คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต [คดีหมายเลขดำที่ อม. ๑๑/๒๕๖๕ คดีหมายเลขแดงที่ อม. ๓๐/๒๕๖๖ ระหว่าง อัยการสูงสุด โจทก์ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำเลย]
undated
Original PDF at ratchakitcha.soc.go.th
The text below was extracted from the PDF's own text layer, not by OCR. The linked PDF is the record; treat this as an extract of it.
(อม.๓๓)คําพิพากษา คดีหมายเลขดําที่ อม. ๑๑/๒๕๖๕คดีหมายเลขแดงที่ อม. ๓๐/๒๕๖๖ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองวันที่ ๒๖ เดือน ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖อัยการสูงสุด โจทกนางสาวยิ่งลักษณ ชินวัตร จําเลยเรื่อง ความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการ ความผิดตอพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริตโจทกฟองและแกฟองวา จําเลยดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีและรักษาการนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหนารัฐบาล ซึ่งเปนเจาพนักงานและเจาหนาที่ของรัฐ มีอํานาจหนาที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑ ซึ่งรวมถึงกํากับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผนดินมอบหมายใหรองนายกรัฐมนตรีกํากับการบริหารราชการของกระทรวงหรือทบวง บังคับบัญชาขาราชการฝายบริหารทุกตําแหนง สั่งใหขาราชการซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรมหนึ่งมาปฏิบัติราชการสํานักนายกรัฐมนตรีแตงตั้งขาราชการซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรมหนึ่งไปดํารงตําแหนงของอีกกระทรวง ทบวง กรมหนึ่งแตงตั้งขาราชการการเมืองใหปฏิบัติราชการในสํานักนายกรัฐมนตรี จําเลยในฐานะนายกรัฐมนตรีมีหนาที่กํากับดูแลทุกหนวยงานของรัฐ และเปนผูบังคับบัญชาเจาหนาที่ของรัฐ และมีอํานาจกํากับดูแลกิจการทั่วไปในหนวยงานของรัฐทุกหนวย ทั้งในสวนของการปฏิบัติราชการในการกํากับดูแลโดยตรงระหวาง หนา ๓๗เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗
และมอบหมายใหรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีแตยังคงมีหนาที่ติดตามผลการปฏิบัติราชการของผูรับมอบอํานาจ จําเลยในฐานะหัวหนาฝายบริหารจึงมีอํานาจกําหนดและกํากับนโยบายสูงสุดในการบริหารราชการแผนดินตามแนวนโยบายพื้นฐานแหงรัฐอีกทั้งกํากับดูแลและบังคับบัญชาใหเจาหนาที่ของรัฐฝายบริหาร ตระเตรียม และปฏิบัติการใหเปนไปตามนโยบายที่ฝายบริหารกําหนด รวมทั้งมีอํานาจหนาที่รับผิดชอบนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงตอรัฐสภาเมื่อระหวางวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ถึงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๔ เวลากลางวันและกลางคืนตอเนื่องกันจําเลยออกคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๔๑/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ เรื่อง มอบหมายและมอบอํานาจใหรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีโดยมอบหมายและมอบอํานาจใหรองนายกรัฐมนตรี (รอยตํารวจเอก เฉลิม อยูบํารุง) กํากับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการสํานักงานตํารวจแหงชาติแทน มอบหมายและมอบอํานาจใหรองนายกรัฐมนตรี(พลตํารวจเอก โกวิท วัฒนะ) กํากับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการสํานักงานสภาความมั่นคงแหงชาติแทนและมอบหมายและมอบอํานาจใหรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นางสาวกฤษณา สีหลักษณ)สั่งและปฏิบัติราชการสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแทน ตอมาวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๔ รอยตํารวจเอก เฉลิมใหสัมภาษณตอสื่อมวลชนวา “พลตํารวจเอก วิเชียร พจนโพธิ์ศรี ผูบัญชาการตํารวจแหงชาติเหมาะสมที่จะไปดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติมากกวาปลัดกระทรวงการทองเที่ยวและกีฬาเพราะเปนผูมีความสุขุมและเชี่ยวชาญในเรื่องของการวางแผน แตไมเชี่ยวชาญในเรื่องของการปราบปรามทั้งนี้ เรื่องดังกลาวไดพูดคุยกับพลตํารวจเอก วิเชียร ดวยตนเองแลว สวน นายถวิล เปลี่ยนศรี ยังไมทราบวาจะใหนั่งในตําแหนงใด แตหากตนเปน นายถวิล ก็คงจะขอยายตัวเอง เพราะที่ผานมาทําหนาที่เปนเลขาธิการศูนยอํานวยการแกไขสถานการณฉุกเฉิน (ศอฉ.) รัฐบาลคงไมตองการใหอยู” “จะเสนอชื่อ พลตํารวจเอก เพรียวพันธ ดามาพงศขึ้นเปน ผบ.ตร. คนใหมหลังจากตัดสินใจยาย พลตํารวจเอก วิเชียร ไปเปนเลขาธิการ สมช. ซึ่งจะโยก นายถวิลไปประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ...คุยกับนายกฯ แลว มอบหมายใหตนจัดการเต็มที่” “...พลตํารวจเอก วิเชียรไดสงจดหมายวาสมัครใจจะไปเปนเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติ ซึ่งจะเสนอชื่อในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๔ สวน นายถวิล อาจจะยายไปเปนที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝายขาราชการประจําหรือตําแหนงอื่น...” “...นายถวิล เปนเลขาธิการ สมช. ที่ทํางานในคณะรัฐมนตรีพรรคประชาธิปตยมากอนหนา ๓๘เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗
จึงเปนไปไมไดที่จะมานั่งทํางานกับรัฐบาลชุดนี้...” และวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๔ รอยตํารวจเอก เฉลิมใหสัมภาษณอีกวา “การปรับ นายถวิล ออกจากตําแหนงเลขาธิการ สมช. เพื่อปรับเปลี่ยนให พลตํารวจเอก วิเชียร มาอยูในตําแหนงนี้ เพื่อเอาพลตํารวจเอก เพรียวพันธ ดามาพงศ มาปราบปรามยาเสพติดและปราบอาชญากรรมคูกับพลตํารวจเอก ภาณุพงศ สิงหรา ณ อยุธยา รองผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ ไมไดมีขอเท็จจริงเปนอยางอื่นสวนการใหความเปนธรรมกับ นายถวิล นั้น ขึ้นอยูกับนายกรัฐมนตรีจะพิจารณา เพราะไดรับมอบหมายใหรัฐมนตรีเสนอ ก็เสนอตามขั้นตอน ...” ตอมาวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๔ นายบัณฑูร สุภัควณิชเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จัดทําบันทึกขอความ ลับมาก ที่ นร ๐๔๐๑.๒/๒๔๑๘ ลงวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๔ซึ่งตรงกับวันอาทิตย ถึงรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นางสาวกฤษณา สีหลักษณ) แจงวาเห็นควรใหความเห็นชอบและยินยอมรับโอน นายถวิล และดําเนินการทาบทามขอรับความเห็นชอบและยินยอมจากรองนายกรัฐมนตรี (พลตํารวจเอก โกวิท) กับจัดทําบันทึกขอความ ลับมาก ที่ นร ๐๔๐๑.๒/๘๓๐๓ลงวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๔ ถึงรองนายกรัฐมนตรี (พลตํารวจเอก โกวิท) แจงวา รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีใหความเห็นชอบและยินยอมรับโอน นายถวิล มาแตงตั้งใหดํารงตําแหนงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝายขาราชการประจํา ตําแหนงเลขที่ ๖ สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สํานักนายกรัฐมนตรีแลวซึ่งเปนความเท็จ เนื่องจาก นางสาวกฤษณา ยังไมไดพิจารณาใหความเห็นชอบตามขอเสนอดังกลาวของ นายบัณฑูร วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๔ นางสาวกฤษณา และพลตํารวจเอก โกวิท ใหความเห็นชอบตามขอเสนอของ นายบัณฑูร แลว นางสาวกฤษณา มีหนังสือสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลับมากที่ นร ๐๔๐๑.๒/๘๓๐๒ ลงวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๔ ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อขอใหนําเรื่องการโอน นายถวิล มาปฏิบัติราชการที่สํานักนายกรัฐมนตรี เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ โดยแจงวาเปนเรื่องที่มีความจําเปนเรงดวนขอใหนําเสนอคณะรัฐมนตรีเปนวาระจร ซึ่งจําเลยไดอนุมัติใหเสนอคณะรัฐมนตรีเปนวาระจรในวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๔ เมื่อถึงวันดังกลาวที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติใหโอนนายถวิล จากตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติมาแตงตั้งใหดํารงตําแหนงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝายขาราชการประจําตามที่จําเลย รอยตํารวจเอก เฉลิม พลตํารวจเอก โกวิท และ นางสาวกฤษณาไดเขารวมประชุมและลงมติอนุมัติ วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔ นายบัณฑูร มีบันทึกขอความ ที่ สบก.(กบค.)๒๔๕๓/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔ เสนอจําเลย เพื่อใหมีคําสั่งให นายถวิล มาปฏิบัติราชการหนา ๓๙เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗
ที่สํานักนายกรัฐมนตรี จําเลยลงนามคําสั่งนายกรัฐมนตรีที่ ๑๕๒/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔เรื่อง ใหขาราชการมาปฏิบัติราชการสํานักนายกรัฐมนตรี เพื่อให นายถวิล มาปฏิบัติราชการสํานักนายกรัฐมนตรีแลว นายบัณฑูร มีบันทึกขอความสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ สบก.(กบค.) ๒๔๖๖/๒๕๕๔ลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔ เสนอจําเลยให นายถวิล อยูในบังคับบัญชาของรองนายกรัฐมนตรี (พลตํารวจเอก โกวิท)และมอบหมายใหปฏิบัติราชการประจํารองนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับงานดานความมั่นคงของประเทศในการอํานวยการและประสานการปฏิบัติตามนโยบายและยุทธศาสตรความมั่นคงแหงชาติกับหนวยงานของรัฐภาคเอกชน สถาบันวิชาการและสถาบันการศึกษาใหสอดคลองกันและมีบูรณาการและเสนอแนะและจัดทํานโยบาย อํานวยการ พัฒนา ประสานการจัดการและติดตามประเมินผลดานการขาวกรองการตอตานการขาวกรอง การรักษาความปลอดภัยแหงชาติ รวมทั้งเสนอแนะแนวทางในการพัฒนานโยบายอํานวยการขาวกรอง การพัฒนาองคกรขาวกรองและการตอตานขาวกรอง รวมทั้งการปฏิบัติราชการดานอื่น ๆตามที่ไดรับมอบหมาย จําเลยลงนามรับทราบและเห็นชอบใหดําเนินการตอไปตามที่เสนอ วันที่๒๙ กันยายน ๒๕๕๔ พลตํารวจเอก โกวิท มีหนังสือสํานักงานสภาความมั่นคงแหงชาติ ที่ นร ๐๘๐๑/๕๔๑๑ลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๔ ถึงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติแจงขอรับโอนพลตํารวจเอก วิเชียรไปดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติ สํานักงานสภาความมั่นคงแหงชาติ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ให นายถวิล พนจากตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝายขาราชการประจํา สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีสํานักนายกรัฐมนตรี ตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ โดยจําเลยเปนผูรับสนองพระบรมราชโองการ วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๔ พลตํารวจเอก โกวิท มีหนังสือสํานักงานสภาความมั่นคงแหงชาติ ลับมาก ดวนที่สุด ที่ นร ๐๘๐๑/๑๑๐๓ ลงวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๔ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แจงวาพลตํารวจเอก โกวิท และรอยตํารวจเอก เฉลิม พิจารณาเห็นชอบใหรับโอนพลตํารวจเอก วิเชียร มาแตงตั้งใหดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติ วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๔จําเลยในฐานะนายกรัฐมนตรีรวมกับคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแตงตั้งพลตํารวจเอก วิเชียร ใหดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติ ตามที่พลตํารวจเอก โกวิท เสนอ และไดมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯใหพลตํารวจเอก วิเชียร พนจากตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงเลขาธิการหนา ๔๐เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗
สภาความมั่นคงแหงชาติตั้งแตวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ โดยจําเลยเปนผูรับสนองพระบรมราชโองการและมีผลใหตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติวางลง วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๔ จําเลยในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายตํารวจแหงชาติเสนอชื่อพลตํารวจเอก เพรียวพันธ ดามาพงศรองผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ ซึ่งเปนเครือญาติของจําเลยใหดํารงตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติตอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตํารวจแหงชาติ (ก.ต.ช.) ในการประชุมครั้งที่ ๕/๒๕๕๔จําเลยและกรรมการนโยบายตํารวจแหงชาติคนอื่นมีมติเห็นชอบตามที่จําเลยเสนอ ตอมามีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหพลตํารวจเอก เพรียวพันธ พนจากตําแหนงรองผูบัญชาการตํารวจแหงชาติและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ ตั้งแตวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๔ จําเลยเปนผูรับสนองพระบรมราชโองการตอมา นายถวิล เขารองทุกขตอคณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรม แตคณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรมเห็นวาคํารองทุกขฟงไมขึ้น ใหยกคํารองทุกข นายถวิล จึงฟองจําเลยและคณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรมตอศาลปกครองกลาง ตอมาวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ ๒๕๕๗ ศาลปกครองสูงสุดมีคําพิพากษาวาจําเลยมีคําสั่งโอน นายถวิล เปนการใชดุลพินิจโดยมิชอบ เนื่องจากเหตุผลในการมีคําสั่งมิไดเปนไปตามที่จําเลยอางทั้งไมปรากฏวาจําเลยไดอางเหตุผลวา นายถวิล ปฏิบัติหนาที่โดยไมมีประสิทธิภาพ มีขอบกพรองหรือไมสนองนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะถือไดวามีเหตุผลสมควรที่ผูบังคับบัญชาสามารถสั่งโอนไดตามความเหมาะสมตามคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคดีหมายเลขดําที่ อ.๙๙๒/๒๕๕๖ หมายเลขแดงที่ อ.๓๓/๒๕๕๗วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยที่ ๙/๒๕๕๗ ใหจําเลยพนจากตําแหนงนายกรัฐมนตรีเปนการเฉพาะตัว สรุปไดวาจําเลยดําเนินการแตงตั้ง โยกยาย และให นายถวิล พนจากตําแหนงเปนสวนหนึ่งของกระบวนการเดียวกันและมีความเชื่อมโยงกันกับการบรรจุแตงตั้งพลตํารวจเอก เพรียวพันธขึ้นดํารงตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ อันแสดงใหเห็นถึงการมีผลประโยชนทับซอนและมีวาระซอนเรนโดยจําเลยใชสถานะหรือตําแหนงการเปนนายกรัฐมนตรีเขาไปกาวกายแทรกแซงการแตงตั้ง โยกยายหรือการใหพนจากตําแหนงขาราชการซึ่งมีตําแหนงเงินเดือนประจําและมิใชขาราชการการเมืองอันเปนการตองหามตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ การกระทําของจําเลยตั้งแตการดําเนินการแตงตั้ง โยกยาย และให นายถวิล พนจากตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติโดยไมไดปฏิบัติตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๕๗ วรรคสองหนา ๔๑เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗
เปนสวนหนึ่งและเชื่อมโยงกับการโอนยายพลตํารวจเอก วิเชียร ซึ่งขณะนั้นดํารงตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติใหไปดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติ และบรรจุแตงตั้งพลตํารวจเอก เพรียวพันธขึ้นดํารงตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ ถือไดวาเปนการเขาไปแทรกแซงและกาวกายการแตงตั้งโยกยาย หรือการใหพนจากตําแหนงขาราชการซึ่งมีตําแหนงเงินเดือนประจําและมิใชขาราชการการเมืองอันเปนการตองหามตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๖๘ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๒) (๓) และเปนไปเพื่อประโยชนของพลตํารวจเอก เพรียวพันธ เครือญาติของจําเลยเนื่องจากพลตํารวจเอก วิเชียร มีกําหนดเกษียณอายุราชการในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ หากยังดํารงตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ พลตํารวจเอก เพรียวพันธ มีกําหนดเกษียณอายุราชการ ในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔(ที่ถูก ๒๕๕๕) ยอมไมมีโอกาสดํารงตําแหนงดังกลาว อันเปนความผิดฐานเปนเจาพนักงานปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบ เพื่อใหเกิดความเสียหายแกผูหนึ่งผูใด หรือปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยทุจริต และฐานเปนเจาหนาที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติอยางใดในตําแหนงหรือหนาที่หรือใชอํานาจในตําแหนงหรือหนาที่โดยมิชอบเพื่อใหเกิดความเสียหายแกผูหนึ่งผูใด หรือปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยทุจริต เหตุเกิดที่ทําเนียบรัฐบาล แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จําเลยเปนบุคคลเดียวกับจําเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม.๒๑๑/๒๕๖๐ และจําเลยที่ ๑ ในคดีอาญาหมายเลขดําที่ อม.๒/๒๕๖๕ ของศาลนี้ ขอใหลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒๓/๑ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑มาตรา ๑๙๒ และนับโทษจําคุกจําเลยในคดีนี้ตอจากโทษจําคุกของจําเลยในคดีดังกลาวศาลมีคําสั่งประทับรับฟองไวพิจารณากรณีไมปรากฏจําเลยตอหนาศาล ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗ศาลสงหมายเรียกและสําเนาคําฟองใหจําเลยทราบโดยชอบแลว จําเลยไมมาศาล ศาลออกหมายจับแลวไมสามารถจับตัวไดภายในกําหนด จึงพิจารณาคดีโดยไมตองกระทําตอหนาจําเลย แตจําเลยตั้งทนายความมาดําเนินการแทน ตามมาตรา ๒๘ จําเลยไมมาศาลในวันนัดพิจารณาครั้งแรก ถือวาจําเลยใหการปฏิเสธตามมาตรา ๓๓ วรรคสาม หนา ๔๒เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗
พิเคราะหพยานหลักฐานจากการไตสวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองประกอบสํานวนการไตสวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แลว ขอเท็จจริงเบื้องตนที่คูความรับกันและไมโตแยงกันฟงไดวาเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ จําเลยดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี จึงเปนเจาหนาที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔ ประกอบมาตรา ๑๙๘วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ จําเลยแถลงนโยบายตอรัฐสภา ตามเอกสารหมาย จ.๔๗ วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๔จําเลยมีคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๔๑/๒๕๕๔ มอบหมายและมอบอํานาจใหรองนายกรัฐมนตรี(รอยตํารวจเอก เฉลิม อยูบํารุง) กํากับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการสํานักงานตํารวจแหงชาติแทนใหรองนายกรัฐมนตรี (พลตํารวจเอก โกวิท วัฒนะ) กํากับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการสํานักงานสภาความมั่นคงแหงชาติแทน ใหรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นางสาวกฤษณา สีหลักษณ)สั่งและปฏิบัติราชการสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแทนตามเอกสารหมาย จ.๗๒ วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๔นายบัณฑูร สุภัควณิช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีบันทึกขอความ ลับมาก ที่ นร ๐๔๐๑.๒/๒๔๑๘ลงวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๔ (ซึ่งเปนวันอาทิตย) ถึงรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นางสาวกฤษณา)เพื่อขอความเห็นชอบและยินยอมการรับโอน นายถวิล มาดํารงตําแหนงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝายขาราชการประจําและดําเนินการทาบทามขอรับความเห็นชอบและยินยอมจากรองนายกรัฐมนตรี (พลตํารวจเอก โกวิท)ตามเอกสารหมาย จ.๑๑๔ หนา ๑๒๐๑ และ ๑๒๐๒ กับมีบันทึกขอความ ลับมาก ที่ นร ๐๔๐๑.๒/๘๓๐๓ถึงรองนายกรัฐมนตรี (พลตํารวจเอก โกวิท) เพื่อขอรับโอน นายถวิล มาดํารงตําแหนงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝายขาราชการประจํา โดยระบุวารัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นางสาวกฤษณา) ในฐานะรัฐมนตรีเจาสังกัดใหความเห็นชอบและยินยอมการรับโอนแลว ซึ่ง นางสาวกฤษณา และพลตํารวจเอก โกวิท ลงนามเห็นชอบตามเอกสารหมาย จ.๑๑๔ หนา ๑๒๐๓ และ ๑๒๐๔ วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๔ นางสาวกฤษณามีหนังสือ ลับมาก ที่ นร ๐๔๐๑.๒/๘๓๐๒ ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีขอใหนําเรื่องการรับโอนขาราชการดังกลาวเสนอใหคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ ตามเอกสารหมาย จ.๗๕ และแจงดวยวาเปนเรื่องที่มีความจําเปนเรงดวน ตามมาตรา ๙ แหงพระราชกฤษฎีกาวาดวยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๘ ขอใหนําเสนอคณะรัฐมนตรีเปนวาระจรในวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๔ซึ่งจําเลยลงนามอนุมัติตามเสนอ ตามเอกสารหมาย จ.๑๔๘ หนา ๒๔๗๗ ในวันเดียวกัน นายบัณฑูรหนา ๔๓เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗
มีบันทึกรายงานขั้นตอนการขอรับโอน นายถวิล ใหนายกรัฐมนตรีทราบ ตามเอกสารหมาย จ.๘๖วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๔ สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีตรวจสอบพบวาวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๔ตรงกับวันอาทิตย จึงไดมีการแกไขบันทึกขอความตามเอกสารหมาย จ.๑๑๔ หนา ๑๒๐๑ ถึง ๑๒๐๔เปนวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๔ ตอมาวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๔ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการโอน นายถวิล มาแตงตั้งใหดํารงตําแหนงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝายขาราชการประจํา ตามสรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเอกสารหมาย จ.๓๕ วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔ นายบัณฑูร มีบันทึกเสนอจําเลยเพื่อลงนามคําสั่งให นายถวิล มาปฏิบัติราชการที่สํานักนายกรัฐมนตรี ตามเอกสารหมาย จ.๗๘ จําเลยจึงลงนามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีที่ ๑๕๒/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔ ตามเอกสารหมาย จ.๘๑วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๔ นายบัณฑูร มีหนังสือแจงคําสั่งให นายถวิล ทราบตามหนังสือเอกสารหมาย จ.๘๐วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๔ นายถวิล ยื่นคํารองทุกขตอคณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรม ขอใหมีคําสั่งเพิกถอนคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีที่ใหไปปฏิบัติราชการสํานักนายกรัฐมนตรี และขอกลับไปดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติ ตามเอกสารหมาย จ.๑๐๓ วันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๔พลตํารวจเอก โกวิท มีหนังสือถึงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ แจงวาขอรับโอนพลตํารวจเอก วิเชียร พจนโพธิ์ศรีไปดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติ ตามเอกสารหมาย จ.๑๖๐ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ไดมีประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีแตงตั้งให นายถวิล ดํารงตําแหนงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝายขาราชการประจําตามเอกสารหมาย จ.๖๘ ในวันเดียวกันพลตํารวจเอก วิเชียร มีหนังสือถึงพลตํารวจเอก โกวิท แจงวาสมัครใจโอนไปดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติ ตามเอกสารหมาย จ.๑๖๑ วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๔พลตํารวจเอก โกวิท มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แจงวาพลตํารวจเอก โกวิท และรอยตํารวจเอก เฉลิมพิจารณาเห็นชอบใหรับโอนพลตํารวจเอก วิเชียร มาแตงตั้งใหดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติตามเอกสารหมาย จ.๔๒ วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ จําเลยในฐานะนายกรัฐมนตรีรวมกับคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแตงตั้งพลตํารวจเอก วิเชียร ใหดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติตามที่พลตํารวจเอก โกวิทเสนอตามสําเนาสรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเอกสารหมาย จ.๔๑ วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ไดมีประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีแตงตั้งพลตํารวจเอก วิเชียร ดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติตามเอกสารหมาย จ.๓๗ มีผลทําใหตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติวางลง วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๔จําเลยในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายตํารวจแหงชาติ เสนอชื่อพลตํารวจเอก เพรียวพันธ ดามาพงศหนา ๔๔เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗
รองผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ ซึ่งเปนพี่ชายของอดีตภริยาของพี่ชายจําเลย ใหดํารงตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติตอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตํารวจแหงชาติ (ก.ต.ช.) ในการประชุมครั้งที่ ๕/๒๕๕๔ตามสําเนารายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.๙๗ ตอมาไดมีประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีแตงตั้งใหพลตํารวจเอก เพรียวพันธ ดํารงตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ ตั้งแตวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๔ตามเอกสารหมาย จ.๓๙ วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๕ คณะกรรมการวินิจฉัยรองทุกขมีคําวินิจฉัยสรุปความเห็นวาการสับเปลี่ยนบุคคลในตําแหนงระดับสูงขององคกรตาง ๆ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดินพ.ศ. ๒๕๓๔ และที่แกไขเพิ่มเติม ไดใหอํานาจนายกรัฐมนตรี ในฐานะผูบังคับบัญชาสูงสุดใชดุลพินิจในการคัดเลือกบุคคลมาปฏิบัติงานเพื่อประโยชนในการบริหาร ขอเท็จจริงยังไมเพียงพอที่จะฟงไดวาเปนการใชดุลพินิจโดยมิชอบ แตอยางใด ใหยกคํารองทุกข ตามเอกสารหมาย จ.๑๐๓ หนา ๘๑๒ ถึง ๘๓๓ตอมาวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๕ คณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรมมีคําวินิจฉัยใหยกคํารองทุกขตามเอกสารหมาย จ.๑๐๓ หนา ๘๔๗ ถึง ๘๗๐ วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๕ นายถวิล ยื่นฟองตอศาลปกครองกลางเปนคดีหมายเลขดําที่ ๖๓๕/๒๕๕๕ ขอใหเพิกถอนคําสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๕๒/๒๕๕๔ลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔ และใหผูฟองคดีกลับไปดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติตามเอกสารหมาย จ.๑๔๑ หนา ๒๑๗๐ ถึง ๒๑๘๕ วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ศาลปกครองกลางมีคําพิพากษาใหเพิกถอนคําสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๕๒/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔ และใหผูฟองคดีกลับไปดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติ และเพิกถอนประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ ที่ใหผูฟองคดีพนจากตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติโดยใหมีผลยอนหลังไปถึงวันที่มีคําสั่งและประกาศฉบับดังกลาวมีผลบังคับ ตามสําเนาคําพิพากษาคดีหมายเลขดําที่ ๖๓๕/๒๕๕๕ หมายเลขแดงที่ ๘๔๗/๒๕๕๖ เอกสารหมาย จ.๑๐๙ วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ ๒๕๕๗ศาลปกครองสูงสุดมีคําพิพากษาวา การโอนผูฟองคดีจากตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติมาแตงตั้งใหดํารงตําแหนงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝายขาราชการประจํา ตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ เปนการกระทําที่ไมชอบดวยกฎหมาย ใหเพิกถอนประกาศดังกลาวและใหมีผลยอนหลังไปถึงวันที่ประกาศมีผลใชบังคับ ตามสําเนาคําพิพากษา คดีหมายเลขดําที่ อ.๙๙๒/๒๕๕๖หมายเลขแดงที่ อ.๓๓/๒๕๕๗ เอกสารหมาย จ.๑๑๐ วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๗ นายไพบูลย นิติตะวันสมาชิกวุฒิสภา และคณะ รวม ๒๘ คน มีหนังสือถึงประธานวุฒิสภาขอใหสงความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาหนา ๔๕เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗
เพื่อขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาจําเลยกระทําการอันตองหามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๘เปนเหตุใหความเปนรัฐมนตรีของจําเลยสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา ๑๘๒ (๗) โดยอางคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ตามเอกสารหมาย จ.๑๑๔ วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยที่ ๙/๒๕๕๗ วา จําเลยใชสถานะหรือตําแหนงการเปนนายกรัฐมนตรีเขาไปกาวกายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชนของตนเอง ของผูอื่น หรือของพรรคการเมือง ในเรื่องการบรรจุ แตงตั้งโยกยาย โอน เลื่อนตําแหนง เลื่อนเงินเดือนหรือการพนจากตําแหนงของขาราชการซึ่งมีตําแหนงหรือเงินเดือนประจําและมิใชขาราชการการเมือง จึงตองดวยรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖๖ (๒) และ (๓)และถือเปนการกระทําตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๘ อันมีผลทําใหความเปนรัฐมนตรีของจําเลยสิ้นสุดลงเปนการเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗) ตามสําเนาคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเอกสารหมาย จ.๑๑๒ คณะกรรมการ ป.ป.ช. แตงตั้งคณะอนุกรรมการไตสวนดําเนินการไตสวนขอเท็จจริงแลวมีมติวา การกระทําของจําเลยมีมูลเปนความผิดตามขอกลาวหา จึงสงรายงาน เอกสารและความเห็นไปยังโจทก ตอมาโจทกและคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไดตั้งคณะทํางานเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานใหสมบูรณ โจทกจึงยื่นฟองจําเลยเปนคดีนี้ปญหาตองวินิจฉัยประการแรกมีวา ฟองโจทกชอบดวยกฎหมายหรือไม จําเลยใหการตอสูวาฟองโจทกไมไดบรรยายถึงการกระทําทั้งหลายที่อางวาจําเลยไดกระทําผิดนั้น เห็นวา การดําเนินคดีในระบบไตสวนเปนหนาที่ของศาลที่จะตองตรวจคําฟองวาชอบดวยกฎหมายหรือไมกอนที่จะมีคําสั่งใหประทับฟองและเมื่อจําเลยไดรับสําเนาคําฟองแลว หากจําเลยไมเขาใจขอหาแหงคําฟองอยางไรก็ชอบที่จะแถลงเพื่อใหศาลสั่งใหโจทกชี้แจงขอหานั้นหรือแกไขเพิ่มเติมรายละเอียดแหงคําฟองจนจําเลยเขาใจไดดีแตจําเลยมิไดดําเนินการดังกลาว ประกอบกับฟองโจทกบรรยายถึงการกระทําของจําเลยตั้งแตการดําเนินการโยกยายให นายถวิล เปลี่ยนศรี พนจากตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติ โดยไมปฏิบัติตามมาตรา ๕๗วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ เปนสวนหนึ่งและเชื่อมโยงกับการโอนยายพลตํารวจเอก วิเชียร พจนโพธิ์ศรี ผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ ไปดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติ และบรรจุแตงตั้งพลตํารวจเอก เพรียวพันธ ดามาพงศ ขึ้นดํารงตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ จึงเปนการแทรกแซงและกาวกายการแตงตั้ง โยกยาย หรือใหพนจากตําแหนง และเปนไปเพื่อประโยชนของพลตํารวจเอก เพรียวพันธ ซึ่งเปนเครือญาติของจําเลย ขอใหลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาหนา ๔๖เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗
มาตรา ๑๕๗ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒มาตรา ๑๒๓/๑ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๙๒ อันเปนการบรรยายถึงการกระทําทั้งหลายในบรรดาที่อางวา จําเลยไดกระทําผิดพอสมควรที่จะทําใหจําเลยเขาใจขอหาไดดีแลว ดังจะเห็นไดจากที่จําเลยสามารถใหการปฏิเสธตอสูคดีมีรายละเอียดชัดเจนครบถวนแลว ฟองโจทกจึงชอบดวยกฎหมาย ขอตอสูของจําเลยขอนี้ฟงไมขึ้นปญหาตองวินิจฉัยประการสุดทายมีวา จําเลยกระทําความผิดตามฟองหรือไม ในประเด็นแรกที่ขอเท็จจริงตามทางไตสวนปรากฏวามูลกรณีคดีนี้เคยมีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๙/๒๕๕๗และคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ อ.๓๓/๒๕๕๗ แลว นั้น องคคณะผูพิพากษาเห็นวาแมมูลกรณีคดีนี้จะเคยมีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๙/๒๕๕๗ แลวก็ตาม แตคดีของศาลรัฐธรรมนูญดังกลาวคงพิจารณาวินิจฉัยแตเพียงวา ผูถูกรอง (จําเลยคดีนี้) ใชสถานะหรือตําแหนงการเปนนายกรัฐมนตรีเขาไปกาวกายแทรกแซงเพื่อประโยชนของตนเอง ของผูอื่น หรือของพรรคการเมืองในเรื่องการบรรจุแตงตั้งโยกยาย โอน เลื่อนตําแหนง เลื่อนเงินเดือนหรือการพนจากตําแหนงของขาราชการซึ่งมีตําแหนงหรือเงินเดือนประจําและมิใชขาราชการการเมือง ตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๖๖ (๒) และ (๓)อันมีผลใหความเปนรัฐมนตรีของผูถูกรองสิ้นสุดลงเปนการเฉพาะตัวตามมาตรา ๑๘๒ วรรคหนึ่ง (๗)ประกอบมาตรา ๒๖๘ หรือไมเทานั้น ไมมีประเด็นพิจารณาวินิจฉัยถึงความรับผิดทางอาญาของบุคคลใดและผลของคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกลาวคงผูกพันศาลนี้ใหรับฟงไดเพียงวา ความเปนรัฐมนตรีของจําเลยไดสิ้นสุดลงแลว สวนคําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขแดงที่ อ.๓๓/๒๕๕๗ก็มีประเด็นเพียงวา คําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีที่ ๑๕๒/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔ ที่สั่งให นายถวิลไปปฏิบัติราชการที่สํานักนายกรัฐมนตรี และประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ที่สั่งให นายถวิล พนจากตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติและแตงตั้งใหดํารงตําแหนงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝายขาราชการประจํา เปนคําสั่งที่ชอบดวยกฎหมายหรือไมเทานั้น ไมมีประเด็นพิจารณาวินิจฉัยถึงความรับผิดทางอาญาของบุคคลใด ปญหาวาจําเลยกระทําความผิดอาญาตามฟองคดีนี้หรือไมจึงเปนคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองสูงสุดไดวินิจฉัย และยังไมมีศาลใดวินิจฉัยมากอนจึงอยูในอํานาจศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองที่จะวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๖ ประกอบหนา ๔๗เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐มาตรา ๑๐ การที่จะวินิจฉัยเกี่ยวกับความรับผิดทางอาญาของจําเลยในคดีนี้ นอกจากพิจารณาจากการกระทําของจําเลยแลว ยังตองพิจารณาถึงเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ และเจตนาพิเศษเพื่อใหเกิดความเสียหายแกผูหนึ่งผูใดหรือโดยทุจริตอันเปนองคประกอบความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒๓/๑ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๙๒ ดวย โดยศาลตองไตสวนพยานหลักฐานทั้งสองฝายและศาลอาจเรียกพยานมาไตสวนเองเพื่อคนหาความจริงและใชดุลพินิจวินิจฉัยพยานหลักฐานทั้งปวงโดยจะไมพิพากษาลงโทษจนกวาจะแนใจวา มีการกระทําความผิดจริงและจําเลยเปนผูกระทําความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘วรรคสาม โดยเฉพาะตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๙ วรรคสองบัญญัติวา “ในคดีอาญา ใหสันนิษฐานไวกอนวาผูตองหาหรือจําเลยไมมีความผิด ...” ดังนั้นหากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสํานวนคดีนี้มีน้ําหนักมั่นคงรับฟงไดโดยปราศจากสงสัยจึงจะลงโทษจําเลยตามฟองไดกรณีจึงไมอาจนําเอาขอเท็จจริงตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองสูงสุดดังกลาวมาผูกพันใหศาลนี้ตองรับฟงตาม คงรับฟงคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองสูงสุดดังกลาวเปนพยานหลักฐานสวนหนึ่ง ในสวนประเด็นวาจําเลยกระทําความผิดตามฟองหรือไม องคคณะผูพิพากษามีมติเสียงขางมากเห็นวา การกระทําความผิดตามฟอง นอกจากเจาพนักงานผูมีหนาที่โดยตรงในการปฏิบัติหนาที่ตองมีเจตนาในการปฏิบัติหนาที่หรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบแลวเจาพนักงานผูนั้นยังตองมีเจตนาพิเศษเพื่อใหเกิดความเสียหายแกผูหนึ่งผูใด หรือตองมีเจตนาปฏิบัติหนาที่หรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยทุจริต ซึ่งเจตนาพิเศษนี้ตองมีอยูในขณะกระทําความผิด สําหรับปญหาวาจําเลยมีเจตนาพิเศษเพื่อใหเกิดความเสียหายแกผูหนึ่งผูใด ซึ่งในกรณีนี้คือเพื่อใหเกิดความเสียหายแก นายถวิล เปลี่ยนศรี หรือไมนั้น พยานหลักฐานจากการไตสวนไดความจาก นายบัณฑูร สุภัควณิชเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พยานโจทกเบิกความวา กอนวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๔ จําเลยโทรศัพทมาสั่งการใหพยานทําเรื่องเสนอโยกยาย นายถวิล เลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติ มาปฏิบัติราชการหนา ๔๘เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗
ที่สํานักนายกรัฐมนตรี แต นายบัณฑูร มิไดเบิกความถึงที่มาหรือมูลเหตุจูงใจที่ทําใหจําเลยสั่งการ ซึ่งการสั่งการดังกลาวจําเลยในฐานะนายกรัฐมนตรียอมมีอํานาจที่จะกระทําไดตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดินพ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑ อันรวมถึงกํากับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผนดิน บังคับบัญชาขาราชการฝายบริหารทุกตําแหนง สั่งใหขาราชการซึ่งสังกัดกระทรวง ทบวง กรมหนึ่งมาปฏิบัติราชการสํานักนายกรัฐมนตรีกํากับดูแลทุกหนวยงานของรัฐ และเปนผูบังคับบัญชาเจาหนาที่ของรัฐ และขอเท็จจริงยังไดความจาก นายบัณฑูร อีกวา สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีตําแหนงลอยประมาณ ๗ ถึง ๘ ตําแหนงที่คณะกรรมการขาราชการพลเรือน (ก.พ.) อนุมัติเปนกรณีพิเศษสําหรับแกไขปญหาการบริหารราชการแผนดินในกรณีที่ไมสามารถจะโยกยายไปลงตําแหนงอื่นได เพราะบางครั้งตําแหนงระดับสูงไมวางใหสับเปลี่ยนคนไดอันแสดงใหเห็นวาการโยกยายใหมาดํารงตําแหนงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝายขาราชการประจําสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปนเรื่องที่มีเหตุผลพิเศษเฉพาะกรณีจนถึงกับมีความจําเปนที่จะตองกําหนดตําแหนงไวรองรับลวงหนา ซึ่งในทางปฏิบัติที่ผานมาไดมีการพิจารณาโยกยายแตกตางจากกรณีขาราชการอื่นทั่วไปประกอบกับจําเลยมิไดมีสาเหตุขัดแยงอันใดกับ นายถวิล เปนการสวนตัวมากอน อันจะเปนมูลเหตุจูงใจใหจําเลยประสงคที่จะกลั่นแกลง นายถวิล แตอยางใด จําเลยคงอางเหตุผลวา รัฐบาลกอนไดประกาศสถานการณฉุกเฉินที่มีความรายแรง โดยจัดตั้งศูนยอํานวยการแกไขสถานการณฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยมีนายถวิล เปนกรรมการและเลขานุการ ซึ่งจําเลยอางวานําไปสูเหตุการณความรุนแรงยิ่งขึ้น สงผลใหประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิตเปนจํานวนมาก รัฐบาลภายใตการนําของจําเลยจึงตองการเปลี่ยนตัวบุคคลที่ดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติ แสดงวากรณีมีเหตุที่จะโอน นายถวิล มาปฏิบัติราชการที่สํานักนายกรัฐมนตรีอยูกอนแลวโดยไมไดมีขอคํานึงถึงวาพลตํารวจเอก วิเชียร พจนโพธิ์ศรี จะยินยอมยายจากตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติมาเปนเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติหรือไม ทั้งพลโท ภราดร พัฒนถาบุตรอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติพยานจําเลยก็เบิกความวา เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยเหตุผลของความตองการผูไดรับความไววางใจสูงสุดก็มีความชอบธรรมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติไดซึ่งถือเปนเรื่องปกติ แตเพื่อใหเกียรติผูดํารงตําแหนงคนเดิมก็จะใชเหตุผลวาเพื่อความเหมาะสม เรื่องความไววางใจนี้ขาราชการที่ทํางานดานความมั่นคงเขาใจกันและยอมรับการโยกยายดวยความเต็มใจ ทั้งยังไดความจากพลตํารวจเอก โกวิท วา กอนที่ นายถวิล จะมาดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติ มีพลโท สุรพล เผื่อนอัยกา ดํารงตําแหนงดังกลาวอยูกอนแลวหนา ๔๙เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗
เมื่อเขาสูสมัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปนนายกรัฐมนตรี ก็มีการโอนยายพลโท สุรพล จากตนสังกัดเดิมมาแตงตั้งใหดํารงตําแหนงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝายขาราชการประจําเฉกเชนเดียวกับกรณีของ นายถวิลตามเอกสารหมาย จ.๑๑๔ หนา ๑๑๙๐ เห็นไดวาการใชดุลพินิจของจําเลยในการโยกยาย นายถวิลจึงเปนไปตามแนวทางที่เคยปฏิบัติกันมาแตเดิม แมจะไมมีการอางเหตุผลในการโยกยายวาไดปฏิบัติงานโดยไมมีประสิทธิภาพ มีขอบกพรอง หรือไมสนองนโยบายของรัฐบาลก็ตาม ขอเท็จจริงตามที่ไดวินิจฉัยมาแลวยังไมอาจฟงไดวา จําเลยมีเจตนาพิเศษเพื่อใหเกิดความเสียหายแก นายถวิล สวนปญหาวา จําเลยปฏิบัติหรือละเวนปฏิบัติหนาที่โดยทุจริต ซึ่งโจทกฟองอางวาจําเลยตองการใหพลตํารวจเอก เพรียวพันธ ดามาพงศรองผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ ญาติของจําเลยขึ้นดํารงตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาตินั้นการที่จะรับฟงขอเท็จจริงวาขั้นตอนกระบวนการขอรับโอน นายถวิล มาแตงตั้งใหดํารงตําแหนงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝายขาราชการประจํา เปนสวนหนึ่งและมีความเชื่อมโยงกับการขอรับโอนพลตํารวจเอก วิเชียร ซึ่งดํารงตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติอยู เพื่อแตงตั้งใหดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติแทน อันจะทําใหตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติวางลง แลวจะไดแตงตั้งพลตํารวจเอก เพรียวพันธ ใหดํารงตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาตินั้น ทางไตสวนไมปรากฏวามีประจักษพยานรูเห็นมาเบิกความยืนยัน กรณีจําเปนตองพิจารณาจากพยานแวดลอมที่ปรากฏในการไตสวนซึ่งจะตองพิจารณาขอเท็จจริงทั้งในสวนการกระทําและเจตนาของผูที่เกี่ยวของทุกคนประกอบกันสําหรับการโอน นายถวิล อาจทําไดเมื่อผูบังคับบัญชาซึ่งมีอํานาจสั่งบรรจุตามพระราชบัญญัติระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๕๗ ทั้งสองฝายไดตกลงยินยอมในการโอนนั้นแลวและทําไดเมื่อไดรับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งในขั้นตอนนี้ พลตํารวจเอก โกวิท รองนายกรัฐมนตรีพยานจําเลยในฐานะผูกํากับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการสํานักงานสภาความมั่นคงแหงชาติในขณะนั้น เบิกความวา เมื่อสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือขอความเห็นชอบในการรับโอน นายถวิลพยานเห็นชอบโดยจําเลยมิไดมีการกาวกายแทรกแซงสั่งการ สวน นางสาวกฤษณา พยานจําเลยซึ่งดํารงตําแหนงรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีเจาสังกัดในขณะนั้น ก็เบิกความวา อํานาจในการสั่งบรรจุและแตงตั้งขาราชการพลเรือนใหดํารงตําแหนงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งเปนตําแหนงประจําในหนวยงานระดับกรมเปนอํานาจของเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงไมมีเหตุผลความจําเปนใดที่พยานจะไมเห็นชอบตอขอเสนอของเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พยานจึงลงนามใหความเห็นชอบยินยอมใหสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีหนา ๕๐เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗
ทาบทามไปยังผูบังคับบัญชาเจาของสังกัดของ นายถวิล จากขอเท็จจริงดังกลาวแสดงวา พลตํารวจเอก โกวิทและ นางสาวกฤษณา ตางพิจารณาใหความเห็นชอบดวยตนเองโดยลําพัง พยานหลักฐานจากการไตสวนจึงไมอาจบงชี้อยางชัดแจงวา บุคคลที่เกี่ยวของกับการโยกยายไดมีการคบคิดวางแผนกันลวงหนาในลักษณะแบงหนาที่กันทํากับจําเลยมาตั้งแตแรก ทั้งหากจําเลยมีเจตนาตระเตรียมการใหรับโอน นายถวิลมาแตงตั้งใหดํารงตําแหนงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝายขาราชการประจํา และรับโอนพลตํารวจเอก วิเชียรผูบัญชาการตํารวจแหงชาติมาแตงตั้งใหดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติแทนเพื่อที่จะใหตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติวางลงแลว การดําเนินการก็นาจะตองมีการแจงหรือทาบทามพลตํารวจเอก วิเชียร ใหยินยอมที่จะมาดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติเสียกอนแตขณะที่ นายบัณฑูร จัดทําบันทึกขอรับโอน นายถวิล เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๔ จนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการโอน นายถวิล มาแตงตั้งใหดํารงตําแหนงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝายขาราชการประจําเมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๔ นั้น ไมมีพยานปากใดยืนยันวาจําเลยสั่งการหรือมอบหมายผูใดทาบทามพลตํารวจเอก วิเชียร ผูบัญชาการตํารวจแหงชาติ ใหมาดํารงตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติ แตอยางใดขอเท็จจริงกลับไดความจากพลตํารวจเอก วิเชียร พยานโจทกเบิกความวา หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให นายถวิล ไปดํารงตําแหนงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝายขาราชการประจํา พลตํารวจเอก โกวิท ไดโทรศัพทมาทาบทามวาตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติกําลังจะวางลง พยานจึงตัดสินใจที่จะไปดํารงตําแหนงดังกลาวตามหนังสือฉบับลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๔ เอกสารหมาย จ.๑๖๑ อันเปนการยินยอมภายหลังจากที่โยกยาย นายถวิล ไปแลวนานถึง ๒๒ วัน ซึ่งหากมีการสมคบคิดอันเปนสวนหนึ่งและมีความเชื่อมโยงกันก็ไมนาจะตองปลอยเวลาใหลวงเลยนานถึงเพียงนี้ ยิ่งกวานั้น ขณะที่จําเลยสั่งการใหโอน นายถวิล ก็ไมมีขอบงชี้วาจําเลยทราบวาตอมาภายหลังพลตํารวจเอก วิเชียร จะสมัครใจยายหรือไมหรือจะยายไปดํารงตําแหนงใด เมื่อใด ยอมรับฟงไมไดวาจําเลยสั่งการใหรับโอน นายถวิล โดยมีเจตนาเพื่อจะใหตําแหนงผูบัญชาการตํารวจแหงชาติวางลง และก็ไมอาจฟงไดวา การสมัครใจยายของพลตํารวจเอก วิเชียรเปนผลโดยตรงจากการโยกยาย นายถวิล อีกดวย นอกจากนี้ แม นายบัณฑูร เลขาธิการนายกรัฐมนตรีจะมีบันทึกขอความ ลับมาก ที่ นร ๐๔๐๑.๒/๘๓๐๓ ถึงรองนายกรัฐมนตรี (พลตํารวจเอก โกวิท)เพื่อขอรับโอน นายถวิล มาดํารงตําแหนงที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝายขาราชการประจํา โดยระบุวารัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นางสาวกฤษณา) ในฐานะรัฐมนตรีเจาสังกัดใหความเห็นชอบหนา ๕๑เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗
และยินยอมการรับโอนแลว ตามเอกสารหมาย จ.๑๑๔ หนา ๑๒๐๓ และ ๑๒๐๔ แตความจริงนางสาวกฤษณา ยังมิไดใหความเห็นชอบ อันเปนการแจงขอความที่ไมถูกตองหรือมีลักษณะเปนการปกปดความจริงที่ควรแจงใหอีกฝายทราบเพื่อพิจารณายินยอมใหโอน และยังมีการแกไขวันที่ที่ทําเอกสารจากวันที่๔ กันยายน ๒๕๕๔ เปนวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๔ ก็ตาม แตก็ไมปรากฏวาจําเลยรูเห็นเกี่ยวของกับขอความในเอกสารฉบับดังกลาวดวย สวนการดําเนินการในการขอรับโอน ขอรับความเห็นชอบและเสนอคณะรัฐมนตรีไดมีมติอนุมัติตามที่สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ รวมทั้งการที่จําเลยไดมีคําสั่งให นายถวิล ไปปฏิบัติราชการที่สํานักนายกรัฐมนตรีใชเวลาเพียง ๔ วัน นั้น ก็ไดความจาก นายบัณฑูรและ นายพงษศักดิ์ ศิริวงษ อดีตผูอํานวยการสํานักบริหารกลาง สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เบิกความวาการเสนอแตงตั้งโยกยายเปนเรื่องที่ตองเรงรัดใหทันตอการเขาประชุมคณะรัฐมนตรีเปนเรื่องปกติและเกิดขึ้นบอยพยานโจทกทั้งสองปากนี้เบิกความตรงไปตรงมา ไมมีพฤติการณสอใหเห็นวาเปนการเบิกความเพื่อชวยเหลือจําเลยคําเบิกความในสวนนี้ จึงมีน้ําหนักใหรับฟงได ประกอบกับผูที่แจงวาการรับโอน นายถวิล เปนเรื่องที่มีความจําเปนเรงดวน จึงขอใหนําเสนอคณะรัฐมนตรีเปนวาระจร คือ นางสาวกฤษณา จําเลยเพียงแตอนุมัติตามที่ไดเสนอมาเทานั้น ดังนั้น การเรงรีบดําเนินการดังกลาวจึงไมถือเปนขอพิรุธของจําเลย นอกจากนี้แลวขอเท็จจริงคงไดความวาจําเลยมีสวนในการดําเนินการโยกยาย นายถวิล ใหพนจากตําแหนงเลขาธิการสภาความมั่นคงแหงชาติ โดยจําเลยเปนผูอนุมัติใหนําเรื่องดังกลาวเสนอตอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติในวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๔ ทั้งจําเลยไดรวมประชุมคณะรัฐมนตรีและรวมลงมติอนุมัติให นายถวิลพนจากตําแหนง เมื่อไดรับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแลว จําเลยก็ออกคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีที่ ๑๕๒/๒๕๕๔ลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๔ ให นายถวิล ไปปฏิบัติราชการที่สํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งการดําเนินการดังกลาวเปนกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมายในการโอนยายขาราชการระดับสูง การกระทําของจําเลยในสวนนี้จึงยอมไมอาจนํามารับฟงวา จําเลยมีเจตนาทุจริตเพื่อประโยชนของพลตํารวจเอก เพรียวพันธ สวนเรื่องที่รอยตํารวจเอก เฉลิม อยูบํารุง รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นใหสัมภาษณในเชิงกดดันพลตํารวจเอก วิเชียร ดังกลาวเมื่อรอยตํารวจเอก เฉลิม มิใชรัฐมนตรีเจาสังกัดที่มีอํานาจในการใหความเห็นชอบและยินยอมในการโอนและรับโอน นายถวิล หรือพลตํารวจเอก วิเชียร กรณีจึงเปนเพียงการแสดงความคิดเห็นสวนตัวของรอยตํารวจเอก เฉลิม ทั้งไมมีพยานแวดลอมกรณีหรือพยานอื่นใดที่มีน้ําหนักมาประกอบ พยานหลักฐานจากการไตสวนไมมีน้ําหนักมั่นคงเพียงพอใหเชื่อไดวา จําเลยกระทําโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อประโยชนของหนา ๕๒เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗
พลตํารวจเอก เพรียวพันธ จากเหตุผลที่วินิจฉัยแลว เมื่อไมปรากฏวาจําเลยมีเจตนาพิเศษในการกระทําความผิดเพื่อใหเกิดความเสียหายแกผูหนึ่งผูใดหรือโดยทุจริต จําเลยจึงไมมีความผิดฐานเปนเจาพนักงานปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบ เพื่อใหเกิดความเสียหายแกผูหนึ่งผูใด หรือปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยทุจริต และฐานเปนเจาหนาที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติอยางใดในตําแหนงหรือหนาที่ หรือใชอํานาจในตําแหนงหรือหนาที่โดยมิชอบ เพื่อใหเกิดความเสียหายแกผูหนึ่งผูใดหรือปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยทุจริตตามฟอง เมื่อวินิจฉัยดังนี้แลว ปญหาขออื่นไมจําตองวินิจฉัยเพราะไมอาจทําใหผลคดีเปลี่ยนแปลงไปพิพากษายกฟอง. นายชัยเจริญ ดุษฎีพรนายอําพันธ สมบัติสถาพรกุล นายสาคร ตั้งวรรณวิบูลยนายกษิดิศ มงคลศิริภัทรา นายธนิต รัตนะผลนายภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ นายภัทรศักดิ์ วรรณแสงนายอุดม วัตตธรรม นายสมเกียรติ ตั้งสกุลหนา ๕๓เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗Powered by TCPDF (www.tcpdf.org)