับมาตรการกําหนด จํากัดการใชแรงงานตางดาวของประเทศ ทั้งนี้ ควรคํานึงถึงแรงงานไทยเปนสําคัญหนา ๑๐๓เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๘) สงเสริมใหมีระบบสวัสดิการสังคมที่เหมาะสมกับฐานะการเงินการคลังของประเทศ(๙) สงเสริมใหมีสหภาพแรงงานทุกบริษัทที่มีลูกจาง จํานวน ๑๐๐ คนขึ้นไปเพื่อปองกันไมใหนายจางเอาเปรียบลูกจางขอ ๒๐ นโยบายตางประเทศ(๑) ดําเนินนโยบายตางประเทศเชิงรุกเพื่อเสริมความเขมแข็งใหประเทศไทยเพื่อใหมีบทบาทที่สรางสรรคโดดเดนและสําคัญในเวทีโลก เพิ่มพูนศักยภาพของประเทศในดานการคาและการลงทุนระหวางประเทศ (๒) มุงเนนนโยบายตางประเทศที่เปนมิตรกับนานาประเทศ โดยถือหลักความเสมอภาคในการปฏิบัติตอกันและไมแทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน(๓) สงเสริมความรวมมือกับนานาประเทศในดานการเมือง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม สิ่งแวดลอม(๔) ยึดมั่นตอพันธกรณีระหวางประเทศตามกฎหมายระหวางประเทศ กฎแหงสหประชาชาติและกติการะหวางประเทศที่ประเทศไทยเปนภาคีสมาชิก(๕) มุงแกปญหาความขัดแยงระหวางประเทศดวยหลักสันติวิธี(๖) สงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชนภายใตหลักการของรัฐธรรมนูญและกติการะหวางประเทศ (๗) สงเสริมความสัมพันธอันดีกับประเทศเพื่อนบานและนานาประเทศ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก (๘) คุมครองและรักษาผลประโยชนของคนไทยในตางประเทศ(๙) มุงขจัดการเลือกปฏิบัติและความไมเทาเทียมที่เกิดจากเพศ อายุ ความพิการสภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล หมวด ๔โครงสรางการบริหารพรรค และตําแหนงตาง ๆ ในพรรคสวนที่ ๑โครงสรางการบริหารพรรคขอ ๒๑ โครงสรางของพรรคประชาอาสาชาติ ประกอบดวย(๑) คณะกรรมการบริหารพรรค(๒) คณะกรรมการสาขาพรรค(๓) ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดหนา ๑๐๔เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ สวนที่ ๒คณะกรรมการบริหารพรรคขอ ๒๒ ใหมีคณะกรรมการบริหารพรรค มีจํานวนไมนอยกวาสิบหาคน ประกอบดวย(๑) หัวหนาพรรค(๒) เลขาธิการพรรค(๓) เหรัญญิกพรรค(๔) นายทะเบียนสมาชิกพรรค(๕) โฆษกพรรค(๖) กรรมการบริหารพรรคขอ ๒๓ การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคกําหนดใหดําเนินการในที่ประชุมใหญของพรรคโดยการลงคะแนนลับตามลําดับ ดังตอไปนี้(๑) ใหที่ประชุมใหญกําหนดจํานวนของคณะกรรมการบริหารพรรคตามขอ ๒๒(๒) ใหที่ประชุมใหญเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคจนครบตามจํานวนที่กําหนดใน (๑) ซึ่งในการเสนอชื่อผูเขารับการเลือกตั้งเปนกรรมการบริหารพรรคแตละตําแหนงตองมีผูเขารวมประชุมรับรองไมนอยกวาสิบคน และผูที่ไดรับการเสนอชื่อตองอยูในที่ประชุมขอ ๒๔ กรรมการบริหารพรรคตองเปนสมาชิกพรรคประชาอาสาชาติ มีอายุไมต่ํากวายี่สิบปมีวาระการดํารงตําแหนงคราวละสี่ปนับแตวันที่ไดรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรค หรือนับแตวันที่มีการจัดประชุมใหญของพรรคเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม แลวแตกรณีกรรมการบริหารพรรคตองไมเปนกรรมการสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดในขณะเดียวกันขอ ๒๕ ในระหวางการดํารงตําแหนงประธานสภาผูแทนราษฎรและรองประธานสภาผูแทนราษฎรจะเปนกรรมการบริหารพรรคหรือดํารงตําแหนงใดในพรรคขณะเดียวกันมิไดขอ ๒๖ ความเปนกรรมการบริหารพรรคจะสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ(๑) ตาย(๒) ลาออกโดยยื่นหนังสือตอหัวหนาพรรคและใหถือวามีผลสมบูรณเมื่อพรรคไดรับหนังสือ(๓) ขาดจากสมาชิกภาพ(๔) อื่น ๆ ตามที่กฎหมาย หรือขอบังคับพรรคกําหนดหนา ๑๐๕เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ เมื่อตําแหนงกรรมการบริหารพรรควางลงตามวรรคหนึ่ง ใหหัวหนาพรรคแตงตั้งกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งที่เหมาะสมเขาทําหนาที่แทนจนกวาจะมีการเลือกตั้งแทนตําแหนงที่วางซึ่งตองกระทําภายในเกาสิบวันนับแตวันที่ตําแหนงดังกลาวนั้นวางลงขอ ๒๗ กรรมการบริหารพรรคทั้งคณะพนจากตําแหนง เมื่อ(๑) ครบวาระการดํารงตําแหนงตามขอบังคับพรรคประชาอาสาชาติกําหนด(๒) ความเปนกรรมการบริหารพรรคของหัวหนาพรรคจะสิ้นสุดลงตามขอ ๒๖(๓) กรรมการบริหารพรรควางลงเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการบริหารพรรคประชาอาสาชาติทั้งหมดในกรณีกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะพนจากตําแหนงตาม (๑) ใหกรรมการบริหารพรรคที่พนจากตําแหนงทั้งคณะทําหนาที่อยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวาจะมีการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม และใหเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหมภายในหกสิบวันนับแตวันที่กรรมการบริหารพรรคพนจากตําแหนงทั้งคณะในกรณีกรรมการบริหารพรรคพนจากตําแหนงตาม (๒) ใหคณะกรรมการบริหารพรรคเทาที่เหลืออยูปฏิบัติหนาที่ตอไป และใหกรรมการบริหารพรรคที่เหลืออยูประชุมเลือกกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งทําหนาที่แทนและใหเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม ภายในหกสิบวันนับแตวันที่กรรมการบริหารพรรคพนจากตําแหนงทั้งคณะในกรณีกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะพนจากตําแหนงตาม (๓) ใหคณะกรรมการบริหารพรรคเทาที่เหลืออยูปฏิบัติหนาที่ตอไป โดยใหเลือกกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งทําหนาที่แทนหัวหนาพรรคและใหเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหมภายในหกสิบวันนับแตวันที่กรรมการบริหารพรรคพนจากตําแหนงทั้งคณะขอ ๒๘ คณะกรรมการบริหารพรรคมีหนาที่และอํานาจ ดังตอไปนี้(๑) ดําเนินกิจกรรมของพรรคใหเปนไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นโยบายพรรคขอบังคับพรรค และมติของที่ประชุมใหญพรรค รวมตลอดทั้งระเบียบ ประกาศ และคําสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(๒) ควบคุมและกํากับดูแลมิใหสมาชิกพรรคหรือผูดํารงตําแหนงในพรรคกระทําการในลักษณะที่อาจทําใหการเลือกตั้งหรือการเลือกมิไดเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมไมชอบดวยกฎหมายหรืออาจเปนคุณหรือเปนโทษแกบุคคลใดซึ่งสมัครเขารับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภาไมวาโดยทางตรงหรือทางออม หนา ๑๐๖เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๓) ใหความเห็นชอบในการจัดทําแผนหรือโครงการที่จะดําเนินกิจกรรมตามที่กําหนดไวในกฎหมายพรรคการเมือง(๔) ดําเนินการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งของพรรคใหเปนไปตามที่กําหนดไวในกฎหมายพรรคการเมือง(๕) บริหารการเงิน ทรัพยสิน และประโยชนอื่นใดของพรรค และสาขาพรรคตลอดจนจัดทําบัญชีตามที่กําหนดไวในกฎหมายพรรคการเมืองใหถูกตองตามความเปนจริง(๖) ตรวจสอบและควบคุมมิใหมีการนําเงินหรือทรัพยสินของพรรคไปใชจายเพื่อการอื่นใดนอกจากที่กําหนดไวในกฎหมายพรรคการเมือง(๗) กรณีพรรคประชาอาสาชาติสิ้นสภาพความเปนพรรคการเมืองหรือยุบพรรคยังคงตองปฏิบัติหนาที่อยูจนกวาการชําระบัญชีจะแลวเสร็จ แตจะดําเนินกิจกรรมทางการเมืองในนามพรรคการเมืองที่สิ้นสภาพความเปนพรรคการเมืองหรือยุบพรรคมิได(๘) ออกกฎระเบียบและจัดตั้งหนวยงานตาง ๆ เพื่อปฏิบัติงานใหเปนไปตามนโยบายและขอบังคับของพรรคประชาอาสาชาติฉบับนี้(๙) ควบคุมไมใหพรรคและผูซึ่งพรรคสงเขาสมัครรับเลือกตั้งใชเกินวงเงินตามที่กฎหมายกําหนด(๑๐) เลิกพรรค สาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด(๑๑) กําหนดใหมีการประชุมใหญพรรคอยางนอยปละหนึ่งครั้ง และรายงานกิจการดานตาง ๆ ตอที่ประชุมใหญพรรคใหทราบโดยทั่วไป(๑๒) แตงตั้งและถอดถอนผูปฏิบัติงานของพรรคในกิจการตาง ๆ ของพรรคและคณะทํางานเฉพาะกิจทั้งในสวนกลางและสวนภูมิภาคขอ ๒๙ กรรมการบริหารพรรคแตละตําแหนงมีหนาที่และอํานาจ ดังตอไปนี้(๑) หัวหนาพรรคมีหนาที่และอํานาจ ดังนี้(ก) เปนประธานคณะกรรมการบริหารพรรค และเปนผูเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคตลอดจนดําเนินการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคหนา ๑๐๗เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (ข) เปนผูเรียกประชุมใหญของพรรคตามความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรคและเปนประธานในที่ประชุมใหญของพรรคตลอดจนเปนผูดําเนินการประชุมใหญของพรรค(ค) เปนผูเรียกประชุมรวมระหวางคณะกรรมการบริหารพรรคกับสมาชิกสภาผูแทนราษฎรของพรรคและเปนประธานของที่ประชุมตลอดจนเปนผูดําเนินการประชุมดังกลาว(ง) เปนผูลงนามประกาศ กฎระเบียบ มติของพรรค และคําสั่งตาง ๆ ของพรรค(จ) ในกรณีที่มีความจําเปนในการดําเนินการทางการเมือง ใหมีอํานาจปฏิบัติการในนามของพรรคไดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค ไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนคณะกรรมการบริหารพรรคเทาที่มีอยูในขณะนั้น และใหถือวาการดําเนินการนั้นเปนมติพรรค(ฉ) อํานาจอื่น ๆ ตามที่กําหนดไวในกฎหมาย และขอบังคับพรรคประชาอาสาชาติ(๒) เลขาธิการพรรคมีหนาที่และอํานาจ ดังตอไปนี้(ก) เปนผูตรวจสอบและกํากับดูแลกิจการทั้งปวงของพรรคตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมายและใหรับผิดชอบโดยตรงจากหัวหนาพรรคในกิจการที่หัวหนาพรรคมอบหมายใหปฏิบัติ(ข) เปนผูเสนอรายงานตอคณะกรรมการบริหารพรรค ที่ประชุมรวมคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผูแทนราษฎรของพรรค และตอที่ประชุมใหญพรรค(ค) เปนเลขานุการของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ที่ประชุมรวมคณะกรรมการบริหารพรรค คณะที่ปรึกษาพรรค และสมาชิกสภาผูแทนราษฎรของพรรค และที่ประชุมใหญพรรค(ง) เปนผูกํากับดูแลการบริหารงานของสํานักงานใหญพรรค(๓) เหรัญญิกพรรคมีหนาที่และอํานาจในการควบคุม รายรับ รายจายเงินบัญชีทรัพยสิน หนี้สิน และงบการเงินของพรรคตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกําหนด(๔) นายทะเบียนสมาชิกพรรคมีหนาที่และอํานาจในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะตองหามของผูสมัครเขาเปนสมาชิกพรรค และจัดทําทะเบียนสมาชิกพรรคขึ้นตามความเปนจริงและสามารถใหสมาชิกพรรคเรียกดูไดโดยสะดวก ณ สํานักงานใหญของพรรคประชาอาสาชาติ รวมทั้งประกาศชื่อและนามสกุลของสมาชิกพรรคใหประชาชนทราบเปนการทั่วไปเพื่อประโยชนในการตรวจสอบความถูกตองของสมาชิกพรรค(๕) โฆษกพรรคมีหนาที่และอํานาจ ดังตอไปนี้หนา ๑๐๘เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (ก) แถลงมติที่ประชุมของพรรค และแถลงกิจการตาง ๆ ของพรรค(ข) ประชาสัมพันธงานของพรรคตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย(๖) กรรมการบริหารพรรคมีหนาที่และอํานาจตามที่หัวหนาพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย สวนที่ ๓สาขาพรรคขอ ๓๐ ภายในหนึ่งปนับแตวันที่นายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคเสร็จสิ้นลงไปแลวนั้นพรรคตองดําเนินการใหมีสาขาพรรคในแตละภาคตามบัญชีรายชื่อภาคและจังหวัดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนดอยางนอยภาคละหนึ่งสาขา โดยสาขาพรรคแตละสาขาตองมีสมาชิกพรรคที่มีภูมิลําเนาอยูในเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือเขตจังหวัดตั้งแตหารอยคนขึ้นไปขอ ๓๑ เขตเลือกตั้งใดหรือเขตจังหวัดใดที่มีสมาชิกพรรคที่มีภูมิลําเนาอยูในเขตเลือกตั้งนั้นตั้งแตหารอยคนขึ้นไป อาจจัดประชุมเพื่อดําเนินการจัดตั้งสาขาพรรค ตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองประกาศกําหนด โดยการประชุมดังกลาวตองมีสมาชิกพรรคเขารวมประชุมไมนอยกวาหนึ่งรอยคนเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรค กําหนดสถานที่ตั้งสาขาพรรค และอื่น ๆ ตามที่ที่ประชุมกําหนดและเมื่อหัวหนาพรรคไดประกาศการจัดตั้งสาขาพรรคแลว ใหหัวหนาพรรคแจงใหนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในสิบหาวันนับแตวันที่ประกาศการจัดตั้งสาขาพรรคขอ ๓๒ คณะกรรมการสาขาพรรคใหมีจํานวนไมนอยกวาแปดคน ประกอบดวย(๑) หัวหนาสาขาพรรค(๒) รองหัวหนาสาขาพรรค(๓) เลขานุการสาขาพรรค(๔) รองเลขานุการสาขาพรรค(๕) เหรัญญิกสาขาพรรค(๖) นายทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค(๗) โฆษกสาขาพรรค(๘) กรรมการสาขาพรรค หนา ๑๐๙เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ ขอ ๓๓ กรรมการสาขาพรรคตองเปนสมาชิกพรรคประชาอาสาชาติมีอายุไมต่ํากวายี่สิบปมีวาระการดํารงตําแหนงคราวละสี่ปนับแตวันที่ประกาศจัดตั้งสาขาพรรคหรือวันที่ที่ประชุมใหญสาขาพรรคใหความเห็นชอบการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหมแลวแตกรณีกรรมการสาขาพรรคตองไมเปนกรรมการบริหารพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดในขณะเดียวกันขอ ๓๔ การเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคใหดําเนินการในที่ประชุมจัดตั้งสาขาพรรคหรือประชุมใหญสาขาพรรค แลวแตกรณี ดังนี้(๑) ใหที่ประชุมกําหนดจํานวนคณะกรรมการสาขาพรรคตามขอ ๓๒(๒) เลือกหัวหนาสาขาพรรค เปนลําดับแรกแลวเลือกตําแหนงอื่น ๆ จนครบตาม (๑)(๓) การเสนอชื่อบุคคลที่จะไดรับเลือกตั้งเปนคณะกรรมการสาขาพรรคจะตองมีผูรับรองไมนอยกวาสองคน ผูรับรองและผูใชสิทธิเลือกตั้งตองอยูในที่ประชุมจัดตั้งสาขาพรรคหรือที่ประชุมใหญสาขาพรรค แลวแตกรณีขอ ๓๕ คณะกรรมการสาขาพรรคประชาอาสาชาติมีหนาที่และอํานาจ ดังนี้(๑) ดําเนินกิจกรรมของพรรคใหเปนไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นโยบายพรรคขอบังคับพรรค และมติของที่ประชุมใหญพรรค รวมตลอดทั้งระเบียบ ประกาศ และคําสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(๒) สงเสริมใหสมาชิกและประชาชนมีความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข การใชสิทธิและเสรีภาพอยางมีเหตุผลและมีความรับผิดชอบตอสังคม และความรูเกี่ยวกับหนาที่ของปวงชนชาวไทย(๓) รวมกับประชาชนในการหาแนวทางการพัฒนาประเทศ และการแกไขปญหาตาง ๆที่เกิดขึ้นในสังคมอยางมีเหตุผลโดยคํานึงถึงความสมดุลระหวางการพัฒนาดานวัตถุกับการพัฒนาดานจิตใจและความอยูเย็นเปนสุขของประชาชนประกอบกัน(๔) สงเสริมการมีสวนรวมของประชาชนในการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองตลอดกระทั่งการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ และการดําเนินงานขององคกรอิสระอยางมีเหตุผลหนา ๑๑๐เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๕) สงเสริมใหสมาชิกและประชาชนมีความสามัคคีปรองดอง รูจักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกตาง และแกไขปญหาความขัดแยงทางการเมืองโดยสันติวิธีเพื่อประโยชนสุขของประเทศชาติและประชาชน(๖) กิจกรรมอื่นอันจะยังประโยชนตอการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รวมทั้งการพัฒนาพรรคใหเปนสถาบันทางการเมืองของประชาชน ทั้งนี้ ตามที่ไดรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งขอ ๓๖ กรรมการสาขาพรรคแตละตําแหนงมีหนาที่และอํานาจ ดังตอไปนี้(๑) หัวหนาสาขาพรรคมีหนาที่และอํานาจ ดังตอไปนี้(ก) จัดใหมีบัญชีรายรับและรายจายเงินของสาขาพรรค(ข) จัดทําบัญชีรายชื่อพรอมที่อยูของสมาชิกพรรคที่มีภูมิลําเนาอยูในจังหวัดซึ่งเปนที่ตั้งของสาขาพรรค(ค) เปนผูแทนของสาขาพรรคและเปนผูรับผิดชอบในกิจกรรมทั้งปวงของสาขาพรรค(ง) เปนประธานของคณะกรรมการสาขาพรรคเรียกประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคและเปนประธานการประชุม(จ) เรียกประชุมใหญสาขาพรรคโดยผานความเห็นชอบของคณะกรรมการสาขาพรรคและเปนประธานในที่ประชุม ตลอดจนเสร็จสิ้นการดําเนินการประชุมสาขาพรรค(ฉ) มีสิทธิยับยั้งมติคณะกรรมการสาขาพรรค หรือคณะกรรมการอื่น ๆที่คณะกรรมการสาขาพรรคจัดตั้งขึ้นเพื่อขอใหมีการทบทวนมติในกรณีที่มีความจําเปน แตทั้งนี้ ตองไมเกินสามวันซึ่งหากพนกําหนดดังกลาวใหถือวามติของที่ประชุมนั้นมีผลใชบังคับ(ช) ในกรณีที่มีความจําเปนในการดําเนินการทางการเมืองใหมีอํานาจปฏิบัติการในนามของสาขาพรรคไดโดยความเห็นชอบของกรรมการสาขาพรรคไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนคณะกรรมการสาขาพรรคเทาที่มีอยูในขณะนั้นและใหถือวาการดําเนินการนั้นเปนมติของสาขาพรรค(ซ) อํานาจอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกําหนด(๒) รองหัวหนาสาขาพรรคมีหนาที่และอํานาจความรับผิดชอบตามที่หัวหนาสาขาพรรคมอบหมาย หนา ๑๑๑เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๓) เลขานุการสาขาพรรคมีหนาที่และอํานาจ ดังตอไปนี้(ก) ตรวจสอบและกํากับดูแลกิจการทั้งปวงของสาขาพรรคตามที่คณะกรรมการสาขาพรรคมอบหมาย และใหรับผิดชอบโดยตรงจากหัวหนาสาขาพรรคในกิจการที่หัวหนาสาขาพรรคมอบหมายใหปฏิบัติ (ข) เสนอรายงานตอที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคและที่ประชุมใหญสาขาพรรค (ค) เปนเลขานุการของที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคและที่ประชุมใหญสาขาพรรค (ง) กํากับดูแลการบริหารงานของสํานักงานสาขาพรรค(๔) รองเลขานุการสาขาพรรคมีหนาที่และอํานาจ โดยรับผิดชอบตามที่เลขานุการสาขาพรรคหรือคณะกรรมการสาขาพรรคมอบมาย(๕) เหรัญญิกสาขาพรรคมีหนาที่และอํานาจในการควบคุม รายรับ รายจายบัญชีทรัพยสิน หนี้สิน และงบการเงินของสาขาพรรค ตามที่คณะกรรมการสาขาพรรคกําหนด(๖) นายทะเบียนสมาชิกสาขาพรรคมีหนาที่และอํานาจรับผิดชอบทะเบียนสมาชิกสาขาพรรคมอบหมาย(๗) โฆษกสาขาพรรคมีหนาที่และอํานาจ ดังตอไปนี้(ก) แถลงมติที่ประชุมและกิจการตาง ๆ ของสาขาพรรค(ข) ประชาสัมพันธงานของสาขาพรรคตามที่คณะกรรมการสาขาพรรคมอบหมาย(๘) กรรมการสาขาพรรคมีหนาที่และอํานาจ โดยรับผิดชอบตามที่หัวหนาสาขาพรรคหรือคณะกรรมการสาขาพรรคมอบหมายขอ ๓๗ ความเปนกรรมการสาขาพรรคจะสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ(๑) ตาย(๒) ลาออก โดยยื่นหนังสือตอหัวหนาพรรคและใหถือวามีผลสมบูรณเมื่อพรรคไดรับหนังสือ(๓) ขาดจากสมาชิกภาพ(๔) อื่น ๆ ตามที่กฎหมายหรือขอบังคับพรรคกําหนดหนา ๑๑๒เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ เมื่อตําแหนงกรรมการสาขาพรรค วางลงตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) ใหหัวหนาสาขาพรรคแตงตั้งกรรมการสาขาพรรค คนใดคนหนึ่งที่เหมาะสมเขาทําหนาที่แทน จนกวาจะมีการเลือกตั้งแทนตําแหนงที่วางซึ่งตองกระทําภายในเกาสิบวันนับแตวันที่ตําแหนงวางลง หากตําแหนงหัวหนาสาขาพรรควางลงตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) ใหรองหัวหนาสาขาพรรคลําดับตนทําหนาที่แทน ถาไมมีรองหัวหนาสาขาพรรคใหกรรมการสาขาพรรคที่เหลืออยูเลือกกรรมการสาขาพรรคคนใดคนหนึ่งทําหนาที่แทนและใหมีอํานาจเรียกประชุมใหญ เพื่อเลือกตั้งหัวหนาสาขาพรรค แทนตําแหนงที่วางภายในเกาสิบวันนับแตวันที่ตําแหนงวางลงขอ ๓๘ กรรมการสาขาพรรคพนจากตําแหนงทั้งคณะ เมื่อ(๑) ครบวาระการดํารงตําแหนงตามขอบังคับพรรค(๒) กรรมการสาขาพรรควางลงเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการสาขาพรรคทั้งหมดเมื่อคณะกรรมการสาขาพรรคพนจากตําแหนงทั้งคณะ ใหหัวหนาสาขาพรรคมีอํานาจในการเรียกประชุมใหญเพื่อดําเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหมภายในสี่สิบหาวันนับแตวันที่พนจากตําแหนงทั้งคณะในกรณีกรรมการสาขาพรรคทั้งคณะพนจากตําแหนงตาม (๑) ใหกรรมการสาขาพรรคที่พนจากตําแหนงทั้งคณะอยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวาจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหมภายในหกสิบวันนับแตวันที่กรรมการสาขาพรรคพนจากตําแหนงทั้งคณะในกรณีกรรมการสาขาพรรคทั้งคณะพนจากตําแหนงตาม (๒) ใหกรรมการสาขาพรรคเทาที่เหลืออยูปฏิบัติหนาที่ตอไปและเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหมภายในหกสิบวันนับแตวันที่กรรมการสาขาพรรคพนจากตําแหนงทั้งคณะในกรณีกรรมการสาขาพรรคพนจากตําแหนงทั้งคณะดวยเหตุอื่นนอกจากเหตุตาม (๑)และ (๒) ใหกรรมการสาขาพรรคที่พนจากตําแหนงทั้งคณะอยูปฏิบัติหนาที่ตอไป และใหเลือกตั้งกรรมการสาขาพรรคชุดใหมภายในสามสิบวันนับแตวันที่กรรมการสาขาพรรคพนจากตําแหนงทั้งคณะในกรณีที่ไมมีกรรมการสาขาพรรคเหลืออยู หรือมีแตไมยินยอมดําเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหม คณะกรรมการบริหารพรรคจะดําเนินการเองหรือจะมอบหมายใหสมาชิกสาขาพรรคจํานวนหนึ่งดําเนินการแทนก็ได หนา ๑๑๓เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ ขอ ๓๙ เมื่อดําเนินการจัดตั้งสาขาพรรคครบตามที่กําหนดในมาตรา ๓๓ แหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ แลว หากตอมาภายหลังมีสาขาพรรคไมครบตามมาตรา ๓๓ ใหดําเนินการจัดตั้งสาขาพรรคใหครบตามมาตรา ๓๓ ภายในหกสิบวันนับแตวันที่สาขาพรรคมีจํานวนไมครบตามมาตรา ๓๓สวนที่ ๔ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดขอ ๔๐ เขตเลือกตั้งในจังหวัดใดที่มิไดเปนที่ตั้งสํานักงานใหญพรรค หรือสาขาพรรคถามีสมาชิกพรรคซึ่งมีภูมิลําเนาอยูในเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้นตั้งแตหนึ่งรอยคนขึ้นไปใหพรรคแตงตั้งสมาชิกพรรค ซึ่งมีภูมิลําเนาอยูในเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้นซึ่งมาจากการเลือกของสมาชิกพรรคเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดเพื่อดําเนินกิจกรรมของพรรคในเขตเลือกตั้งนั้นขอ ๔๑ ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดตองเปนสมาชิกพรรคมีอายุไมต่ํากวายี่สิบปมีวาระการดํารงตําแหนงคราวละสี่ปนับแตวันที่ประกาศแตงตั้งเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดตองไมเปนกรรมการบริหารพรรค หรือกรรมการสาขาพรรคในขณะเดียวกันขอ ๔๒ ใหตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด มีจํานวน ๓ คน เขตเลือกตั้งใดที่มีสมาชิกพรรคที่มีภูมิลําเนาอยูในเขตเลือกตั้งเกินหนึ่งรอยคนใหจัดประชุม เพื่อดําเนินการแตงตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองประกาศกําหนด โดยการประชุมดังกลาวตองมีสมาชิกมาเขารวมประชุมไมนอยกวาหาสิบคน และเมื่อลงคะแนนเลือกเสร็จสิ้นแลวใหนับคะแนนแลวรายงานชื่อสมาชิกซึ่งไดรับคะแนนสูงสุดตามจํานวนที่กําหนดไวในวรรคหนึ่งตอหัวหนาพรรคโดยเร็ว เมื่อหัวหนาพรรคประกาศแตงตั้งสมาชิกพรรคดังกลาวเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดแลว ใหหัวหนาพรรคแจงใหนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในสิบหาวันนับแตวันที่ประกาศแตงตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดขอ ๔๓ ความเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดจะสิ้นสุดลง เมื่อ(๑) ครบวาระการดํารงตําแหนงตามขอบังคับพรรค(๒) ตาย หนา ๑๑๔เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๓) ลาออกโดยยื่นหนังสือตอหัวหนาพรรคและมีผลสมบูรณเมื่อพรรคไดรับหนังสือ(๔) ขาดจากสมาชิกภาพ(๔) หัวหนาพรรคโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรคสั่งใหออกจากการเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดในกรณีตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดพนจากตําแหนงตาม (๑) ใหตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดปฏิบัติหนาที่ตอไปและใหจัดประชุมเพื่อดําเนินการแตงตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดตามขอ ๔๒ ภายในหกสิบวันนับแตวันที่ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดพนจากตําแหนงตาม (๑)ในกรณีที่ไมมีตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดเหลืออยูใหสมาชิกจัดประชุมเพื่อดําเนินการแตงตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดตามขอ ๔๒ ภายในหกสิบวันนับแตวันที่ไมมีตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดเหลืออยูขอ ๔๔ ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดมีหนาที่และอํานาจ ดังตอไปนี้(๑) ดําเนินกิจการของพรรคใหเปนไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นโยบายพรรคขอบังคับพรรค และมติของที่ประชุมใหญพรรค รวมตลอดทั้งระเบียบ ประกาศ และคําสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(๒) สงเสริมใหสมาชิกและประชาชนมีความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข การใชสิทธิและเสรีภาพอยางมีเหตุผล และมีความรับผิดชอบตอสังคมและความรูเกี่ยวกับหนาที่ของปวงชนชาวไทย(๓) รวมกันกับประชาชนในการหาแนวทางการพัฒนาประเทศและการแกไขปญหาตาง ๆเกิดขึ้นในสังคมอยางมีเหตุผลโดยคํานึงถึงความสมดุลระหวางการพัฒนาดานวัตถุกับการพัฒนาดานจิตใจและความอยูเย็นเปนสุขของประชาชนประกอบกัน(๔) สงเสริมการมีสวนรวมของประชาชนในการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองรวมตลอดถึง การตรวจสอบการใชอํานาจรัฐและการดําเนินงานขององคกรอิสระอยางมีเหตุผล(๕) สงเสริมใหสมาชิกและประชาชน มีความสามัคคีปรองดอง รูจักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกตาง และแกไขปญหาความขัดแยงทางการเมืองโดยสันติวิธีเพื่อประโยชนสุขของประเทศชาติและประชาชนหนา ๑๑๕เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๖) กิจกรรมอื่นอันจะยังประโยชนตอการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รวมทั้งการพัฒนาพรรคใหเปนสถาบันทางการเมืองของประชาชน ทั้งนี้ ตามที่ไดรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หมวด ๕การบริหารจัดการสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดขอ ๔๕ การบริหารจัดการสาขาพรรค(๑) ใหมีการรับสมัครสมาชิกพรรค(๒) ใหมีการจัดทําทะเบียนสมาชิกพรรคขึ้นในพื้นที่ที่รับผิดชอบของสาขาพรรค(๓) ประกาศชื่อและนามสกุลของสมาชิกพรรค ใหประชาชนทราบเปนการทั่วไป(๔) จัดใหมีบัญชีรับและจายเงินของสาขาพรรคขอ ๔๖ การบริหารจัดการตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด(๑) ใหมีการรับสมัครสมาชิกพรรค(๒) ใหมีการจัดทําทะเบียนสมาชิกพรรคในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบของตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด(๓) ประกาศชื่อและนามสกุลของสมาชิกพรรคใหประชาชนทราบเปนการทั่วไป(๔) จัดใหมีบัญชีรับและจายเงินของตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดหมวด ๖การประชุมสวนที่ ๑การประชุมใหญพรรคขอ ๔๗ คณะกรรมการบริหารพรรค ตองจัดใหมีการประชุมใหญสามัญประจําปของพรรคอยางนอยปละหนึ่งครั้งขอ ๔๘ สมาชิกซึ่งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสี่ของจํานวนสมาชิกซึ่งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร หรือกรรมการบริหารพรรค จํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสามของจํานวนหนา ๑๑๖เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ กรรมการบริหารพรรค หรือสมาชิกจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยูของพรรคหรือไมนอยกวาสองรอยหาสิบคน แลวแตจํานวนใดจะนอยกวามีสิทธิเขาชื่อกันยื่นคํารองขอใหจัดการประชุมใหญวิสามัญของพรรคไดในกรณีตามวรรคหนึ่งคณะกรรมการบริหารพรรค ตองจัดใหมีการประชุมใหญวิสามัญของพรรคภายในหกสิบวันนับแตวันที่ไดรับหนังสือขอ ๔๙ ที่ประชุมใหญเปนองคกรบริหารสูงสุดของพรรค(๑) การประชุมใหญสามัญ หมายถึง การประชุมที่คณะกรรมการบริหารจัดใหมีขึ้นปละหนึ่งครั้งภายในเดือนเมษายนของทุกป(๒) การประชุมใหญวิสามัญ หมายถึง การประชุมใหญคราวอื่นนอกจากกรณีตาม (๑) ซึ่งอาจกระทําไดโดย(๒.๑) มติของคณะกรรมการบริหาร(๒.๒) สมาชิกซึ่งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสี่ของจํานวนสมาชิกซึ่งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรรองขอใหจัดประชุมใหญ(๒.๓) กรรมการบริหารจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสามของจํานวนกรรมการบริหารทั้งหมดเทาที่มีอยูรองขอใหจัดประชุมใหญ(๒.๔) สมาชิกจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูหรือไมนอยกวาสองรอยหาสิบคน แลวแตจํานวนใดจะนอยกวารองขอใหจัดประชุมใหญ หนังสือรองขอตองระบุสาเหตุที่ขอใหเรียกประชุมและเรื่องที่จะเสนอใหที่ประชุมพิจารณาดวย ในกรณีนี้คณะกรรมการบริหารตองจัดใหมีการประชุมภายในหกสิบวันนับแตวันที่ไดรับหนังสือรองขอขอ ๕๐ หนังสือบอกกลาวเรียกประชุมใหญอาจใหลงพิมพโฆษณาอยางนอยหนึ่งครั้งในหนังสือพิมพรายวัน สื่ออิเล็กทรอนิกสหรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่นก็ได กอนวันนัดประชุมไมนอยกวาสามวัน หรือใหผูมีสิทธิเขารวมประชุมทราบกอนวันนัดประชุมไมนอยกวาเจ็ดวันในหนังสือบอกกลาวเรียกประชุมใหญใหระบุวัน เวลา และสถานที่ประชุม พรอมทั้งระเบียบวาระการประชุมขอ ๕๑ องคประชุมของที่ประชุมใหญ มีดังนี้(๑) กรรมการบริหารจํานวนไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมการบริหารทั้งหมดเทาที่มีอยูหนา ๑๑๗เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๒) ผูแทนของสาขาพรรคไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสาขาพรรคที่มีอยู ในจํานวนนี้จะตองประกอบดวยผูแทนของสาขาพรรคไมนอยกวาสองสาขา ซึ่งมาจากภาคที่ตางกันตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนดตามมาตรา ๓๓ แหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง(๓) ตัวแทนพรรคประจําจังหวัดจํานวนไมนอยกวากึ่งหนึ่งของตัวแทนพรรคประจําจังหวัด(๔) ตัวแทนสมาชิกตามจํานวนและหลักเกณฑที่คณะกรรมการบริหารพรรคกําหนด(๕) สมาชิกสภาผูแทนราษฎร (ถามี)(๖) รัฐมนตรี (ถามี) ทั้งนี้ มีจํานวนรวมกันไมนอยกวาสองรอยหาสิบคนจึงจะเปนองคประชุมขอ ๕๒ กิจการตอไปนี้ใหกระทําโดยที่ประชุมใหญ(๑) การแกไขเปลี่ยนแปลงคํา ประกาศอุดมการณ ทางการเมืองหรือนโยบายของพรรค(๒) การแกไขเปลี่ยนแปลงขอบังคับของพรรค(๓) การเลือกหัวหนาพรรค เลขาธิการพรรค เหรัญญิกพรรค นายทะเบียนสมาชิกพรรคโฆษกพรรค และกรรมการบริหารของพรรค(๔) การเลือกคณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งของพรรค(๕) ใหความเห็นชอบรายงานการเงินและการดําเนินกิจการของพรรคการเมืองที่ไดดําเนินการไปในรอบปที่ผานมาและแตงตั้งผูตรวจสอบบัญชี(๖) กิจการที่เสนอโดยคณะกรรมการบริหาร หรือหัวหนาสาขาพรรค(๗) กิจการอื่นตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมืองกฎหมายและขอบังคับนี้ขอ ๕๓ มติของที่ประชุมใหญใหถือเสียงขางมาก ผูเขารวมประชุมคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งเสียงถาคะแนนเสียงเทากันใหประธานที่ประชุมใหญออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเปนเสียงชี้ขาด ในกรณีที่ผูมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมใหญดํารงตําแหนงหลายฐานะในคราวเดียวกัน ใหมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนไดเพียงเสียงเดียวการลงมติในที่ประชุมใหญใหกระทําโดยเปดเผยเวนแตการลงมติเลือกบุคคลตามขอ ๕๒ (๓)และ (๔) ใหลงคะแนนลับ หนา ๑๑๘เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ ขอ ๕๔ ใหหัวหนาพรรคเปนประธานที่ประชุมใหญและเลขาธิการพรรคเปนเลขานุการที่ประชุมใหญ ในกรณีหัวหนาพรรคหรือเลขาธิการพรรคไมอยูหรือไมอาจปฏิบัติหนาที่ไดใหที่ประชุมใหญเลือกกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งทําหนาที่แทนเปนประธานและเลขานุการที่ประชุมใหญสวนที่ ๒การประชุมใหญสาขาพรรคขอ ๕๕ คณะกรรมการสาขาพรรคตองจัดใหมีการประชุมใหญสามัญประจําปสาขาพรรคอยางนอยปละหนึ่งครั้งขอ ๕๖ องคประชุมของที่ประชุมใหญสาขาพรรค ประกอบดวย(๑) กรรมการสาขาพรรคไมนอยกวากึ่งหนึ่งของกรรมการสาขาพรรคทั้งหมด(๒) สมาชิกสาขาพรรคขอ ๕๗ องคประชุมใหญของสาขาพรรคตามขอ ๕๖ ตองมีรวมกันทั้งหมดไมนอยกวาหนึ่งรอยคนการลงมติใหถือเสียงขางมากของสมาชิกพรรคที่มารวมประชุม กรณีที่มีเสียงเทากันใหประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเปนเสียงชี้ขาดขอ ๕๘ ใหหัวหนาสาขาพรรคเปนประธานในที่ประชุมใหญสาขาพรรค ถาหัวหนาสาขาพรรคไมมาประชุม ใหรองหัวหนาสาขาพรรคทําหนาที่แทน ถารองหัวหนาสาขาพรรคไมมาหรือไมอยูในที่ประชุมใหคณะกรรมการสาขาพรรคที่มาประชุมเลือกกรรมการสาขาพรรคคนใดคนหนึ่งเปนประธานที่ประชุมและใหเลขานุการสาขาพรรคทําหนาที่เปนเลขานุการในที่ประชุมขอ ๕๙ กิจการดังตอไปนี้ใหกระทําโดยที่ประชุมใหญสาขาพรรคกิจการตามที่บัญญัติไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมืองหรือกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ หรือระเบียบ หรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือประกาศของนายทะเบียนพรรคการเมือง(๑) เลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรค หรือกรรมการสาขาพรรคขอ ๖๐ คําบอกกลาวเรียกประชุมใหญสาขาพรรคทุกคราวใหหัวหนาสาขาพรรคแจงกําหนดการประชุมใหสมาชิกพรรคซึ่งมีภูมิลําเนาอยูในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสาขาพรรคนั้นทราบลวงหนาไมนอยกวาเจ็ดวันโดยใหระบุ วัน เวลา และสถานที่ประชุมและระเบียบวาระการประชุมดวยหนา ๑๑๙เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ สวนที่ ๓การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคขอ ๖๑ การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคตองมีกรรมการบริหารพรรคมาประชุมไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนคณะกรรมการบริหารพรรคที่มีอยูในขณะนั้นจึงจะเปนองคประชุมใหหัวหนาพรรคทําหนาที่เปนประธานที่ประชุม ถาหัวหนาพรรคไมมาประชุมหรือไมอาจปฏิบัติหนาที่ไดใหเลขาธิการเปนเลขานุการในที่ประชุม แตถาเลขาธิการพรรคไมมาประชุมหรือไมอาจปฏิบัติหนาที่ไดใหคณะกรรมการบริหารพรรคที่เหลืออยูขณะนั้นเลือกกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งทําหนาที่แทนขอ ๖๒ มติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคใหถือเสียงขางมาก ในกรณีที่มีเสียงเทากันใหประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเปนเสียงชี้ขาดสวนที่ ๔การประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคขอ ๖๓ การประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคตองมีกรรมการสาขาพรรคมาประชุมไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนคณะกรรมการสาขาพรรคที่มีอยูในขณะนั้นจึงจะเปนองคประชุม โดยใหหัวหนาสาขาพรรคเปนประธานในที่ประชุม หากหัวหนาสาขาพรรคไมมาประชุม หรือไมอาจปฏิบัติหนาที่ได ใหรองหัวหนาสาขาพรรคทําหนาที่แทนและใหเลขานุการสาขาพรรคเปนเลขานุการในที่ประชุม ถาเลขานุการสาขาพรรคไมมาประชุมหรือไมอาจปฏิบัติหนาที่ได ใหรองเลขานุการสาขาพรรคทําหนาที่แทน กรณีรองหัวหนาสาขาพรรคหรือรองเลขานุการสาขาพรรคไมมาประชุม หรือไมอาจปฏิบัติหนาที่ได ใหคณะกรรมการสาขาพรรคที่เหลืออยูขณะนั้นเลือกกรรมการสาขาพรรคคนใดคนหนึ่งทําหนาที่แทนขอ ๖๔ มติของที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคใหถือเสียงขางมาก ในกรณีที่มีเสียงเทากันใหประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเปนเสียงชี้ขาดหมวด ๗สมาชิกพรรคขอ ๖๕ สมาชิกพรรคตองมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหาม ดังตอไปนี้(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ในกรณีเปนผูมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติตองไดสัญชาติไทยมาแลวไมนอยกวาหาป(๒) มีอายุไมต่ํากวาสิบแปดปหนา ๑๒๐เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๓) ไมเปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๙๘ (๑) (๒) (๔)(๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐) (๑๑) (๑๔) (๑๖) (๑๗) หรือ (๑๘) ของรัฐธรรมนูญ(๔) ไมเปนสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นหรือผูยื่นคําขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองอื่นหรือผูแจงการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองขอ ๖๖ การสมัครเขาเปนสมาชิกพรรคใหยื่นใบสมัครสมาชิกตามแบบที่พรรคกําหนดดวยตนเองพรอมดวยเอกสารประกอบตามที่พรรคกําหนดสมาชิกภาพของสมาชิกพรรคเริ่มตั้งแตไดชําระคาบํารุงพรรคการเมืองขอ ๖๗ สมาชิกภาพของสมาชิกพรรค สิ้นสุดลง เมื่อ(๑) ตาย(๒) ลาออก(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามขอ ๖๕ เวนแตเปนกรณีมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๙๖ (๑) ของรัฐธรรมนูญ และเปนการบวชตามประเพณีนิยม แตในระหวางมีลักษณะตองหามดังกลาวจะใชสิทธิในฐานะสมาชิกพรรค มิได(๔) ไมชําระคาบํารุงพรรคการเมืองเปนเวลาสองปติดตอกัน(๕) พรรคมีมติใหออกเพราะกระทําผิดวินัยหรือจรรยาบรรณอยางรายแรงหรือมีเหตุอันรายแรงอื่น(๖) พรรคสิ้นสภาพความเปนพรรคการเมือง หรือยุบพรรคการเมืองการลาออกจากสมาชิกพรรค ตามวรรคหนึ่ง (๒) ใหถือวาสมบูรณเมื่อไดยื่นใบลาออกตอนายทะเบียนสมาชิกพรรคหรือนายทะเบียนพรรคการเมืองการสิ้นสุดของสมาชิกภาพตามวรรคหนึ่ง (๕) หากสมาชิกผูนั้นดํารงตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมติของพรรค ตองมีคะแนนเสียงไมนอยกวาสามในสี่ของที่ประชุมรวมของคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่สังกัดพรรคการสิ้นสุดสมาชิกภาพตามวรรคหนึ่ง (๓) (๔) และ (๕) ใหพรรคแจงสมาชิกผูนั้นทราบโดยเร็วขอ ๖๘ สมาชิกพรรคมีสิทธิตาง ๆ ดังตอไปนี้(๑) เสนอขอคิดเห็นอันเปนประโยชนตอพรรค(๒) ไดรับการคัดเลือกใหเปนผูสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคหนา ๑๒๑เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๓) ไดรับเลือกตั้งหรือแตงตั้งเปนผูปฏิบัติงาน คณะทํางานหรือคณะกรรมการสาขาพรรคตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด หรืออนุกรรมการในคณะตาง ๆ หรือกรรมการบริหารพรรคตลอดจนที่ปรึกษาพรรค(๔) อื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคเห็นชอบหรือพิจารณาแลวแตกรณีขอ ๖๙ สมาชิกพรรคมีหนาที่และความรับผิดชอบตอพรรค ดังตอไปนี้(๑) รวมรับผิดชอบตอเสถียรภาพของพรรค และใหความรวมมือในกิจกรรมของพรรคดวยจิตสํานึกในอุดมคติของพรรคในฐานะเปนเจาของพรรครวมกัน(๒) สนับสนุนสมาชิกพรรคผูที่พรรคไดพิจารณาสงลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกระดับและใหความรวมมือในการดําเนินงานของพรรคดวยความเต็มใจ และบริสุทธิ์ใจเพื่อความกาวหนาของพรรค(๓) ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ขอบังคับของพรรคโดยเครงครัด โดยใหการสนับสนุนนโยบายและมติของพรรคดวยความจริงใจ(๔) รวมกิจกรรมทางการเมืองของพรรคดวยความเต็มใจและเต็มความสามารถขอ ๗๐ ความรับผิดชอบของพรรคตอสมาชิกพรรค มีดังตอไปนี้(๑) ดําเนินการทางการเมืองอยางจริงจังและตอเนื่องเพื่อใหพรรคไดกาวไปสูการมีบทบาททางการเมือง และเขาสูการบริหารประเทศตามนโยบายของพรรคเพื่อบรรลุเปาหมายตามอุดมการณ(๒) สงเสริมสถานภาพของสมาชิกใหมีสมรรถภาพตอการดํารงชีวิตของตนเองและครอบครัวและจัดกิจกรรมที่เปนประโยชนเพื่อความสามัคคีระหวางมวลสมาชิกทั่วประเทศ(๓) ใหสวัสดิการคุมครองจากอิทธิพล อํานาจมืด และสงเสริมอาชีพใหกับมวลสมาชิก(๔) ใหความสําคัญแกมวลสมาชิกพรรคทุกทานอยางเต็มรูปแบบโดยใหถือวาสมาชิกพรรคเปนบุคคลสําคัญและเปนกําลังหลักของพรรค หมวด ๘มาตรฐานทางจริยธรรมของสมาชิกพรรคและกรรมการบริหารพรรคสวนที่ ๑มาตรฐานทางจริยธรรมอันเปนอุดมการณขอ ๗๑ สมาชิกมีหนาที่รักษาวินัยและจริยธรรม ดังตอไปนี้(๑) เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หนา ๑๒๒เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๒) ยึดมั่นในเจตนารมณ อุดมการณ และแนวนโยบายของพรรค(๓) ปฏิบัติตามนโยบาย ขอบังคับ มติคณะกรรมการบริหารพรรค คําสั่งผูดําเนินงานพรรคที่สั่งการภายในขอบเขตอํานาจหนาที่ที่มีอยูและประกาศระเบียบของพรรคอยางเครงครัด(๔) ไมใชความเปนสมาชิกไปแสวงหาประโยชนสวนตนหรือเพื่อบุคคลอื่นโดยขัดตอกฎหมายศีลธรรมอันดีหรือขอบังคับ(๕) ไมวิพากษวิจารณสมาชิกดวยกัน หรือองคกรบริหารของพรรคตอบุคคลภายนอกในทางที่เสียหาย (๖) ไมปกปดความผิด และไมละเลยตอการแจงความผิดของสมาชิกที่กอใหเกิดความเสื่อมเสียตอชื่อเสียงของพรรค(๗) ไมกระทําการใด ๆ อันเปนการฝาฝนกฎหมาย หรือผิดศีลธรรมอันดีที่สงผลกระทบตอภาพลักษณและชื่อเสียงของพรรค(๘) เคารพมติของคณะกรรมการบริหารเกี่ยวกับการเลือกผูที่พรรคสงลงสมัครรับเลือกตั้ง(๙) ประพฤติตน และดํารงชีพดวยความมีคุณธรรมและอยูในกรอบแหงกฎหมาย(๑๐) รับผิดชอบตอหนาที่ในกิจการงานของพรรคตามขีดความสามารถของตน(๑๑) แจงความจริง หรือรับผิดชอบตอขอเท็จจริงที่แจงในการสมัครเขาเปนสมาชิก(๑๒) ไมเปนสมาชิกพรรคการเมืองอื่น หรือไปดํารงตําแหนงใดในพรรคการเมืองอื่นในระหวางที่เปนสมาชิกหรือฝกใฝพรรคการเมืองอื่น(๑๓) สมาชิกที่เปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตองปฏิบัติตามขอบังคับการประชุมสภาผูแทนราษฎร ขอบังคับการประชุมรัฐสภาและประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรดวยสวนที่ ๒มาตรฐานทางจริยธรรมอันเปนคานิยมหลักขอ ๗๒ ไมกระทําการอันใดเปนการขัดกันระหวางประโยชนสวนตนกับประโยชนสวนรวมทั้งนี้ ไมวาโดยทางตรงหรือทางออมขอ ๗๓ ยึดมั่นหลักนิติธรรม และประพฤติตนอยูในศีลธรรมอันดีของประชาชนขอ ๗๔ ปฏิบัติหนาที่ดวยความยุติธรรม เปนอิสระ เปนกลาง และปราศจากอคติโดยไมหวั่นไหวตออิทธิพล กระแสสังคม หรือแรงกดดันอันมิชอบดวยกฎหมาย โดยคํานึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมแหงสถานภาพหนา ๑๒๓เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ ขอ ๗๕ รักษาไวซึ่งความลับในการประชุม การพิจารณาวินิจฉัย รวมทั้งเคารพตอมติที่ประชุมฝายขางมากและเหตุผลของทุกฝายอยางเครงครัดขอ ๗๖ ใหขอมูลขาวสารตามขอเท็จจริงแกประชาชนหรือสื่อมวลชนอันอยูในความรับผิดชอบของตนถูกตองครบถวนและไมบิดเบือนขอ ๗๗ ไมใหคําปรึกษาแกบุคคลภายนอก หรือแสดงความคิดเห็น หรือขอมูลตอสื่อสาธารณะหรือสาธารณชนในเรื่องที่อยูระหวางการพิจารณาอันอาจกอใหเกิดความเสียหายหรือเสียความเปนธรรมแกการปฏิบัติหนาที่ เวนแตการปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมายขององคกรขอ ๗๘ ไมกระทําการใดที่กอใหเกิดความเสื่อมเสียตอเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหนงขอ ๗๙ ไมปลอยปละละเลยยินยอมใหบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลที่อยูในกํากับดูแลหรือความรับผิดชอบของตน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใดจากคูกรณีหรือจากบุคคลอื่นใดในการที่อาจทําใหกระทบกระเทือนตอการปฏิบัติหนาที่ของตนขอ ๘๐ ไมคบหาสมาคมกับคูกรณี ผูประพฤติผิดกฎหมาย ผูมีอิทธิพลหรือผูมีความประพฤติหรือผูมีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสียอันอาจกระทบกระเทือนตอการปฏิบัติหนาที่ของตนขอ ๘๑ ไมกระทําการอันมีลักษณะเปนการลวงละเมิดหรือคุกคามทางเพศจนเปนเหตุทําใหผูถูกกระทําไดรับความเดือดรอนเสียหายหรือกระทบตอการปฏิบัติหนาที่ โดยผูถูกกระทําอยูในภาวะจําตองยอมรับในการกระทํานั้น ไมนําความสัมพันธทางเพศที่ตนมีตอบุคคลใดมาเปนเหตุหรือมีอิทธิพลครอบงําใหใชดุลพินิจในการปฏิบัติหนาที่อันเปนคุณหรือเปนโทษแกบุคคลใดสวนที่ ๓จริยธรรมทั่วไปขอ ๘๒ ปฏิบัติหนาที่อยางเต็มกําลัง ความสามารถ และยึดมั่นในความถูกตองชอบธรรมโปรงใสและตรวจสอบได และปฏิบัติตามกฎหมาย โดยคํานึงถึงผลประโยชนของชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวมขอ ๘๓ ดูแลรักษาและใชทรัพยสินของพรรคอยางประหยัด คุมคา โดยระมัดระวังมิใหเสียหายหรือสิ้นเปลืองโดยไมจําเปนขอ ๘๔ รักษาความลับของพรรค และระเบียบแบบแผนของพรรคหนา ๑๒๔เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ ขอ ๘๕ ดําเนินการอื่นใหเปนไปตามกฎหมาย ระเบียบ และระบบคุณธรรม รวมทั้งสงเสริมและสนับสนุนใหเกิดความสามัคคีในการปฏิบัติหนาที่เพื่อประโยชนสวนรวมสวนที่ ๔การฝาฝนและไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมขอ ๘๖ การฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในสวนที่ ๑ ใหถือวามีลักษณะรายแรงการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในสวนที่ ๒ และสวนที่ ๓ จะถือวามีลักษณะรายแรงหรือไม ใหพิจารณาถึงพฤติกรรมของการฝาฝนหรือไมปฏิบัติ เจตนาและความรายแรงของความเสียหายที่เกิดจากการฝาฝนหรือไมปฏิบัติ นั้นขอ ๘๗ การดําเนินการแกบุคคลใดวากระทําการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมนี้ใหเปนไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ หรือขอบังคับวาดวยการนั้นหมวด ๙หลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกสมาชิกพรรคเพื่อสงเขาสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อและการคัดเลือกบุคคลซึ่งพรรค เห็นสมควรจะเสนอใหไดรับพิจารณาแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีสวนที่ ๑คณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งขอ ๘๘ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเปนการเลือกตั้งทั่วไป ใหมีคณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งคณะหนึ่งจํานวนไมเกิน ๑๕ คน ซึ่งเลือกโดยที่ประชุมใหญตามขอ ๕๑ประกอบดวย (๑) กรรมการบริหารพรรคจํานวน ๗ คน(๒) หัวหนาสาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจําจังหวัด มีจํานวนรวมกันไมเกิน ๘ คนทั้งนี้ ตองมีหัวหนาสาขาพรรคซึ่งมาจากภาคที่ตางกัน จํานวนไมนอยกวา ๔ คนเปนกรรมการขอ ๘๙ ใหหัวหนาพรรคเปนผูเสนอรายชื่อกรรมการบริหารพรรคตอที่ประชุมใหญเพื่อคัดเลือกเปนกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้ง สวนการไดมาของหัวหนาสาขาพรรคและตัวแทนพรรคประจําจังหวัดเพื่อเสนอใหที่ประชุมใหญคัดเลือกใหเปนไปตามหลักเกณฑและวิธีการที่คณะกรรมการบริหารกําหนดหนา ๑๒๕เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ คณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง มีอํานาจหนาที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะตองหามของผูสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อใหไดผูซึ่งมีความรูความสามารถ ซื่อสัตย สุจริตและมีคุณธรรม จริยธรรม ตามมาตรฐานทางจริยธรรมที่กําหนดในขอบังคับนี้และดําเนินการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมืองและตามขอบังคับนี้ คณะกรรมการบริหารอาจแตงตั้งคณะทํางานขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะเพื่อชวยการปฏิบัติหนาที่ของคณะกรรมการสรรหาตามที่คณะกรรมการบริหารหรือคณะกรรมการสรรหามอบหมายก็ไดสวนที่ ๒หลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกสมาชิกพรรคเพื่อสงเขาสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งขอ ๙๐ พรรคซึ่งประสงคจะสงผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดตองมีสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดที่มีเขตพื้นที่รับผิดชอบในเขตเลือกตั้งนั้นการสงผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดใหพรรคการเมืองสงผูสมัครรับเลือกตั้งจากผูซึ่งไดรับเลือกจากสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดที่มีเขตพื้นที่รับผิดชอบในเขตเลือกตั้งนั้นเปนผูสมัครรับเลือกตั้งขอ ๙๑ การสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งใหดําเนินการตามวิธีการ ดังตอไปนี้(๑) ใหคณะกรรมการสรรหากําหนดวันเวลาและสถานที่ในการรับสมัครเปนผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและประกาศใหสมาชิกพรรคทราบเปนการทั่วไป(๒) เมื่อพนกําหนดเวลารับสมัครตาม (๑) ใหคณะกรรมการสรรหาตรวจสอบคุณสมบัติของผูสมัครในแตละเขตเลือกตั้ง แลวสงรายชื่อผูสมัครใหสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดที่มีพื้นที่รับผิดชอบในเขตเลือกตั้งหรือในจังหวัดนั้น(๓) เมื่อสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดไดรับรายชื่อผูสมัครจากคณะกรรมการสรรหาแลว ใหหัวหนาสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดจัดการประชุมสมาชิกพรรคเพื่อลงคะแนนเลือกผูสมัครตามรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาสงมาหนา ๑๒๖เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๔) การประชุมสาขาพรรคตองมีสมาชิกพรรคมาประชุมไมนอยกวาหนึ่งรอยคนหรือการประชุมตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดตองมีสมาชิกมาประชุมไมนอยกวาหาสิบคนโดยในการลงคะแนนใหสมาชิกมีสิทธิลงคะแนนเลือกไดหนึ่งคน และเมื่อลงคะแนนเลือกเสร็จสิ้นแลวใหนับคะแนนและประกาศผลการนับคะแนนของสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดในเขตเลือกตั้งนั้น แลวรายงานรายชื่อผูสมัครซึ่งไดรับคะแนนลําดับสูงสุดสองลําดับแรกใหคณะกรรมการสรรหาโดยเร็ว ในกรณีที่มีผูมีคะแนนเทากันมากกวาจํานวนดังกลาว ใหเปนอํานาจของคณะกรรมการสรรหาในการจัดเรียงลําดับ(๕) ใหคณะกรรมการสรรหาสงรายชื่อผูสมัครซึ่งไดรับคะแนนของแตละเขตเลือกตั้งใหคณะกรรมการบริหารพรรค พิจารณาใหความเห็นชอบโดยพิจารณาจากผูมีคะแนนสูงสุดของแตละเขตเลือกตั้งหากคณะกรรมการบริหารพรรคไมเห็นชอบ ใหแสดงเหตุผลและใหพิจารณาผูสมัครซึ่งไดคะแนนในลําดับถัดไปเปนผูสมัครรับเลือกตั้ง ในกรณีที่คณะกรรมการบริหารพรรคไมเห็นชอบกับรายชื่อที่สาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดสงมาทั้งหมดใหคณะกรรมการบริหารพรรค และคณะกรรมการสรรหาประชุมรวมกัน หากที่ประชุมรวมกันมีมติเห็นชอบกับรายชื่อผูสมัครผูใดใหเสนอรายชื่อผูนั้นเปนผูสมัครรับเลือกตั้ง แตถาที่ประชุมรวมกันมีมติไมเห็นชอบกับรายชื่อผูสมัครที่สาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด สงมาทั้งหมด ใหคณะกรรมการสรรหาแจงเหตุผลใหหัวหนาสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด ในเขตเลือกตั้งนั้นทราบ และใหดําเนินการตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) จนกวาจะไดผูสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นสวนที่ ๓หลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกสมาชิกพรรคเพื่อสงเขาสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อขอ ๙๒ การสงผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ใหพรรคจัดทําบัญชีรายชื่อเพื่อสงใหสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดโดยใหคํานึงถึงผูสมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคตาง ๆ และความเทาเทียมกันระหวางชายและหญิงดวยขอ ๙๓ การสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใหดําเนินการตามวิธีการ ดังตอไปนี้ หนา ๑๒๗เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๑) ใหคณะกรรมการสรรหากําหนดวัน เวลา และสถานที่ในการเสนอรายชื่อบุคคลเปนผูสมัครรับเลือกตั้ง และมีหนังสือแจงไปยังคณะกรรมการบริหารพรรค หัวหนาสาขาพรรคตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด และประกาศใหสมาชิกทราบเปนการทั่วไป(๒) เมื่อพนกําหนดเวลาเสนอรายชื่อจากกรรมการบริหารพรรค หัวหนาสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดตาม (๑) ใหคณะกรรมการสรรหาตรวจสอบคุณสมบัติและจัดทําบัญชีรายชื่อ ไมเกินหนึ่งรอยรายชื่อ โดยคํานึงถึงผูสมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคตาง ๆและความเทาเทียมกันระหวางชายและหญิงแลวสงบัญชีรายชื่อดังกลาวไปยังสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด(๓) ใหหัวหนาสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดจัดการประชุมเพื่อใหสมาชิกลงคะแนนเลือกบุคคลในบัญชีรายชื่อตาม (๒) โดยใหสมาชิกลงคะแนนเลือกไดคนละไมเกินสิบหารายชื่อ โดยการประชุมสาขาพรรค ตองมีสมาชิกมาประชุมไมนอยกวาหนึ่งรอยคนหรือการประชุมตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดตองมีสมาชิกมาประชุมไมนอยกวาหาสิบคนเมื่อลงคะแนนเลือกเสร็จสิ้นแลวใหหัวหนาสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดประกาศผลการนับคะแนนของสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดนั้น แลวรายงานไปยังคณะกรรมการสรรหาโดยเร็ว(๔) ใหคณะกรรมการสรรหาจัดทําบัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้ง โดยเรียงลําดับตามผลรวมของคะแนนที่ไดรับจากสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดตาม (๓)ในกรณีที่หัวหนาพรรคประสงคจะเปนผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใหหัวหนาพรรคอยูในบัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งลําดับที่หนึ่งและใหเรียงลําดับรายชื่อตามผลคะแนนดังกลาวในลําดับถัดไปจนครบจํานวน ในกรณีที่คะแนนของบุคคลตามบัญชีรายชื่อเทากันใหเปนอํานาจของคณะกรรมการสรรหาในการจัดเรียงลําดับ(๕) ใหคณะกรรมการสรรหาสงบัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งตาม (๔) ใหคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาใหความเห็นชอบ หากคณะกรรมการบริหารพรรคไมเห็นชอบใหดําเนินการตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) จนกวาจะไดบัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งเพื่อประโยชนในการสงเสริมการมีสวนรวมของสมาชิก ในกรณีที่สมาชิกผูใดมีภูมิลําเนาอยูในเขตเลือกตั้งที่ยังมิไดมีการจัดตั้งสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด ใหถือวาสมาชิกผูนั้นเปนสมาชิกซึ่งมีภูมิลําเนาอยูในเขตเลือกตั้งของสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดที่มีเขตเลือกตั้งใกลเคียงตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองกําหนดหนา ๑๒๘เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ สวนที่ ๔ขอยกเวนในการสงผูสมัครรับเลือกตั้งขอ ๙๔ ในการเลือกตั้งทั่วไปการสงผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ ใหดําเนินการสรรหาตามวิธีการที่กําหนดในขอ ๙๑ และขอ ๙๓เวนแตกรณีที่เปนการสงผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งสําหรับการเลือกตั้งแทนการเลือกตั้งที่เปนโมฆะ หรือการเลือกตั้งใหมในกรณีที่ไมมีผูใดไดรับเลือกตั้งหรือกรณีผูสมัครตายกอนปดการรับสมัครรับเลือกตั้ง ใหคณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งและคณะกรรมการบริหารพรรคเปนผูพิจารณารวมกันสวนที่ ๕การคัดเลือกบุคคลซึ่งพรรคเห็นสมควรจะเสนอใหไดรับพิจารณาแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีขอ ๙๕ ในการเลือกตั้งทั่วไปใหพรรคที่สงผูสมัครรับเลือกตั้ง แจงรายชื่อบุคคลซึ่งพรรคนั้นมีมติเห็นวาจะเสนอใหสภาผูแทนราษฎรเพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีไมเกินสามรายชื่อตอคณะกรรมการการเลือกตั้งกอนปดการรับสมัครเลือกตั้งพรรคจะไมเสนอรายชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งก็ไดขอ ๙๖ การเสนอชื่อบุคคลตามขอ ๙๕ ตองเปนไปตามหลักเกณฑ ดังตอไปนี้(๑) ตองมีหนังสือยินยอมของบุคคลซึ่งไดรับการเสนอชื่อ โดยมีรายละเอียดตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด(๒) ผูไดรับการเสนอชื่อตองเปนผูมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามที่จะเปนรัฐมนตรีตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด และไมเคยทําหนังสือยินยอมตาม (๑) ใหพรรคอื่นในการเลือกตั้งคราวนั้นการเสนอชื่อบุคคลใดที่มิไดเปนไปตามวรรคหนึ่ง ใหถือวาไมมีการเสนอชื่อบุคคลนั้นหมวด ๑๐หลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกบุคคลดํารงตําแหนงทางการเมืองขอ ๙๗ กรณีที่จะมีการแตงตั้งบุคคลเปนผูดํารงตําแหนงทางการเมืองใหพรรคประกาศใหสมาชิกทราบเปนการทั่วไปเพื่อเชิญชวนใหกรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรคตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด และสมาชิกพรรคเสนอชื่อบุคคลที่เห็นสมควรจะเสนอใหไดรับหนา ๑๒๙เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ การพิจารณาแตงตั้งเปนผูดํารงตําแหนงทางการเมืองตอคณะกรรมการบริหารพรรคภายในระยะเวลาที่กําหนดและใหคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามที่กฎหมายกําหนด และเปนบุคคลที่มีความรู ความสามารถ ซื่อสัตยสุจริต มีคุณธรรมจริยธรรมจากรายชื่อบุคคลที่กรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดหรือสมาชิกพรรค เสนอมาเพื่อแตงตั้งเปนผูดํารงตําแหนงทางการเมืองหมวด ๑๑การบริหารการเงินและทรัพยสิน และการจัดทําบัญชีของพรรคสาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดขอ ๙๘ ใหคณะกรรมการบริหารพรรค มีหนาที่บริหารการเงิน ทรัพยสิน และประโยชนอื่นใดของพรรคและสาขาพรรค ตลอดจนจัดใหมีการทําบัญชีใหถูกตองตามความเปนจริงใหหัวหนาสาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดจัดใหมีบัญชีรายรับและรายจายเงินของสาขาพรรค หรือที่ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดไดมีรายรับหรือรายจายโดยบันทึกบัญชีใหแลวเสร็จ ภายในสิบหาวันนับแตวันที่รายการนั้นเกิดขึ้น และสรุปรายงานใหพรรคทราบเปนประจําทุกสิ้นเดือนและปดประกาศไว ณ สํานักงานสาขาพรรค หรือที่ทําการตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดใหหัวหนาสาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดจัดใหมีการทําบัญชีรายชื่อพรอมที่อยูของสมาชิกที่มีภูมิลําเนาอยูในเขตพื้นที่หรือในจังหวัด ซึ่งเปนที่ตั้งของสาขาพรรค หรือในเขตจังหวัดที่ตนเปนตัวแทน และปดประกาศไว ณ สํานักงานสาขาพรรค หรือที่ทําการตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดขอ ๙๙ การลงรายการบัญชีของพรรค ตองมีรายการเอกสารประกอบการลงบัญชีที่ถูกตองครบถวนโดยตองจัดทําภายในระยะเวลา ดังนี้(๑) การลงบัญชีรายวันแสดงรายไดหรือรายรับและแสดงคาใชจายหรือรายจายและบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาค ตองลงรายการใหแลวเสร็จภายในสิบหาวันนับแตรายการนั้นเกิดขึ้น(๒) การลงบัญชีแยกประเภทและบัญชีแสดงรายการทรัพยสินและบัญชีแสดงหนี้สินตองลงรายการใหแลวเสร็จภายในสิบหาวันนับแตวันสิ้นเดือนของเดือนที่รายการนั้นเกิดขึ้นหนา ๑๓๐เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ หมวด ๑๒รายไดของพรรคและอัตราคาธรรมเนียมและคาบํารุงพรรคการเมืองขอ ๑๐๐ พรรคอาจมีรายได ดังตอไปนี้(๑) เงินทุนประเดิมของพรรค(๒) เงินคาธรรมเนียม และคาบํารุงพรรคการเมืองตามที่กําหนดไวในขอบังคับ(๓) เงินที่ไดจากการจําหนายสินคา หรือบริการของพรรค(๔) เงิน ทรัพยสิน และประโยชนอื่นใดที่ไดจากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรค(๕) เงิน ทรัพยสิน และประโยชนอื่นใดที่ไดจากการรับบริจาค(๖) เงินอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง(๗) ดอกผลของเงิน และรายไดที่เกิดจาก เงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดของพรรคการไดมาซึ่งรายไดตาม (๒) (๓) (๔) และ (๕) ตองมีใบเสร็จรับเงิน หรือหลักฐานการไดมาซึ่งรายไดนั้นเปนหนังสือ ทั้งนี้ ตามแบบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด รายไดของพรรคจะนําไปใชเพื่อการอื่นใดนอกจากการดําเนินงานของพรรคมิไดสวนที่ ๑การหารายไดจากการจําหนายสินคาขอ ๑๐๑ พรรคอาจจัดหารายได จากการจําหนายสินคาหรือการใหบริการไดโดยราคาหรือคาตอบแทนจากการจําหนายสินคา หรือการใหบริการใหคํานึงถึงราคาตามปกติในทองที่นั้นการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ตองไมมีลักษณะเปนการแสวงหากําไรมาแบงปนกันในทางธุรกิจขอ ๑๐๒ เมื่อจะมีการจัดจําหนายสินคา หรือบริการในคราวใดใหเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับสินคาหรือบริการ พรอมราคาหรือคาตอบแทนใหคณะกรรมการบริหารพิจารณาใหความเห็นชอบกอนดําเนินการ สถานที่จําหนายสินคา หรือการใหบริการ ไดแก ที่ตั้งสํานักงานใหญ ที่ตั้งสํานักงานสาขาพรรค บริเวณสถานที่จัดระดมทุน บริเวณสถานที่จัดประชุมใหญของพรรค หรือของสาขาพรรคหรือสํานักงานตัวแทนพรรคประจําจังหวัด หนา ๑๓๑เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ ขอ ๑๐๓ เมื่อมีการจัดจําหนายสินคาหรือบริการแลว ใหหัวหนาพรรคจัดทํารายละเอียดเกี่ยวกับตัวสินคาหรือลักษณะการใหบริการ ซึ่งประกอบดวย รายการ จํานวนเงิน หรือมูลคาของสินคาหรืออัตราคาบริการแตละประเภทไวใหครบถวนและถูกตอง ใหพรรคออกใบเสร็จรับเงินตามแบบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนดใหแกผูซื้อสินคา หรือผูใชบริการดวยขอ ๑๐๔ รายไดจากการจําหนายสินคาหรือบริการ ใหบันทึกบัญชีรายวันแสดงรายไดหรือรายรับและนําไปแสดงในงบการเงินประจําปของพรรคใหถูกตองครบถวนตามที่กฎหมายกําหนดขอ ๑๐๕ หามมิใหจําหนายสินคาหรือบริการในชวงเกาสิบวันกอนครบอายุของสภาผูแทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้งในกรณีการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากครบอายุของสภาผูแทนราษฎร หรือในชวงที่มีพระราชกฤษฎีกาใหมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้ง ในกรณีเปนการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากเหตุอื่นนอกจากครบอายุของสภาผูแทนราษฎรสวนที่ ๒การจัดกิจกรรมระดมทุนขอ ๑๐๖ การจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรค ตองกระทําโดยเปดเผยและแสดงวัตถุประสงควาเปนการระดมทุนของพรรคอยางชัดเจน การใหเงินทรัพยสินแกพรรค รวมถึงการใหประโยชนอื่นใดแกพรรคที่ไดจากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคใหอยูภายใตบังคับบทบัญญัติเรื่องการรับบริจาคขอ ๑๐๗ สถานที่จัดกิจกรรมระดมทุน ไดแก ที่ตั้งสํานักงานใหญพรรค ที่ตั้งสํานักงานสาขาพรรคสถานทําการตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด บริเวณสถานที่จัดประชุมใหญของพรรคการเมืองสาขาพรรคการเมือง หรือสถานที่ที่พรรคการเมืองเห็นสมควรขอ ๑๐๘ ภายในสามสิบวันนับแตวันที่จัดกิจกรรมระดมทุนสิ้นสุดลงใหหัวหนาพรรคจัดทํารายละเอียดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมระดมทุนคาใชจายในการจัดกิจกรรม และจํานวนเงินที่ไดรับจากการจัดกิจกรรมระดมทุน และใหหัวหนาพรรคประกาศใหประชาชนทราบเปนการทั่วไป พรอมทั้งแจงใหนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบดวยขอ ๑๐๙ การจัดกิจกรรมระดมทุนใหบันทึกบัญชีรายวันแสดงรายไดหรือรายรับ และบัญชีรายวันแสดงคาใชจายหรือรายจาย และใหแสดงในงบการเงินประจําปของพรรคใหครบถวนถูกตองหนา ๑๓๒เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ สวนที่ ๓การรับบริจาคของพรรคขอ ๑๑๐ ใหหัวหนาพรรคและเหรัญญิกพรรคเปดบัญชีกับธนาคารพาณิชย โดยระบุชื่อเจาของบัญชีพรรคประชาอาสาชาติในการรับบริจาคของพรรคใหหัวหนาพรรคและเหรัญญิกพรรค เปดบัญชีเงินฝากกับธนาคารพาณิชยโดยระบุเจาของบัญชี พรรคประชาอาสาชาติ (เพื่อบริจาค)ใหหัวหนาพรรคแจงหมายเลขบัญชีของบัญชีเงินฝาก และจํานวนเงินที่เปดบัญชีของทุกบัญชีใหนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในเจ็ดวันนับแตวันที่เปดบัญชีขอ ๑๑๑ กรณีรับบริจาคเปนเงินสดใหหัวหนาพรรค และเหรัญญิกพรรคนําเงินฝากไวในบัญชีธนาคารพาณิชยตามขอ ๑๑๐ ภายในเจ็ดวันนับแตวันที่ไดรับบริจาค หากการรับบริจาคเปนตั๋วแลกเงินหรือเช็คจะตองไมถูกปฏิเสธการจายเงิน จึงถือไดวาเปนการบริจาคแกพรรคขอ ๑๑๒ เมื่อมีการบริจาคใหผูรับบริจาคจัดทําบันทึกการรับบริจาคใหแลวเสร็จภายในสามวันนับแตวันที่ไดรับบริจาค และใหจัดสงบันทึกการรับบริจาคพรอมเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดใหแกพรรคภายในเจ็ดวันนับแตวันที่ไดรับบริจาคถาหากทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใดมิอาจนําสงแกพรรคได ใหผูรับบริจาคแจงรายละเอียดเกี่ยวกับการรับบริจาคนั้นใหพรรคทราบขอ ๑๑๓ เมื่อพรรคไดรับหลักฐานการบริจาคแลวใหออกใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการรับบริจาคทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใดตามแบบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนดภายในวันที่ไดรับบริจาคแลวจัดสงใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการรับบริจาคใหแกผูบริจาคภายในเจ็ดวันนับแตที่ออกหลักฐานนั้นขอ ๑๑๔ ใหพรรคทําบันทึกการรับบริจาคไวในบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาคของพรรคใหแลวเสร็จภายในสิบหาวันนับแตวันที่เกิดรายการโดยอยางนอยตองมีรายการ ดังนี้(๑) ชื่อ ที่อยูของพรรค(๒) ชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยูของผูบริจาค(๓) ชื่อตัว ชื่อสกุล และตําแหนงผูรับบริจาค(๔) วัน เดือน ป ที่รับบริจาคหนา ๑๓๓เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ (๕) รายละเอียดการรับบริจาค(๖) จํานวนเงินหรือมูลคาทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใด(๗) เอกสารอางอิง(๘) ลายมือชื่อหัวหนาพรรคและเหรัญญิกพรรคขอ ๑๑๕ ใหหัวหนาพรรคประกาศบัญชีรายชื่อผูบริจาค จํานวนเงิน รายการทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใดที่ไดรับบริจาคที่มีมูลคาไมนอยกวาหาพันบาท ตามแบบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนดพรอมทั้งวัตถุประสงคของการบริจาคเพื่อใหประชาชนทราบเปนประจําทุกสิ้นเดือนแลวแจงใหนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายใน ๑๕ วันนับแตวันที่ประกาศการตีราคาทรัพยสินหรือการประเมินมูลคาประโยชนอื่นใดที่ไดรับจากการบริจาคใหคํานวณตามราคาทรัพยสิน อัตราคาเชาคาตอบแทนหรือคาของสิทธิที่ไดรับตามปกติทางการคาในทองที่นั้นขอ ๑๑๖ หามมิใหรับบริจาคเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดที่มีลักษณะ ดังตอไปนี้(๑) เงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดจากบุคคลใดมีมูลคาเกินสิบลานบาทตอป(๒) เงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดโดยรูหรือควรจะรูวาไดมาโดยไมชอบดวยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยวามีแหลงที่มาโดยไมชอบดวยกฎหมาย(๓) เงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดที่ไดจากการที่ขาราชการการเมืองใชสถานะหรือตําแหนงหนาที่เรี่ยไรหรือชักชวนใหมีการบริจาคแกพรรค หรือผูสมัครรับเลือกตั้ง(๔) เงินบริจาคจากหนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หนวยงานอื่นใดของรัฐหรือกิจการที่รัฐถือหุนใหญ วัด หรือนิติบุคคลอื่นที่มีวัตถุประสงคเพื่อการศาสนาและองคกรทางศาสนาไมวาจะมีสถานะเปนนิติบุคคลหรือไมดวย(๕) รับบริจาคจากบุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคลที่มีขอหามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง สวนที่ ๔อัตราคาธรรมเนียมและคาบํารุงพรรคการเมืองขอ ๑๑๗ สมาชิกพรรคตองชําระคาธรรมเนียมและคาบํารุงพรรคการเมืองปละไมนอยกวาหนึ่งรอยบาทและแบบตลอดชีพไมนอยกวาสองพันบาท หนา ๑๓๔เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ เพื่อประโยชนในการนับรอบระยะเวลาการชําระคาบํารุงพรรคการเมืองประจําปของสมาชิกใหถือวารอบระยะเวลาการชําระคาบํารุงพรรคการเมืองประจําปของปที่สมาชิกไดชําระคาบํารุงพรรคการเมืองเปนครั้งแรกสิ้นสุดลงในวันสิ้นปปฏิทินของปเดียวกันนั้น และใหเริ่มตนนับรอบระยะเวลาการชําระคาบํารุงพรรคการเมืองประจําปของปถัดไปใหม โดยใหเริ่มตนนับตั้งแตวันที่ ๑ มกราคม และสิ้นสุดลงในวันที่๓๑ ธันวาคมของปเดียวกัน ทั้งนี้ สมาชิกพรรคอาจชําระคาบํารุงพรรคการเมืองประจําปของปถัดไปภายในกรอบระยะเวลาดังกลาวเมื่อใดก็ไดขอ ๑๑๘ คาบํารุงพรรคการเมือง มีดังนี้(๑) คาบํารุงพรรคการเมืองแบบตลอดชีพ อัตรา ๒,๐๐๐ บาท (สองพันบาท)(๒) คาบํารุงพรรคการเมืองแบบรายปอัตราปละ ๑๐๐ บาท (หนึ่งรอยบาท)หมวด ๑๓การใชจายของพรรคขอ ๑๑๙ เงินและทรัพยสินของพรรคตองนําไปใชจายเพื่อดําเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคคาใชจายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของพรรคและสมาชิก และคาใชจายในการบริหารพรรคพรรคตองเปดเผยคาใชจายในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธการดําเนินกิจกรรมของพรรคทุกประเภทเพื่อใหสมาชิกและประชาชนทราบเปนการทั่วไป โดยปดประกาศ ณ ที่ทําการของพรรคหรือเผยแพรผานในระบบฐานขอมูลพรรคการเมือง หรือวิธีการอื่นใดที่เขาถึงไดโดยสะดวกภายในระยะเวลาสามสิบวันนับแตไดดําเนินการเสร็จสิ้นแลวขอ ๑๒๐ ในกรณีที่พรรค ผูบริหารพรรค หรือบุคคลใดใหเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดแกสมาชิกซึ่งดํารงตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ไมวาโดยทางตรงหรือทางออม และไมวาจะใหเปนประจําหรือเปนครั้งเปนคราว ถาการใหหรือรับเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดนั้นไมเปนความผิดตามมาตรา ๑๔๔ หรือมาตรา ๑๔๙ แหงประมวลกฎหมายอาญา ใหพรรค ผูบริหารพรรค หรือบุคคลนั้นแลวแตกรณี แจงใหนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบถึงการใหเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดนั้นและประกาศใหประชาชนทราบเปนการทั่วไปดวยหามมิใหสมาชิกซึ่งดํารงตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎรรับเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดจากบุคคลใดโดยไมมีมูลอันจะอางไดตามกฎหมาย เวนแตเงินที่ไดมีการแจงไวตามวรรคหนึ่งหนา ๑๓๕เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ ขอ ๑๒๑ ใหเปนหนาที่ของคณะกรรมการบริหารพรรค ที่จะตองตรวจสอบและควบคุมมิใหมีการนําเงินหรือทรัพยสินของพรรคไปใชจายเพื่อการอื่นใด นอกจากที่กําหนดไวในขอ ๑๑๙ และขอ ๑๒๐หมวด ๑๔การเลิกพรรค สาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจําจังหวัดขอ ๑๒๒ การยุบเลิกสาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจําจังหวัดใหเปนไปตามมติของคณะกรรมการบริหารในกรณีกรรมการบริหารพรรคพนจากตําแหนงทั้งคณะดวยเหตุพนจากสมาชิกพรรคใหถือวาเปนเหตุใหเลิกพรรคขอ ๑๒๓ ในกรณีที่พรรคตองสิ้นสภาพความเปนพรรคการเมือง หรือยุบพรรคใหทรัพยสินของพรรคที่เหลือภายหลังจากชําระบัญชี แลวตกเปนของมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช สาขาทาบอรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคประชาอาสาชาติรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคประชาอาสาชาติ จํานวน ๒๐ คน ประกอบดวย๑. วาที่รอยโท จิระเดช พรหมนา หัวหนาพรรค๒. วาที่รอยตรี สุธน พิทักษ เลขาธิการพรรค๓. นางวริยา พรหมนา เหรัญญิกพรรค๔. นายอัครเดช วิทยาบํารุง นายทะเบียนสมาชิกพรรค๕. นาวาตรี วินัย ยศสมุทร โฆษกพรรค๖. วาที่รอยโท วิชัย วิจิตรานนท กรรมการบริหารพรรค๗. รอยตรี ปราโมทย โหงอ่ํา ร.น. กรรมการบริหารพรรค๘. ดาบตํารวจ สังคม วิทยาบํารุง กรรมการบริหารพรรค๙. นายบุญคุม ชายทวีป กรรมการบริหารพรรค๑๐. นายชัยวัฒน เคณาภูมิ กรรมการบริหารพรรค๑๑. นางปทิตตา คําชอบ กรรมการบริหารพรรค๑๒. นางสมานจิตร โคตรชมภู กรรมการบริหารพรรค๑๓. นายเลง มาลา กรรมการบริหารพรรคหนา ๑๓๖เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗ ๑๔. นางสาวอัญศิราพร อนันตชัยวณิช กรรมการบริหารพรรค๑๕. นางสาวซูไวบะห สามะ กรรมการบริหารพรรค๑๖. นายถนอม มะสาเหล็ม กรรมการบริหารพรรค๑๗. นายจิรายุ ยศสมุทร กรรมการบริหารพรรค๑๘. นางกรกมล ถาวร กรรมการบริหารพรรค๑๙. นายวันมุสตอฟา ยูโซะ กรรมการบริหารพรรค๒๐. นางกัลยรัตน สุพรรณมี กรรมการบริหารพรรคจึงประกาศใหทราบโดยทั่วกันประกาศ ณ วันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๖แสวง บุญมีเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งนายทะเบียนพรรคการเมืองหนา ๑๓๗เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๒๖ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๗Powered by TCPDF (www.tcpdf.org)