ThaiGovData

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษ [จำนวน ๒๒๑ ราย ๑. พันเอก โชติ ภาคอินทรีย์ ฯลฯ]

undated

Original PDF at ratchakitcha.soc.go.th

The text below was extracted from the PDF's own text layer, not by OCR. The linked PDF is the record; treat this as an extract of it.

(อม.๓๓)คําพิพากษา คดีหมายเลขดําที่ อม. ๒/๒๕๖๕คดีหมายเลขแดงที่ อม. ๕/๒๕๖๗ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองวันที่ ๔ เดือน มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ โจทกนางสาวยิ่งลักษณ ชินวัตร ที่ ๑นายนิวัฒนธํารง บุญทรงไพศาล ที่ ๒นายสุรนันทน เวชชาชีวะ ที่ ๓บริษัทมติชน จํากัด (มหาชน) ที่ ๔บริษัทสยามสปอรต ซินดิเคท จํากัด (มหาชน) ที่ ๕นายระวิ โหลทอง ที่ ๖ จําเลยเรื่อง ความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการ ความผิดตอพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต ความผิดตอพระราชบัญญัติวาดวยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาตอหนวยงานของรัฐโจทกฟองวา ขณะเกิดเหตุจําเลยที่ ๑ ดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี มีอํานาจหนาที่ในการบริหารราชการแผนดินรวมกับรัฐมนตรีอื่น กํากับทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผนดิน และมีอํานาจอนุมัติเห็นชอบกรณีสวนราชการขอใชเงินงบกลาง วงเงินเกิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามมติคณะรัฐมนตรีระหวาง หนา ๑๕เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ ๒๕๕๒ จําเลยที่ ๒ ดํารงตําแหนงรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีวาการกระทรวงพาณิชย มีอํานาจหนาที่ในการบริหารราชการแผนดินรวมกับรัฐมนตรีอื่น และมีอํานาจสั่ง อนุญาตหรืออนุมัติใหสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีหรือขาราชการหรือผูปฏิบัติงานในสวนสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการหรือดําเนินการใด ๆ ไดในฐานะผูบังคับบัญชา หรือรัฐมนตรีเจาสังกัดแทนนายกรัฐมนตรี โดยจําเลยที่ ๒ มีอํานาจอนุมัติใหสั่งจางตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุพ.ศ. ๒๕๓๕ ขอ ๖๖ จําเลยที่ ๓ ดํารงตําแหนงเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปนผูบังคับบัญชาของขาราชการในสังกัดสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรีมีอํานาจหนาที่ในการเผยแพรและประชาสัมพันธนโยบาย ยุทธศาสตร และผลงานของรัฐบาลเสนอความเห็นเพื่อการสั่งการของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายใหเปนอํานาจหนาที่ของสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงมีฐานะเปนผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและเปนเจาหนาที่ของรัฐ กับมีฐานะเปนเจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา จําเลยที่ ๔ และที่ ๕เปนนิติบุคคลตามกฎหมาย และเปนคูสัญญากับสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะผูรับจางจัดโครงการ Roadshow สรางอนาคตประเทศไทย Thailand ๒๐๒๐ (โครงการ Roadshow)จําเลยที่ ๖ เปนกรรมการผูจัดการจําเลยที่ ๕ เมื่อระหวางปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๕๖ ถึงวันที่๑๒ มีนาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวันและกลางคืนตอเนื่องกัน จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ รวมกันปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบ เพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยทุจริต โดยจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ใชอํานาจในตําแหนงโดยทุจริตอันเปนการเสียหายแกรัฐและสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อีกทั้งละเวนการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ โดยมุงหมายมิใหมีการแขงขันราคาจัดจางโครงการ Roadshow อยางเปนธรรมเพื่อเอื้อประโยชนแกจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ใหเปนผูมีสิทธิทําสัญญากับหนวยงานของรัฐ โดยมีจําเลยที่ ๔ถึงที่ ๖ เปนผูชวยเหลือหรือใหความสะดวกในการกระทําความผิดของจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ กอนหรือขณะกระทําความผิดดวยการตกลงรวมกันในการเสนอราคา กลาวคือ วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔คณะรัฐมนตรีภายใตการนําของจําเลยที่ ๑ ไดแถลงนโยบายตอรัฐสภา ขอ ๓.๔ กําหนดนโยบายสําคัญเกี่ยวกับโครงสรางพื้นฐานการพัฒนาระบบรางเพื่อขนสงมวลชน และการบริหารจัดการระบบขนสงสินคาและบริการหนา ๑๖เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ โดยพัฒนาระบบรถไฟทางคูเชื่อมชานเมืองและหัวเมืองหลักในเสนทางสําคัญ ศึกษาพัฒนารถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพมหานครไปยังภูมิภาค ตอมาวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๖ คณะรัฐมนตรีเสนอรางพระราชบัญญัติใหอํานาจกระทรวงการคลังกูเงินเพื่อการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ พ.ศ. ....ตอสภาผูแทนราษฎร ปรากฏวาในการพิจารณาวาระที่ ๑ (ขั้นรับหลักการ) ระหวางวันที่ ๒๘ - ๒๙มีนาคม ๒๕๕๖ มีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจากพรรคฝายคานหลายรายตางอภิปรายทักทวงวารางพระราชบัญญัติดังกลาวขัดหรือแยงรัฐธรรมนูญ และจะดําเนินการยื่นเรื่องใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยทั้งตอมาสํานักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีหนังสือ ลงวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ถึงจําเลยที่ ๑มีขอเสนอแนะวารางพระราชบัญญัติดังกลาวอาจขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ จําเลยที่ ๑ หาไดรับฟงไมแตกลับสั่งการใหสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไปจัดทําโครงการจัดนิทรรศการการสัมมนา และการโฆษณาประชาสัมพันธเผยแพรขอมูลเกี่ยวกับโครงการลงทุนพัฒนาโครงสรางพื้นฐานระบบคมนาคมขนสงของประเทศใหแกสาธารณชนทราบ ภายใตชื่อโครงการ Roadshow สรางอนาคตประเทศไทย Thailand ๒๐๒๐โดยมีจําเลยที่ ๓ ในฐานะเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปนผูรับผิดชอบโครงการ กําหนดวัตถุประสงคเพื่อสรางความรูความเขาใจเกี่ยวกับโครงการลงทุนพัฒนาโครงสรางพื้นฐานระบบคมนาคมขนสงของประเทศซึ่งจะเกิดขึ้นตอไปภายใตรางพระราชบัญญัติดังกลาว จากนั้น เมื่อปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๕๖ จําเลยที่ ๓เปนประธานประชุมเตรียมการอยางไมเปนทางการหลายครั้งที่ทําเนียบรัฐบาล ไดขอสรุปวาเปนการเกินขีดความสามารถของสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงพิจารณาสรรหาใหเอกชนเขามาดําเนินการตอมา นายฐากูร บุนปาน กรรมการผูจัดการจําเลยที่ ๔ และ นายสรายุทธ มหวลีรัตน ตัวแทนของจําเลยที่ ๕ ไปพบจําเลยที่ ๓ ที่ทําเนียบรัฐบาล เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการรับจัดทําโครงการ Roadshowซึ่งขณะนั้น ยังไมมีกระบวนการจัดจาง จําเลยที่ ๓ สั่งให นายฐากูร และ นายสรายุทธ ไปรวบรวมผลงานที่ผานมาเพื่อมาเสนอจําเลยที่ ๓ อีกครั้ง โดยใหประสานขอมูลและรายละเอียดโครงการกับทีมงานหนาหองของจําเลยที่ ๓ ซึ่งจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ดําเนินการตามที่จําเลยที่ ๓ สั่งการ ตอมาจําเลยที่ ๓ซึ่งรูอยูแลววาขณะนั้น ยังไมมีการดําเนินการตามขั้นตอนเพื่อใหไดมาซึ่งการจัดจางตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ แตกลับปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบโดยจําเลยที่ ๓ ตกลงใหจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ เปนผูรับจางจัดทําโครงการ Roadshow จํานวน ๑๒ จังหวัดไดแก จังหวัดหนองคาย จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดขอนแกน จังหวัดนครสวรรคหนา ๑๗เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดเชียงใหม จังหวัดชลบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดเพชรบุรีจังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลา และใหจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ จัดทํารูปแบบงาน (Presentation)เสนอจําเลยที่ ๓ เพื่อนําไปเสนอตอที่ประชุม จําเลยที่ ๔ และที่ ๕ จึงประชุมรวมกันที่สํานักงานของจําเลยที่ ๔ อีกทั้งตกลงแบงงานระหวางกันวาแตละบริษัทจะรับจัดทําโครงการที่จังหวัดใดจากนั้น รวมกันจัดทํารูปแบบงาน (Presentation) ใหแกทีมงานหนาหองของจําเลยที่ ๓ ตรวจสอบแกไขการกระทําของจําเลยที่ ๓ จึงเปนการกําหนดตัวบุคคลใหเปนผูรับจางไวลวงหนา เมื่อระหวางตนเดือนกันยายน ๒๕๕๖ ถึงกลางเดือนกันยายน ๒๕๕๖ จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ รวมกันประชุมเตรียมความพรอมดําเนินโครงการที่ทําเนียบรัฐบาล รวมกับจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ พรอมหนวยงานราชการตาง ๆ ซึ่งจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ รูอยูแลววาสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรียังไมไดดําเนินการตามขั้นตอนการจัดจาง แตกลับรวมกันปฏิบัติหรือละเวนหนาที่โดยมิชอบ โดยจําเลยที่ ๔ เปนผูนําเสนอรูปแบบงาน (Presentation) ที่จําเลยที่ ๔ และที่ ๕ รวมกันจัดทําไว อันเปนพฤติการณแสดงใหปรากฏแกจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ วาจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ เปนผูรับจางจัดโครงการนี้แลว จําเลยที่ ๑ซึ่งเปนประธานที่ประชุมไดสอบถามเกี่ยวกับรายละเอียดของโครงการจากจําเลยที่ ๔ และทักทวงถึงรูปแบบของงานที่นํามาเสนอ จากนั้น สั่งการใหจําเลยที่ ๔ ไปแกไขรูปแบบงานในหลายประเด็นโดยมิไดทักทวงถึงการรับดําเนินงานของจําเลยที่ ๔ ตอมามีการประชุมครั้งที่สองจําเลยที่ ๑ และที่ ๒เขารวมประชุมดวย อันเปนการตกลงรวมกันกับจําเลยที่ ๓ กําหนดตัวบุคคลใดใหเปนผูรับจางไวกอนลวงหนาเปนเหตุใหผูอื่นไมมีโอกาสเขาทําการเสนอราคาอยางเปนธรรม อันเปนการปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยทุจริต เพื่อเอื้อประโยชนใหแกจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ โดยหลังจากการประชุมครั้งที่สองนายกรณินทร กาญจโนมัย ทีมงานหนาหองจําเลยที่ ๓ พาเจาหนาที่ของจําเลยที่ ๔ ไปแนะนําตัวกับ นายพงษศักดิ์ ศิริวงษ ผูอํานวยการสํานักบริหารกลาง สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แลวแจงวาจําเลยที่ ๔ จะเขามาเปนผูรับจางจัดโครงการนี้ ตอมาระหวางกลางเดือนกันยายน ๒๕๕๖ ถึงวันที่๒๖ กันยายน ๒๕๕๖ จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ รวมกันปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบเพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และเงินงบกลางอันเปนงบประมาณแผนดินโดยจําเลยที่ ๓ เรียก นายพงษศักดิ์ ไปพบที่หองทํางานที่ทําเนียบรัฐบาล แลวแจงวาจะใหจําเลยที่ ๔และที่ ๕ เปนผูรับจางจัดทําโครงการ Roadshow รวมทั้งสิ้น ๑๒ จังหวัด จากนั้น สั่งการให นายพงษศักดิ์หนา ๑๘เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ และเจาหนาที่ไปดําเนินการตั้งเรื่องเพื่อเสนอขอใชเงินงบกลาง จํานวน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทเพื่อดําเนินโครงการที่จังหวัดหนองคายและจังหวัดนครราชสีมา ตามที่กําหนดแผนดําเนินการชวงตนเดือนถึงกลางเดือนตุลาคม ๒๕๕๖ มาใหจําเลยที่ ๓ ลงนามโดยเร็ว จําเลยที่ ๓ ลงนามในบันทึกขอความสํานักบริหารกลาง ดวนที่สุด สบก.(กผง.) ๘๓๐/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๖ เสนอจําเลยที่ ๑โดยผานจําเลยที่ ๒ ขออนุมัติใชเงินงบกลาง รายการเงินสํารองจายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเปนเปนเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จําเลยที่ ๒ พิจารณาแลว จึงลงนามผานเรื่องเสนอไปยังจําเลยที่ ๑เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๖ ซึ่งระหวางเสนอขออนุมัติเงินงบกลางนี้ จําเลยที่ ๔ มีหนังสือลงวันที่๒๓ กันยายน ๒๕๕๖ ถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย แจงวาจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ไดรับมอบหมายจากสํานักนายกรัฐมนตรี ใหเปนผูจัดทําโครงการ โดยจะมีการจัดงาน รวมทั้งสิ้น ๑๒ จังหวัดพรอมกําหนดวันเวลาและสถานที่การจัดงานของแตละจังหวัด จึงขอความอนุเคราะหใหแตละจังหวัดอํานวยความสะดวกในเรื่องตาง ๆ ขณะเดียวกัน สํานักโฆษกจัดทําบันทึกขอความลงวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๖เสนอจําเลยที่ ๓ เพื่ออนุมัติหลักการจัดจาง ทั้งนี้ จําเลยที่ ๑ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีอํานาจอนุมัติงบกลางรายการดังกลาว ยอมตองถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ ๒๕๕๒ซึ่งจะตองพิจารณาวาเปนกรณีที่มีความจําเปนและเรงดวนหรือไม ทั้งยังตองพิเคราะหคํานึงดวยวาเปนกรณีที่ตองรีบดําเนินการเพื่อมิใหเกิดความเสียหายตอราชการหรือไม ซึ่งจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓มิอาจทราบไดอยางชัดแจงเลยวา รางพระราชบัญญัติดังกลาวจะตราออกมาบังคับใชโดยสมบูรณและชอบดวยรัฐธรรมนูญหรือไม จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จะตองพึงตระหนักและระมัดระวังการใชจายเงินงบประมาณแผนดินเพื่อการนั้นอยางคุมคาและมีประสิทธิภาพ และบังเกิดประโยชนสูงสุดตอทางราชการและประชาชน นอกจากนี้ โครงการดังกลาวไมอยูในแผนงานหรือโครงการของสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในปงบประมาณ ๒๕๕๖ ทั้งยังมีวัตถุประสงคโครงการและพื้นที่ดําเนินการบางสวนซ้ําซอนกับโครงการที่กระทรวงคมนาคมไดจัดทําแลว โดยจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ทราบขอเท็จจริงดังกลาวเปนอยางดี เนื่องจากการดําเนินโครงการของกระทรวงคมนาคมเปนไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่๒๗ กุมภาพันธ ๒๕๕๖ ที่มีจําเลยที่ ๑ เปนนายกรัฐมนตรี และจําเลยที่ ๒ เปนรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น อีกทั้งจําเลยที่ ๑ เปนประธานเปดงานโครงการดังกลาวโดยมีจําเลยที่ ๒ เขารวมดวย โครงการ Roadshow จึงมิใชกรณีที่มีความจําเปนหรือเรงดวน ทั้งไมปรากฏวาหนา ๑๙เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ หากไมดําเนินการแลวอาจจะเสียหายแกทางราชการ จึงไมเขาเงื่อนไขที่จําเลยที่ ๑ จะพิจารณาอนุมัติใหใชเงินงบกลางได แตจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ กลับรวมกันปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบเพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยจําเลยที่ ๓ ลงนามในบันทึกขอความเสนอของบกลางตอจําเลยที่ ๑ โดยมีจําเลยที่ ๒ พิจารณาแลวลงนามผานเรื่องไปยังจําเลยที่ ๑ตอมาจําเลยที่ ๑ ใชดุลพินิจบิดผันสั่งอนุมัติงบกลางรายการดังกลาว จํานวน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๖ เพื่อเปนคาใชจายในการดําเนินโครงการ Roadshow ที่จังหวัดหนองคายและจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ กระทําไปโดยมีเจตนารวมกันเพื่อใหมีการนําเงินงบกลางมาเปนคาใชจายในการดําเนินโครงการ อันเปนการปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยทุจริตเพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยวันแถลงขาวโครงการ Roadshowเมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๖ จําเลยที่ ๑ เปนประธานแถลงขาว มีเจาหนาที่ของจําเลยที่ ๔ และที่ ๕เปนผูประสานใหสื่อมวลชนมารวมงานแถลงขาว และยังชวยกันทําหนาที่ลงทะเบียนสื่อมวลชนซึ่งมาเสนอขาวอีกดวย อันเปนพฤติการณแสดงแจงชัดวาจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ เปนผูรับจางจัดโครงการ Roadshow เรียบรอยแลว ทั้งที่ยังไมไดดําเนินการตามขั้นตอนการจัดจางตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ตอมาเมื่อระหวางวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๖ถึงวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ จําเลยที่ ๒ และที่ ๓ รวมกันปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบเพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในการดําเนินการตามขั้นตอนการจัดจางโครงการ Roadshow จังหวัดหนองคายและจังหวัดนครราชสีมา โดยเจาหนาที่ของจําเลยที่ ๔มาพบ นายพงษศักดิ์ ที่สํานักบริหารกลาง เพื่อติดตอขอยื่นเอกสารขอเสนอดานราคาจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ผูมีอํานาจในการสั่งจางโดยวิธีพิเศษ ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ขอ ๖๖ ยอมรูวาโดยสภาพของโครงการ Roadshow ไมเขาเงื่อนไขในลักษณะเปนงานที่ตองกระทําโดยเรงดวน หากลาชาอาจจะเสียหายแกราชการได ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุพ.ศ. ๒๕๓๕ ขอ ๒๔ (๓) อีกทั้งโครงการนี้มิไดผานการพิจารณาของคณะกรรมการบูรณาการการประชาสัมพันธโครงการการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานเพื่อสรางอนาคตประเทศ ในการกําหนดรูปแบบหรือแผนการประชาสัมพันธโครงการ ทั้งที่จําเลยที่ ๓ เปนประธานกรรมการดังกลาว แตจําเลยที่ ๓กลับลงนามบันทึกขอความ สํานักบริหารกลาง ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ เสนอจําเลยที่ ๒หนา ๒๐เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ เพื่อขออนุมัติหลักการจัดโครงการ Roadshow ที่จังหวัดหนองคาย และจังหวัดนครราชสีมาในวงเงินไมเกิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยวิธีพิเศษ และวันเดียวกันจําเลยที่ ๒ ใชอํานาจอนุมัติหลักการตามบันทึกขอความฉบับดังกลาว อันเปนการคัดเลือกผูเสนอราคาโดยเจาะจงใหจําเลยที่ ๔ เปนผูไดรับการคัดเลือกในการเสนอราคา การกระทําของจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ เปนการใชดุลพินิจและกระทําการโดยไมชอบตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ขอ ๒๔ (๓) อันเปนการปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบ เพื่อใหเกิดความเสียหายแกระบบการจัดจางของสํานักนายกรัฐมนตรี โดยอาศัยขั้นตอนของกระบวนการจัดจางใหเห็นวาโครงการ Roadshow ไดดําเนินการเปนลําดับขั้นตอนโดยเปดโอกาสใหมีการเชิญจําเลยที่ ๔ เขามาเปนผูเสนอราคาในโครงการ Roadshow ทั้งที่ไมเปนความจริงอันเปนการปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยทุจริต จากนั้น วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖จําเลยที่ ๓ ลงนามในบันทึกขอความสํานักบริหารกลาง อนุมัติแตงตั้งคณะกรรมการกําหนดราคากลางโครงการ Roadshow ในสวนพื้นที่จังหวัดหนองคายและจังหวัดนครราชสีมา และลงนามในบันทึกขอความสํานักบริหารกลาง ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ อนุมัติใหดําเนินการจัดจางโดยวิธีพิเศษ และแตงตั้งคณะกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษ วงเงินงบประมาณ ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจําเลยที่ ๓ ไดพูดกับนางสาวนัทรียา ทวีวงศ ผูอํานวยการสํานักโฆษก และ นางสาวปวีณา ปริวัฒนศักดิ์ ที่ตึกไทยคูฟาทําเนียบรัฐบาล วา รูแลวใชมั้ยวาจะมีงานโรดโชว จัดนิทรรศการ ใหลองพิจารณาบริษัทมติชน ดูนะวามีศักยภาพเปนผูรับจางจัดงานหรือไม หลังจากนั้น นางสาวนัทรียา และ นางสาวปวีณา ไดรับแตงตั้งเปนประธานกรรมการ และกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษ ตามลําดับ วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖คณะกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษเชิญจําเลยที่ ๔ มาเสนอราคาที่สํานักบริหารกลาง นายพงษศักดิ์แจงให นางสาวปวีณา ทราบวา จําเลยที่ ๓ สืบหาผูรับจางแลว ใหเชิญจําเลยที่ ๔ มาเสนอราคาอันเปนพฤติการณที่จําเลยที่ ๓ ไดครอบงําสั่งการหรือจูงใจเพื่อใหคณะกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษจํายอมตองยอมรับการเสนอราคาของจําเลยที่ ๔ ตามที่จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ รวมกันกําหนดตัวผูรับจางไวลวงหนามาตั้งแตตน ทั้งนี้ จําเลยที่ ๔ ทราบเปนอยางดีวาการที่จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓รวมกันกําหนดตัวจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ใหเปนผูรับจางไวลวงหนากอนดําเนินกระบวนการจัดจางยอมเปนการอันมิชอบดวยกฎหมาย แตจําเลยที่ ๔ ก็เขาทําการเสนอราคาเปนเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทอันเปนการชวยเหลือสนับสนุนการกระทําผิดของจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เพื่อใหการจัดจางครั้งนี้เปนผลสําเร็จหนา ๒๑เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ การที่คณะกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษพิจารณาอยางเรงรีบในวันเดียวตามที่จําเลยที่ ๓ สั่งการแลวเห็นควรจางจําเลยที่ ๔ ทั้งที่คณะกรรมการกําหนดราคากลางยังประชุมเพื่อพิจารณากําหนดราคากลางไมแลวเสร็จ แตเนื่องจากตามเอกสารขอบเขตงาน (TOR) และเอกสารขอเสนอดานราคาของจําเลยที่ ๔จะตองดําเนินการดวยสื่อรถแหประชาสัมพันธวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ จึงลงวันที่ยอนหลังในบันทึกรายงานคณะกรรมการกําหนดราคากลาง บันทึกรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษและบันทึกเสนอขออนุมัติจัดจางจําเลยที่ ๔ เปนผูรับจางจัดโครงการ เปนวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖เพื่อใหดูเสมือนวาเปนไปตามลําดับขั้นตอนการจัดจาง และการจัดทําราคากลาง ราคาอางอิงเกือบทั้งหมดตรงกับขอเสนอราคาของจําเลยที่ ๔ นอกจากนี้ มีการสืบราคาจากเว็บไซตขาวสด เว็บไซตมติชนออนไลนและเว็บไซตประชาชาติธุรกิจ ซึ่งเปนบริษัทเครือเดียวกับจําเลยที่ ๔ อันเปนการนําเฉพาะราคาของจําเลยที่ ๔ เพียงรายเดียวเทานั้นมาคิดคํานวณเปนราคากลาง จึงมิอาจนํามาใชเปนฐานสําหรับเปรียบเทียบราคาที่ผูเสนอราคาไดยื่นเสนอไว จําเลยที่ ๓ ไดอนุมัติยอนหลังวันเดียวกันใหใชราคากลางในวงเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากนั้น คณะกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษจัดทําบันทึกขอความรายงานผลการพิจารณายอนหลังลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ เสนอจําเลยที่ ๓ เพื่อพิจารณานําเสนอตอจําเลยที่ ๒ อนุมัติเห็นควรจางจําเลยที่ ๔ โดยจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีหนาที่ในการจัดการเงินงบประมาณแผนดินอันเปนทรัพยสินของสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กลับรวมกันใชอํานาจในตําแหนงโดยทุจริต โดยจําเลยที่ ๓ เห็นชอบและลงนามในบันทึกขอความ สํานักบริหารงานกลางลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ เสนอจําเลยที่ ๒ เพื่อขออนุมัติเห็นควรจางจําเลยที่ ๔ เปนผูจัดทําโครงการ Roadshow เปนเงินทั้งสิ้น ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จากนั้น จําเลยที่ ๒ อนุมัติยอนหลังลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ ใหจางจําเลยที่ ๔ เปนผูจัดทําโครงการ Roadshow ในวงเงินดังกลาวตามที่ไดกําหนดไวลวงหนา โดยรูอยูแลววาเปนเหตุใหผูอื่นไมมีโอกาสเขาทําการแขงขันราคาอยางเปนธรรมแตกระทําไปเพื่อเอื้อประโยชนใหแกจําเลยที่ ๔ เขาเปนผูรับจางจัดโครงการ Roadshow กับสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จากนั้น สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีลงนามในหนังสือสั่งจาง ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖จางจําเลยที่ ๔ ดําเนินโครงการ Roadshow ในสองจังหวัดดังกลาว รวมเปนเงินทั้งสิ้น๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท อันเปนการเสียหายแกรัฐและสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตอมาเมื่อระหวางวันที่๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๗ จําเลยที่ ๒ และที่ ๓ รวมกันปฏิบัติหรือละเวนหนา ๒๒เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ การปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบเพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยเมื่อวันที่๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ จําเลยที่ ๓ อนุมัติหลักการจัดจางโครงการ Roadshow สวนที่เหลืออีก ๑๐ จังหวัดวงเงินไมเกิน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยใหเบิกจายจากเงินงบประมาณ ซึ่งจําเลยที่ ๒ และที่ ๓รูอยูแลววา โครงการ Roadshow ไมเขาเงื่อนไขในลักษณะเปนงานที่ตองกระทําโดยเรงดวนหากลาชาอาจจะเสียหายแกราชการได ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ขอ ๒๔ (๓) แตจําเลยที่ ๓ กลับลงนามในบันทึกขอความสํานักบริหารกลาง ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖เสนอจําเลยที่ ๒ เพื่อขออนุมัติหลักการจัดโครงการดังกลาวโดยวิธีพิเศษ ซึ่งจําเลยที่ ๒ อนุมัติในหลักการในวันเดียวกัน เปนการใชดุลพินิจโดยมิชอบเพื่อใหเกิดความเสียหายแกระบบการจัดจางของสํานักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ เพื่อเปนการเปดโอกาสใหมีการเชิญจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ เขามาเปนผูเสนอราคาในโครงการ Roadshow อันเปนการปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยทุจริตวันเดียวกันจําเลยที่ ๓ ลงนามอนุมัติใหมีการจัดจางโครงการ Roadshow โดยวิธีพิเศษ พรอมแตงตั้งคณะกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษ โดยแยกการดําเนินงานออกเปน ๒ กลุม กลุมละ ๕ จังหวัดภายในวงเงินไมเกิน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งคณะกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษเชิญจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ใหมาเสนอราคา ปรากฏวาจําเลยที่ ๖ มีหนังสือในนามจําเลยที่ ๕ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ตอจําเลยที่ ๓ ขอยื่นเสนอราคาและเสนองานเพื่อรับจัดจางทําโครงการ Roadshow ซึ่งจําเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ทราบดีวาการที่จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ รวมกันกําหนดตัวจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ใหเปนผูรับจางไวลวงหนากอนดําเนินกระบวนจัดจางยอมเปนการอันมิชอบดวยกฎหมาย แตจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ตกลงรวมกันและแบงงานที่จะรับจัดทําโครงการดังกลาว บริษัทละ ๕ จังหวัด โดยจําเลยที่ ๔ จะยื่นเสนอราคาในจังหวัดกลุมสอง สวนจําเลยที่ ๕ จะยื่นเสนอราคาในจังหวัดกลุมแรก ในวงเงินบริษัทละ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท อันเปนการหลีกเลี่ยงการแขงขันราคาอยางเปนธรรม และไมเปดโอกาสใหมีการแขงขันราคาอยางเปนธรรม การกระทําของจําเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ จึงเปนการชวยเหลือสนับสนุนการกระทําผิดของจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ โดยคณะกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษพิจารณาแลวเห็นสมควรจางจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ เปนผูดําเนินการจัดโครงการดังกลาวในวงเงินคนละ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวมเปนเงินทั้งสิ้น ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท จึงจัดทําบันทึกขอความลงวันที่๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ เสนอจําเลยที่ ๓ เพื่อพิจารณานําเสนอตอจําเลยที่ ๒ อนุมัติเห็นควรจางจําเลยที่ ๔หนา ๒๓เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ และที่ ๕ โดยจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ รวมกันใชอํานาจในตําแหนงโดยทุจริต จําเลยที่ ๓ เห็นชอบและลงนามในบันทึกขอความสํานักบริหารกลาง ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ เสนอจําเลยที่ ๒ เพื่อขออนุมัติใหใชคณะกรรมการกําหนดราคากลาง และราคากลางที่เคยอนุมัติใหใชในการจัดโครงการ Roadshowที่จังหวัดหนองคายและจังหวัดนครราชสีมา พรอมขออนุมัติใหจางจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ เปนผูจัดทําโครงการเปนเงินทั้งสิ้น ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจําเลยที่ ๒ อนุมัติตามขอเสนอในวันเดียวกัน ทั้งที่จําเลยที่ ๑ถึงที่ ๖ รูอยูแลววาการกําหนดตัวบุคคลไวลวงหนา เปนเหตุใหผูอื่นไมมีโอกาสเขาทําการแขงขันราคาอยางเปนธรรม เพื่อเอื้อประโยชนใหแกจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ไดเขาเปนผูรับจางจัดโครงการ Roadshowโดยวันเดียวกัน สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไดลงนามในหนังสือสั่งจางลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖จางจําเลยที่ ๔ ดําเนินโครงการในสวนจังหวัดกลุมสอง เปนเงินทั้งสิ้น ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทและลงนามหนังสือสั่งจาง ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ จางจําเลยที่ ๕ ดําเนินโครงการในสวนจังหวัดกลุมแรก เปนเงินทั้งสิ้น ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แตเปนการกอหนี้ผูกพันกอนไดรับเงินประจํางวดในวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๖ อันเปนฝาฝนตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงรวมกันดําเนินการเพื่อใหคณะรัฐมนตรีมีมติยกเวนการลงนามในสัญญาทั้งสองฉบับกอนไดรับเงินประจํางวด โดยอางเหตุวาเปนกรณีที่มีความจําเปนและเรงดวนเชนเดิมเพื่อใหเขาเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๒๓ วรรคสี่ โดยจําเลยที่ ๓ลงนามบันทึกขอความสํานักบริหารกลาง ลงวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ เสนอจําเลยที่ ๒ ลงนามในหนังสือไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอเรื่องตอคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติอนุมัติ จําเลยที่ ๒ ในฐานะรัฐมนตรีเจาสังกัดผูมีอํานาจเสนอเรื่องตอคณะรัฐมนตรี จึงลงนามในหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อขอใหคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติในวันเดียวกัน โดยจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ ลงมติอนุมัติตามเสนอทั้งที่รูวากรณีไมเขาเงื่อนไขอันจะไดรับการยกเวน เปนเหตุใหคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๗อนุมัติใหมีการลงนามในสัญญากอนไดรับเงินประจํางวด ตอมาศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยที่ ๓ - ๔/๒๕๕๗ลงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๗ วารางพระราชบัญญัติใหอํานาจกระทรวงการคลังกูเงินเพื่อการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ พ.ศ. .... ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปนผลใหโครงการตาง ๆ อันจะเกิดขึ้นภายใตรางพระราชบัญญัติดังกลาวมิอาจบังเกิดขึ้นไดจริง ดังนั้น โครงการ Roadshowซึ่งใชเงินงบประมาณแผนดินสูงถึง ๒๔๐ ลานบาท เกิดความสูญเปลา ไมบรรลุผลตามวัตถุประสงคที่ตั้งไวหนา ๒๔เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ซึ่งเปนผลโดยตรงอันเกิดจากการกระทําโดยมิชอบของจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ โดยสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีตองจายเงินคาจัดทําโครงการใหแกจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ รวมกันเปนจํานวนเงินทั้งสิ้น๒๓๙,๗๐๐,๐๐๐ บาท การกระทําดังกลาวอาศัยอํานาจหนาที่ในตําแหนงของจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓รวมกับจําเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ในลักษณะแบงหนาที่กันทํา จึงเปนการกระทําโดยมีเจตนาทุจริตเปนเหตุใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและแกทางราชการ จํานวนเงิน๒๓๙,๗๐๐,๐๐๐ บาท เหตุเกิดที่แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร กอนคดีนี้ จําเลยที่ ๑เปนบุคคลคนเดียวกับจําเลยในคดีหมายเลขแดงที่ อม.๒๑๑/๒๕๖๐ ของศาลนี้ ขอใหลงโทษจําเลยที่ ๑ถึงที่ ๓ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑, ๑๕๗ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒๓/๑ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๙๒และพระราชบัญญัติวาดวยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาตอหนวยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒, ๑๓ลงโทษจําเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑, ๑๕๗ ประกอบมาตรา ๘๖พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒๓/๑ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑มาตรา ๑๙๒ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ และพระราชบัญญัติวาดวยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาตอหนวยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔, ๑๒, ๑๓ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ กับนับโทษจําเลยที่ ๑ ตอจากโทษของจําเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่อม. ๒๑๑/๒๕๖๐ ของศาลนี้โจทกยื่นฟองกรณีไมปรากฏตัวจําเลยที่ ๑ ตอหนาศาล ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๗ วรรคสองจําเลยที่ ๓ ยื่นคํารองและแกคํารองวา การฟองคดีของโจทกลวงพนระยะเวลาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสามโจทกไมไดบรรยายฟองวาจําเลยที่ ๓ เปนเจาพนักงานผูมีหนาที่ซื้อ ทํา จัดการ หรือรักษาทรัพยอันเปนวัตถุมีรูปรางอันใด และใชอํานาจในตําแหนงแสวงหาประโยชนที่มิควรไดโดยชอบดวยกฎหมายจากตัวทรัพยนั้นอยางไร ทั้งไมบรรยายวาจําเลยที่ ๓ มีหนาที่โดยตรงในการจัดซื้อจัดจางอยางไรหนา ๒๕เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่อยางไร มีเจตนาพิเศษและโครงการ Roadshow เกิดความสูญเปลาอยางไรฟองโจทกสําหรับจําเลยที่ ๓ จึงไมชอบดวยกฎหมาย ขอใหศาลสั่งไมประทับรับฟององคคณะผูพิพากษามีคําสั่งวา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคทาย บัญญัติวา การฟองคดีเมื่อลวงพนกําหนดระยะเวลาตามที่กําหนดในมาตรานี้ยอมกระทําไดถาไดฟองภายในอายุความ ดังนี้ เมื่อโจทกยื่นฟองคดีภายในกําหนดอายุความ ขออางของจําเลยที่ ๓ จึงหาเปนการตัดอํานาจฟองของโจทกไมฟองโจทกไมไดบรรยายองคประกอบใหเห็นวาจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เปนเจาพนักงานผูมีหนาที่ซื้อ ทําจัดการ หรือรักษาทรัพยอยางไร โจทกบรรยายฟองเจาะจงวาจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ มีสวนเกี่ยวของเพียงเปนผูอนุมัติงบกลางหรืองบประมาณเทานั้น จึงไมชัดเจนวาโจทกประสงคจะเอาผิดและใหลงโทษจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เพราะจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ไดเอาอํานาจในตําแหนงหนาที่ราชการนั้นไปใชหรือไมและในลักษณะใดแน กรณีถือวาฟองโจทกไมไดบรรยายโดยแจงชัดซึ่งสาระสําคัญ และถือวาเปนฟองที่ไมครบองคประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑ จึงเปนฟองที่ไมชอบดวยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๕) ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘วรรคสาม กรณีนี้เปนกรณีที่ฟองไมครบองคประกอบความผิด ทั้งจําเลยที่ ๓ ไดยื่นคํารองขอใหศาลวินิจฉัยในปญหาดังกลาว จึงไมอาจใหโจทกแกฟองที่ขาดองคประกอบความผิดใหเปนฟองที่ครบองคประกอบความผิดไดแตโจทกบรรยายฟองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒๓/๑ชอบดวยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๕) ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘วรรคสาม จึงมีคําสั่งไมประทับรับฟองขอหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑ สวนขอหาอื่นใหประทับรับฟองไวพิจารณาโจทกอุทธรณคําสั่งไมประทับรับฟองขอหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑ตอที่ประชุมใหญศาลฎีกาที่ประชุมใหญศาลฎีกาโดยองคคณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณพิจารณาแลว พิพากษายืนหนา ๒๖เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ศาลสงหมายเรียกและสําเนาคําฟองใหจําเลยที่ ๑ ทราบโดยชอบแลว จําเลยที่ ๑ ไมมาศาลและไดออกหมายจับแลวแตไมสามารถจับตัวไดภายในกําหนด จึงพิจารณาคดีโดยไมตองกระทําตอหนาจําเลยที่ ๑ และจําเลยที่ ๑ ไมมาศาลในวันนัดพิจารณาครั้งแรก ถือวาจําเลยที่ ๑ใหการปฏิเสธ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และมาตรา ๓๓ วรรคสาม แตจําเลยที่ ๑ตั้งทนายความมาดําเนินการแทน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๘ วรรคสองจําเลยที่ ๒ ถึงที่ ๖ ใหการปฏิเสธพิเคราะหพยานหลักฐานตามทางไตสวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองประกอบสํานวนการไตสวนของโจทก คําแถลงปดคดีของโจทกและจําเลยทั้งหกแลว ขอเท็จจริงรับฟงเปนยุติวา ขณะเกิดเหตุจําเลยที่ ๑ ดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี มีอํานาจหนาที่ในการบริหารราชการแผนดินกํากับทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผนดิน มอบหมายใหรองนายกรัฐมนตรีกํากับการบริหารราชการตลอดจนดําเนินการอื่น ๆ ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑และยังมีอํานาจอนุมัติเห็นชอบกรณีสวนราชการขอใชเงินงบกลาง ในวงเงินเกิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ ๒๕๕๒ เรื่อง แนวทางปฏิบัติกรณีขออนุมัติใชเงินงบกลางรายการเงินสํารองจายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจําเปน จําเลยที่ ๒ ดํารงตําแหนงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงพาณิชย มีอํานาจหนาที่ในการบริหารราชการแผนดินรวมกับรัฐมนตรีอื่นมีอํานาจสั่ง อนุญาต หรืออนุมัติใหสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีหรือขาราชการหรือผูปฏิบัติงานในสวนสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการหรือดําเนินการใด ๆ ไดตามกฎหมาย และในฐานะผูบังคับบัญชาหรือรัฐมนตรีเจาสังกัดแทนนายกรัฐมนตรีตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีที่ ๑๕๑/๒๕๕๖ลงวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๖ และมีอํานาจอนุมัติใหสั่งจางตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ขอ ๖๖ จําเลยที่ ๓ ดํารงตําแหนงเลขาธิการนายกรัฐมนตรีซึ่งเปนผูบังคับบัญชาของขาราชการในสังกัดสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการขึ้นตรงตอนายกรัฐมนตรี ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผนดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๓มีอํานาจหนาที่ในการเผยแพรและประชาสัมพันธนโยบาย ยุทธศาสตร และผลงานของรัฐบาลหนา ๒๗เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ เสนอความเห็นเพื่อการสั่งการของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายใหเปนอํานาจหนาที่ของสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ จึงเปนผูดํารงตําแหนงทางการเมือง และเปนเจาหนาที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒มาตรา ๔ กับเปนเจาพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายตอรัฐสภา ขอ ๓.๔ นโยบายโครงสรางพื้นฐาน การพัฒนาระบบรางเพื่อขนสงมวลชน และการบริหารจัดการระบบขนสงสินคาและบริการ โดยกลาวถึงการพัฒนาระบบรถไฟทางคูเชื่อมชานเมืองและหัวเมืองหลักในเสนทางสําคัญ พัฒนารถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพมหานครไปยังภูมิภาค ตามเอกสารหมาย จ.๑๖ วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๕ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตรเพื่อการฟนฟูและสรางอนาคตประเทศ(กยอ.) ครั้งที่ ๕/๒๕๕๕ (กรณีเรงดวน ๔ ประเด็น) โดยมีประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาระบบโครงสรางพื้นฐานดานการขนสงรวมอยูดวย วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๖ คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบกรณีกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติสํานักงบประมาณ และหนวยงานที่เกี่ยวของ ไดประชุมหารือรวมกันเพื่อยกรางพระราชบัญญัติใหอํานาจกระทรวงการคลังกูเงินเพื่อการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ พ.ศ. ....เพื่อใหรัฐบาลสามารถจัดหาแหลงเงินทุนเพื่อใชในการลงทุนดานโครงสรางพื้นฐานของประเทศใหมีความตอเนื่องและเชื่อมโยงอยางเปนระบบ วงเงินไมเกิน ๒ ลานลานบาท วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ ๒๕๕๖คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบยุทธศาสตรการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศเพื่อเปนขอมูลประกอบการจัดทํารางพระราชบัญญัติดังกลาว และเห็นชอบใหกระทรวงคมนาคมจัดนิทรรศการเรื่อง การลงทุนพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศเพื่อสรางความรูความเขาใจแกประชาชนตามเอกสารหมาย จ.๑๘ และ จ.๑๙ กระทรวงคมนาคมจัดทําโครงการนิทรรศการ Thailand ๒๐๒๐กาวใหม เชื่อมไทยสูโลก นิทรรศการของประชาชน และโครงการจางสัมมนาเพื่อรับฟงความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง การลงทุนพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ ระหวางวันที่๘ - ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖ ที่ศูนยราชการเฉลิมพระเกียรติ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร วงเงินงบประมาณ๔๑,๙๖๐,๓๘๑ บาท โดยจัดจางโดยวิธีพิเศษ มีจําเลยที่ ๑ เปนประธานเปดงาน และจําเลยที่ ๒หนา ๒๘เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ซึ่งดํารงตําแหนงรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีมารวมงานดวย หลังจากนั้น กระทรวงคมนาคมดําเนินโครงการประชาสัมพันธและสํารวจความคิดเห็นของประชาชนตอแผนลงทุนพัฒนาโครงสรางพื้นฐานระบบคมนาคมขนสง พ.ศ. ๒๕๕๖ - ๒๕๖๓ ในชวงระหวางวันที่ ๑๙ - ๒๑ เมษายน ๒๕๕๖ที่จังหวัดหนองคาย ตอดวยวันที่ ๖ - ๙ มิถุนายน ๒๕๕๖ ที่จังหวัดนครราชสีมา และระหวางวันที่๑๙ - ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๖ ที่จังหวัดพิษณุโลก วงเงินงบประมาณ ๑๐,๓๗๑,๒๐๐ บาทตามเอกสารหมาย จ.๒๑ และ จ.๒๒ วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๖ คณะรัฐมนตรีเสนอรางพระราชบัญญัติใหอํานาจกระทรวงการคลังกูเงินเพื่อการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ พ.ศ. ....ตอสภาผูแทนราษฎร ตามเอกสารหมาย จ.๒๓ และ จ.๒๔ วันที่ ๒๘ - ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๖สภาผูแทนราษฎรไดพิจารณารางพระราชบัญญัติดังกลาว วาระที่ ๑ (ขั้นรับหลักการ) มีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจากพรรคฝายคานหลายรายอภิปรายทักทวง ตามเอกสารหมาย จ.๒๕ และ จ.๒๖ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีหนังสือที่ คปก.๐๑/๗๒๑ ลงวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ถึงจําเลยที่ ๑โดยเสนอแนะวา รางพระราชบัญญัติดังกลาวเปนการตราพระราชบัญญัตินอกเหนือจากวิธีการที่กําหนดไวตามรัฐธรรมนูญ จึงอาจขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ รวมทั้งประเด็นขอเสนอในดานผลกระทบตอสิ่งแวดลอมและดานอื่นตามเอกสารหมาย จ.๒๘ จําเลยที่ ๑ มอบหมายใหสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจัดทําโครงการจัดนิทรรศการ การสัมมนา และการโฆษณาประชาสัมพันธเผยแพรขอมูลเกี่ยวกับโครงการลงทุนพัฒนาโครงสรางพื้นฐานระบบคมนาคมขนสงของประเทศใหแกสาธารณชนทราบภายใตชื่อโครงการ Roadshow สรางอนาคตประเทศไทย Thailand ๒๐๒๐ (โครงการ Roadshow)มีจําเลยที่ ๓ ในฐานะเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปนผูรับผิดชอบโครงการ โดยกําหนดวัตถุประสงคเพื่อสรางความรูความเขาใจเกี่ยวกับโครงการลงทุนพัฒนาโครงสรางพื้นฐานระบบคมนาคมของประเทศซึ่งจะเกิดขึ้นตอไป ตอมาประมาณปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๕๖ จําเลยที่ ๓ เปนประธานประชุมเตรียมการอยางไมเปนทางการรวมกับหนวยงานราชการที่เกี่ยวของ ไดแก สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย ที่ทําเนียบรัฐบาล เพื่อปรึกษาหารือแนวทางและวางกรอบในการดําเนินโครงการ Roadshow ไดขอสรุปวาเปนการเกินขีดความสามารถของสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงพิจารณาสรรหาใหเอกชนเขามาดําเนินการ จําเลยที่ ๑มีคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๒๔๒/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๖ แตงตั้งคณะกรรมการหนา ๒๙เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ บูรณาการการประชาสัมพันธโครงการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานเพื่อสรางอนาคตประเทศ มีจําเลยที่ ๓เปนประธานกรรมการ ใหมีอํานาจหนาที่กําหนดรูปแบบและแผนการประชาสัมพันธโครงการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานเพื่อสรางอนาคตประเทศ เพื่อเผยแพรประชาสัมพันธ และสรางความเขาใจแกประชาชนตามเอกสารหมาย จ.๓๓ โครงการ Roadshow ไมอยูในแผนงานหรือโครงการงบประมาณป ๒๕๕๖และสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไมไดตั้งงบประมาณเพื่อการดังกลาว จําเลยที่ ๓ จึงลงนามในหนังสือสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ดวนที่สุด ที่ นร ๐๔๐๑.๓/๑๒๒๖๙ ลงวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๖ขอความเห็นสํานักงบประมาณเพื่อประกอบการพิจารณากรณีของบกลาง ตอมาสํานักงบประมาณมีหนังสือดวนที่สุด ที่ นร ๐๗๐๕/๒๓๙๕๗ ลงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๖ แจงความเห็นมายังจําเลยที่ ๓วาเห็นสมควรที่จําเลยที่ ๑ จะอนุมัติหลักการใหสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเบิกจายงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ ๒๕๕๖ งบกลาง รายการเงินสํารองจายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเปนวงเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๓๖ จําเลยที่ ๓ ลงนามในบันทึกขอความสํานักบริหารกลาง ดวนที่สุด สบก. (กผง.) ๘๓๐/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๖เสนอจําเลยที่ ๑ โดยผานจําเลยที่ ๒ เพื่อขออนุมัติใชเงินงบกลาง รายการเงินสํารองจายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเปน เปนเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยระบุแผนการจัดโครงการ Roadshowสรางอนาคตประเทศไทย Thailand ๒๐๒๐ ในพื้นที่จังหวัดขนาดใหญ ๑๒ จังหวัด ระหวางเดือนกันยายน ๒๕๕๖ ถึงพฤศจิกายน ๒๕๕๗ โดยระยะแรกนํารอง ๒ จังหวัด ไดแกจังหวัดหนองคาย และจังหวัดนครราชสีมา จําเลยที่ ๒ ลงนามผานเรื่องเสนอไปยังจําเลยที่ ๑เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๖ ตามเอกสารหมาย จ.๓๗ วันที่ ๑๙ - ๒๐ กันยายน ๒๕๕๖สภาผูแทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบรางพระราชบัญญัติใหอํานาจกระทรวงการคลังกูเงินเพื่อการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ พ.ศ. .... วาระที่ ๒ ขั้นแปรญัตติ และวาระที่ ๓ขั้นลงมติ ตามเอกสารหมาย จ.๓๘ และ จ.๓๙ จําเลยที่ ๔ โดย นายฐากูร บุนปาน มีหนังสือที่ฆณ.๑๐-๐๕๕๕/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๖ ถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย ขอความอนุเคราะหประสานงานใหแตละจังหวัดอํานวยความสะดวกในเรื่องตาง ๆ เชน สถานที่จัดงาน ผูเขารวมงานการรักษาความปลอดภัย ตลอดจนสาธารณูปโภคตาง ๆ โดยระบุวาจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ไดรับมอบหมายจากสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีใหจัดนิทรรศการเสวนา โดยใชชื่องานวาหนา ๓๐เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ สรางอนาคตไทย ๒๐๒๐ ใน ๑๒ จังหวัดทั่วประเทศ ตามเอกสารหมาย จ.๔๐ นางนันทิกาญจนสวัสดิ์ภักดี ผูอํานวยการสํานักโฆษก สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จัดทําบันทึกขอความลงวันที่๒๔ กันยายน ๒๕๕๖ ตั้งเรื่อง ขออนุมัติหลักการโครงการ Roadshow ระบุวา นายกรัฐมนตรีไดมอบหมายใหสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีพิจารณาดําเนินการ จําเลยที่ ๓ ลงนามอนุมัติหลักการโดยเบิกจายจากเงินงบกลาง สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตามเอกสารหมาย จ.๔๑ วันที่๒๕ กันยายน ๒๕๕๖ จําเลยที่ ๑ อนุมัติเบิกงบกลางรายการเงินสํารองจายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเปน วงเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และมอบหมายใหสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีดําเนินการจัดนิทรรศการโครงการ Roadshow วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๖ จําเลยที่ ๑ เปนประธานแถลงขาวโครงการ Roadshow สรางอนาคตไทย ๒๐๒๐ ที่จะจัดขึ้น ๑๒ จังหวัดทั่วประเทศณ ตึกสันติไมตรีหลังนอก ทําเนียบรัฐบาล ตามเอกสารหมาย จ.๔๕ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖สํานักงบประมาณมีหนังสือแจงอนุมัติใหสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเบิกจายงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ งบกลาง รายการเงินสํารองจายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเปนจํานวน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๔๖ จําเลยที่ ๓ ลงนามบันทึกขอความสํานักบริหารกลาง ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ เสนอจําเลยที่ ๒ เพื่อขออนุมัติจัดโครงการ Roadshowที่จังหวัดหนองคาย และจังหวัดนครราชสีมา ในวงเงินไมเกิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๔๘วันเดียวกันจําเลยที่ ๓ ลงนามในบันทึกขอความสํานักบริหารกลางที่ สบก. (กบพ.) ๒๗๘๔/๒๕๕๖อนุมัติแตงตั้งคณะกรรมการกําหนดราคากลาง โครงการ Roadshow ในสวนพื้นที่จังหวัดหนองคายและจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งคณะกรรมการกําหนดราคากลางมีบันทึกขอความลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖เสนอขออนุมัติกําหนดราคากลาง ๒ จังหวัด จังหวัดละ ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวมวงเงินไมเกิน๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เสนอจําเลยที่ ๓ ตามเอกสารหมาย จ.๔๙ ตอมาจําเลยที่ ๓ อนุมัติใหดําเนินการจัดจางโดยวิธีพิเศษ ตามบันทึกขอความสํานักบริหารกลาง ที่ สบก. (กบพ.) ๒๗๙๒/๒๕๕๖ ลงวันที่๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ ซึ่งระบุวาเปนงานที่ตองกระทําโดยเรงดวนหากลาชาอาจจะเสียหายแกราชการและจําเลยที่ ๓ แตงตั้งคณะกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษ และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุวงเงินงบประมาณ ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๕๐ จําเลยที่ ๔ มีหนังสือขอเสนอราคาการประชาสัมพันธการจัดงานสรางอนาคตประเทศไทย ๒๐๒๐ ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖หนา ๓๑เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ตามเอกสารหมาย จ. ๕๑ คณะกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษจัดทําบันทึกขอความรายงานผลการพิจารณาเห็นควรจางจําเลยที่ ๔ เปนผูดําเนินโครงการ ตอมาจําเลยที่ ๓ ลงนามในบันทึกขอความขออนุมัติจัดจางโครงการโดยวิธีพิเศษเสนอจําเลยที่ ๒ เห็นสมควรอนุมัติใหจางจําเลยที่ ๔ เปนผูจัดโครงการซึ่งจําเลยที่ ๒ ลงนามอนุมัติ ตามบันทึกขอความสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ สบก. (กบพ.) ๒๗๙๓/๒๕๕๖และบันทึกขอความสํานักบริหารกลางที่ สบก. (กบพ.) ๒๗๙๔/๒๕๕๖ ตามเอกสารหมาย จ.๕๒และ จ.๕๓ สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดย นายพงษศักดิ์ ลงนามในหนังสือสั่งจาง ที่ ๑/๒๕๕๗ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ จางจําเลยที่ ๔ ดําเนินโครงการใน ๒ จังหวัด เปนเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทตามเอกสารหมาย จ.๕๔ วันที่ ๗ - ๘ ตุลาคม ๒๕๕๖ วุฒิสภาประชุมเพื่อพิจารณารางพระราชบัญญัติใหอํานาจกระทรวงการคลังกูเงินเพื่อการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ พ.ศ. ....วาระที่ ๑ มีมติรับหลักการ ตามเอกสารหมาย จ.๑๕๒ วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ นางนันทิกาญจนเสนอบันทึกขอความตั้งเรื่อง ขออนุมัติหลักการจัดโครงการ Roadshow จํานวน ๑๐ จังหวัด ในวงเงินไมเกิน๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจําเลยที่ ๓ ลงนามอนุมัติ โดยเบิกจายจากเงินงบประมาณผลผลิตการบริหารจัดการของรัฐบาล งบรายจายอื่น คาใชจายในการขับเคลื่อนยุทธศาสตรของรัฐบาลประจําปงบประมาณ ๒๕๕๗ ตามเอกสารหมาย จ.๕๖ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ นายพงษศักดิ์มีบันทึกขอความเห็นควรอนุมัติหลักการจัดโครงการ Roadshow โดยจัดจางเอกชนดําเนินการโครงการตามที่สํานักโฆษกเสนอ จําเลยที่ ๓ ลงนามรับทราบ ตามเอกสารหมาย จ.๕๗ แลวจําเลยที่ ๓มีบันทึกขอความเสนอจําเลยที่ ๒ ระบุวา เสนอขออนุมัติหลักการจัดโครงการตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ขอ ๘ และขอ ๖๖ ซึ่งเปนกรณีวงเงินเกิน๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และอยูในอํานาจของรัฐมนตรีเจาสังกัดพิจารณาอนุมัติ โดยจําเลยที่ ๒ ลงนามอนุมัติตามเอกสารหมาย จ.๕๘ นายพงษศักดิ์ เสนอบันทึกขอความ ดวนที่สุด ที่ สบก. (กบพ.) ๒๙๒๔/๒๕๕๖ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ ขออนุมัติจัดจางโครงการโดยวิธีพิเศษ และแตงตั้งคณะกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษ และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ โดยแยกการดําเนินงานเปน ๒ กลุม กลุมละ ๕ จังหวัดกลุมแรก จังหวัดชลบุรี ระหวางวันที่ ๑๕ - ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ จังหวัดฉะเชิงเทรา ระหวางวันที่๑ - ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ จังหวัดเพชรบุรี ระหวางวันที่ ๘ - ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหวางวันที่ ๒๒ - ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ จังหวัดสงขลา ระหวางวันที่หนา ๓๒เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ๒๙ พฤศจิกายน - ๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ กลุมสอง จังหวัดอุบลราชธานี ระหวางวันที่ ๑๘ - ๒๐ตุลาคม ๒๕๕๖ จังหวัดขอนแกน ระหวางวันที่ ๒๕ - ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ จังหวัดนครสวรรคระหวางวันที่ ๑ - ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหวางวันที่ ๘ - ๑๐พฤศจิกายน ๒๕๕๖ จังหวัดเชียงใหม ระหวางวันที่ ๑๕ - ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ซึ่งจําเลยที่ ๓ลงนามอนุมัติ ตามเอกสารหมาย จ.๕๙ จําเลยที่ ๕ ยื่นเอกสารขอเสนอดานราคาและตอรองราคารับจางโครงการในจังหวัดกลุมแรก ฉบับลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ ลงนามโดยจําเลยที่ ๖ ตามเอกสารหมาย จ.๖๑จําเลยที่ ๔ ยื่นเอกสารเสนอราคาและตอรองราคารับจางโครงการในจังหวัดกลุมสอง ตามเอกสารหมาย จ.๖๐คณะกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษประชุมพิจารณาแลวเห็นสมควรจางจําเลยที่ ๔ และที่ ๕เปนผูดําเนินการจัดโครงการดังกลาวในวงเงินรายละ ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เปนเงิน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทเสนอจําเลยที่ ๓ ตามบันทึกขอความสํานักบริหารกลางที่ สบก. (กบพ.) ๒๙๒๕/๒๕๕๖ ลงวันที่๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ เอกสารหมาย จ.๖๒ จําเลยที่ ๓ ลงนามในบันทึกขอความสํานักบริหารกลางที่ สบก.(กบพ.) ๒๙๒๖/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ เสนอจําเลยที่ ๒ เรื่อง ขออนุมัติการจางโดยวิธีพิเศษ ซึ่งจําเลยที่ ๒ ลงนามอนุมัติ ตามเอกสารหมาย จ.๖๓ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดย นายพงษศักดิ์ ลงนามในหนังสือสั่งจาง ที่ จ.๑๗/๒๕๕๗ ลงวันที่๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ จางจําเลยที่ ๔ ดําเนินโครงการในสวนจังหวัดกลุมสอง เปนเงิน๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และลงนามหนังสือสั่งจาง ที่ จ.๑๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖จางจําเลยที่ ๕ ดําเนินโครงการในสวนจังหวัดกลุมแรก เปนเงิน ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามเอกสารหมาย จ.๖๔และ จ.๖๕ ตอมาวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๖ สํานักงบประมาณแจงใบจัดสรรเงินงบประมาณวงเงิน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ใหสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีพิจารณาดําเนินการ ตามเอกสารหมาย จ.๖๗วันที่ ๑๘ - ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณารางพระราชบัญญัติใหอํานาจกระทรวงการคลังกูเงินเพื่อการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ พ.ศ. ....แลวมีมติเห็นชอบ ตามเอกสารหมาย จ.๑๕๔ วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๖ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคํารองที่มีผูยื่นเรื่องขอใหศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยวา รางพระราชบัญญัติใหอํานาจกระทรวงการคลังกูเงินเพื่อการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ พ.ศ. ....ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญหรือตราขึ้นโดยไมถูกตองตามรัฐธรรมนูญหรือไม ตามเอกสารหมาย จ.๗๐หนา ๓๓เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ วันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๖ จําเลยที่ ๓ มีหนังสือดวนที่สุด ที่ นร ๐๔๐๑.๕/๑๖๓๖๑ ลงวันที่๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๖ ถึงปลัดกระทรวงการคลัง ขออนุมัติลงนามในสัญญากอนไดรับอนุมัติเงินประจํางวดวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ นายพงษภาณุ เศวตรุนทร รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการวาดวยการพัสดุ มีหนังสือกรมบัญชีกลาง ดวนที่สุด ที่ กค (กวพ) ๐๔๒๑.๓/๔๖๕๔๗ ลงวันที่๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ ถึงจําเลยที่ ๓ แจงวา สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไดลงนามในสัญญาสั่งจางกอนไดรับอนุมัติเงินประจํางวด เปนการไมปฏิบัติตามระเบียบฯ พ.ศ. ๒๕๓๕ อยางไรก็ดี เพื่อบรรเทาความเสียหายแกราชการ จึงอนุมัติผอนผันการไมปฏิบัติตามระเบียบฯ ใหสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเปนกรณีเฉพาะราย ทั้งนี้ เนื่องจากกรณีนี้เปนการกอหนี้ผูกพันกอนไดรับอนุมัติเงินประจํางวดที่ไมเปนไปตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง เปนอํานาจของคณะรัฐมนตรี สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจึงตองนําเสนอคณะรัฐมนตรีตอไป ตามเอกสารหมาย จ.๗๒ตอมาจําเลยที่ ๓ ลงนามในบันทึกขอความสํานักบริหารกลางที่ สบก. (กบพ.) ๓๔๖๖/๒๕๕๖ลงวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ เสนอจําเลยที่ ๒ ลงนามในหนังสือไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอเรื่องตอคณะรัฐมนตรีขออนุมัติลงนามในสัญญากอนไดรับอนุมัติเงินประจํางวดในวันที่๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๖ ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๒๓ วรรคสี่จําเลยที่ ๒ ในฐานะรัฐมนตรีเจาสังกัดผูมีอํานาจเสนอเรื่องตอคณะรัฐมนตรี ตามพระราชกฤษฎีกาวาดวยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๘ ลงนามในหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อขอใหคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามเอกสารหมาย จ.๗๓ ซึ่งตอมาคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๗ ตามเอกสารหมาย จ.๘๐ จําเลยที่ ๓ มีคําสั่งที่ ๒๕๖/๒๕๕๖ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๖ แตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนขอเท็จจริง ตอมาวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ ๒๕๕๗คณะกรรมการดังกลาวรายงานผลการสอบสวนขอเท็จจริงวา การที่สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีลงนามในหนังสือสั่งจางที่ จ.๑๗/๒๕๕๗ และ จ.๑๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖กอนไดรับอนุมัติเงินประจํางวด เปนการดําเนินการโครงการตามนโยบายรัฐบาลที่มีความจําเปนเรงดวนโดยเจาหนาที่ผูปฏิบัติเขาใจวาสามารถดําเนินการได เพราะทราบวาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ ๒๕๕๗ ประกาศใชในวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ และเมื่อสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีทราบขอทักทวงจากเจาหนาที่สํานักงบประมาณ ก็เรงดําเนินการใหเปนไปตามกฎหมายหนา ๓๔เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ที่เกี่ยวของ ตอมาวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ ๒๕๕๗ นางเอมปรีดิ์ วัชรางกูร รักษาราชการแทนผูอํานวยการสํานักบริหารกลางเสนอรายงานการสอบสวนประกอบความเห็นวา เห็นควรยุติเรื่องซึ่งจําเลยที่ ๓ เห็นชอบดวย ตามเอกสารหมาย จ.๗๖ คณะกรรมการตรวจรับพัสดุมีบันทึกขอความเรื่อง การตรวจรับการจางจัดโครงการ ลงวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๗ (จังหวัดนครศรีธรรมราชจังหวัดชลบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดสงขลา) วันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๗(จังหวัดหนองคายและนครราชสีมา) วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๗ (จังหวัดเชียงใหม จังหวัดอุบลราชธานีจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดขอนแกน จังหวัดนครสวรรค) ตามเอกสารหมาย จ.๙๐ ถึง จ.๙๒วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๗ นางสาวประพีร อังกินันทน รองผูวาการตรวจเงินแผนดิน รักษาราชการแทนผูวาการตรวจเงินแผนดิน มีหนังสือสํานักงานการตรวจเงินแผนดิน ดวนที่สุด ที่ ตผ.๐๐๑๙/๐๒๓๖ลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๗ ถึงจําเลยที่ ๓ ขอใหพิจารณาทบทวนการใชเงินเพื่อจัดโครงการวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๕๗ จําเลยที่ ๓ มีหนังสือ ดวนที่สุด ที่ นร ๐๔๐๕ (ลน)/๐๑๖๕ ลงวันที่๒๓ มกราคม ๒๕๕๗ ถึงผูวาการตรวจเงินแผนดินวา การดําเนินการดังกลาวเปนไปตามนโยบายของรัฐบาล ตามเอกสารหมาย จ.๘๑ ตอมา นางสาวประพีร มีหนังสือสํานักงานการตรวจเงินแผนดินดวนที่สุด ที่ ตผ ๐๐๑๙/๐๘๒๒ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๗ ถึงจําเลยที่ ๓ ขอใหทบทวนการใชจายเงินในการดําเนินการโครงการ Roadshow ตามเอกสารหมาย จ.๘๒ วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๗ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยที่ ๓ - ๔/๒๕๕๗ วารางพระราชบัญญัติใหอํานาจกระทรวงการคลังกูเงินเพื่อการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ พ.ศ. .... ขัดตอบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญมีผลใหรางพระราชบัญญัติดังกลาวเปนอันตกไป ตามเอกสารหมาย จ.๘๓ วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๗จําเลยที่ ๓ มีหนังสือ ดวนที่สุด ที่ นร ๐๔๐๑.๖/๗๐๓ ลงวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๗ถึงผูวาการตรวจเงินแผนดินวา โครงการไดมีการดําเนินการและผูรับจางไดปฏิบัติตามสัญญาเสร็จสิ้นแลวไมอาจบอกเลิกสัญญาได ใครขอหารือวาควรดําเนินการเกี่ยวกับการอนุมัติเบิกจายเงินเพื่อใหเกิดความถูกตองเปนธรรมอยางไร ตามเอกสารหมาย จ.๘๔ แผนที่ ๒๗๖๐ - ๒๗๖๑ วันที่ ๒๑ และวันที่๒๖ มีนาคม ๒๕๕๗ จําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ตางมีหนังสือขอความเปนธรรมในกรณีรับจางทํางานใหรัฐตามเอกสารหมาย จ.๙๗ วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๗ จําเลยที่ ๓ มีหนังสือรายงานผลการดําเนินโครงการไปยังสํานักงานการตรวจเงินแผนดิน ตามเอกสารหมาย จ.๘๔ แผนที่ ๒๗๖๒ - ๒๗๖๗ วันที่หนา ๓๕เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗ สํานักงานการตรวจเงินแผนดินมีหนังสือ ดวนที่สุด ที่ ตผ ๐๐๑๙/๒๐๑๒ถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรี วาขอเสนอแนะของสํานักงานการตรวจเงินแผนดินมีลักษณะเปนขอเสนอแนะการตอบขอหารือไมอยูในอํานาจหนาที่ของสํานักงานการตรวจเงินแผนดิน ตามเอกสารหมาย จ.๘๕วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ สํานักงานการตรวจเงินแผนดินมีหนังสือ ดวนที่สุด ที่ ตผ ๐๐๑๙/๒๕๑๑ถึงหัวหนาคณะรักษาความสงบแหงชาติขอสงเรื่องมาเพื่อประกอบการพิจารณา ตามเอกสารหมาย จ.๘๖วันที่ ๒๔ และวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๗ จําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ตางมีหนังสือรองเรียนไปยังหัวหนาคณะรักษาความสงบแหงชาติ กรณียังไมไดรับเงินคาจางตามสัญญา ตามเอกสารหมาย จ.๙๘วันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๘ พลเอก วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีคําสั่งสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ ๓๒/๒๕๕๘ แตงตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขั้นตอนการดําเนินโครงการ Roadshowสรางอนาคตไทย ๒๐๒๐ ตามเอกสารหมาย จ.๑๐๑ ตอมาวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘คณะกรรมการดังกลาวรายงานผลการตรวจสอบวา ขั้นตอนการดําเนินโครงการเปนไปตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ตามเอกสารหมาย จ.๑๐๓ วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๘พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน ประธานกรรมการติดตามและตรวจสอบการใชจายงบประมาณภาครัฐมีหนังสือ ที่ คสช (คตร)/๔๓๙ ถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแจงวา หากสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีพิจารณาแลวเห็นวาการดําเนินการเปนไปตามกฎระเบียบก็สามารถพิจารณาชําระคาจางใหกับผูรับจางไดตามเอกสารหมาย จ.๑๐๔ วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘ นางเอมปรีดิ์ วัชรางกูร ผูอํานวยการสํานักบริหารกลาง (ในขณะนั้น) เสนอความเห็นแนบไปกับบันทึกขอความสํานักบริหารกลางกลุมบริหารงานพัสดุ ดวนที่สุด ที่ สบก.(กบพ.) ๗๗๒/๒๕๕๘ ขออนุมัติเบิกจายเงินในการจัดจางโครงการ Roadshow ตามเอกสารหมาย จ.๑๐๖ พลเอก วิลาศ ใหความเห็นชอบอนุมัติใหเบิกจายเงินคาจางจํานวน ๒๓๙,๗๐๐,๐๐๐ บาท แกจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ตอมาวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๘มีการเบิกจายเงินใหแกจําเลยที่ ๔ วันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๘ มีการเบิกจายเงินใหแกจําเลยที่ ๕ตามเอกสารหมาย จ.๑๐๗ โจทกไตสวนขอเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวง และแจงขอกลาวหาแกจําเลยทั้งหกกับพวกแลว ตามเอกสารหมาย จ.๑, จ.๑๑๓ ถึง จ.๑๒๑, จ.๑๒๓ ถึง จ.๑๒๕, จ.๑๒๗และ จ.๑๒๙ ถึง จ.๑๓๐ ตอมาโจทกมีมติวาการกระทําของจําเลยทั้งหกและ นายฐากูรมีมูลเปนความผิดอาญาตามฟอง จึงสงรายงาน สํานวนการไตสวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นหนา ๓๖เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ไปยังอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดเห็นวารายงาน เอกสารและความเห็นที่โจทกสงใหยังมีขอไมสมบูรณเพียงพอที่จะดําเนินคดีได ตามเอกสารหมาย จ.๒๐๘ และมีการตั้งคณะกรรมการรวมระหวางผูแทนโจทกและผูแทนอัยการสูงสุด แตไมอาจหาขอยุติได ตามเอกสารหมาย จ.๒๐๙ ถึง จ.๒๑๑ปญหาที่ตองวินิจฉัยประการแรกมีวา ฟองโจทกสําหรับจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒๓/๑ ถูกตองตามกฎหมายหรือไม เห็นวาการดําเนินคดีในระบบไตสวน เปนหนาที่ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองที่จะตองตรวจคําฟองวาถูกตองตามกฎหมายหรือไมกอนที่จะมีคําสั่งใหประทับรับฟอง ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองมีคําสั่งเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๕ แลววา ฟองโจทกขอหาอื่นนอกจากความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๑ มีขอความตามที่บัญญัติไวในมาตรา ๑๕๘แหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘ วรรคสาม โดยมีขอความที่เปนการกลาวหาและระบุพฤติการณที่กลาวหาวาจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ กระทําความผิดเพียงพอที่จะดําเนินกระบวนพิจารณาไตสวนขอเท็จจริงตอไปไดแลวจึงเปนคําฟองที่ถูกตองตามมาตรา ๒๖วรรคหนึ่ง แหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองพ.ศ. ๒๕๖๐ กรณีจึงไมจําตองวินิจฉัยปญหานี้ซ้ําอีกปญหาที่ตองวินิจฉัยประการตอไปมีวา การที่โจทกไตสวนขอเท็จจริงโดยไมเรียกพยานที่จําเลยที่ ๑และที่ ๒ อางมาไตสวนเพิ่มเติมเปนการชอบดวยกฎหมาย และสํานวนการไตสวนของโจทกนํามาเปนหลักในการพิจารณาไดหรือไม เห็นวา คดีนี้ จําเลยที่ ๑ ลงชื่อรับทราบขอกลาวหาเมื่อวันที่๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ตามบันทึกการแจงขอกลาวหาเอกสารหมาย จ.๑๒๓ แผนที่ ๓๐๒๗จําเลยที่ ๒ ลงชื่อรับทราบขอกลาวหาเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๒ ตามบันทึกการแจงขอกลาวหาเอกสารหมาย จ.๑๒๔ แผนที่ ๓๐๔๖ จําเลยที่ ๑ มีหนังสือชี้แจงแกขอกลาวหาฉบับลงวันที่๓ ธันวาคม ๒๕๖๒ อางพยานบุคคล ๖ คน ตามเอกสารหมาย จ.๑๓๒ แผนที่ ๓๓๖๑ - ๓๓๘๑สวนจําเลยที่ ๒ มีหนังสือชี้แจงแกขอกลาวหาฉบับลงวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๓ อางพยานบุคคล ๑๖ คนหนา ๓๗เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ตามเอกสารหมาย จ.๑๓๓ แผนที่ ๓๔๔๔ - ๓๔๘๒ ซึ่งขณะนั้น มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ ใชบังคับแลว กรณีจึงไมอาจนําระเบียบคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติวาดวยหลักเกณฑและวิธีการไตสวนขอเท็จจริงของพนักงานไตสวน พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ออกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาใชบังคับแกคดีนี้ ดังที่จําเลยที่ ๑ และที่ ๒ อางไดเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑มาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง บัญญัติวา ในการดําเนินการไตสวนหรือไตสวนเบื้องตน คณะกรรมการ ป.ป.ช.คณะกรรมการไตสวน หัวหนาพนักงานไตสวน หรือพนักงานไตสวน แลวแตกรณี ตองดําเนินการเพื่อใหไดขอเท็จจริงที่ถูกตองตรงตามความจริงที่เกิดขึ้น ไมวาจะเปนคุณหรือเปนโทษตอผูถูกกลาวหาและวรรคสามบัญญัติวา ในกรณีที่ผูถูกกลาวหาขอใหคณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการไตสวนหรือหัวหนาพนักงานไตสวนเรียกบุคคลหรือเรียกเอกสารจากบุคคลใด ใหคณะกรรมการ ป.ป.ช.หรือพนักงานไตสวนดําเนินการตามที่รองขอ แตผูถูกกลาวหาตองรองขอภายในสามสิบวัน นับแตวันที่ไดรับแจงขอกลาวหา ทั้งนี้ เวนแตคณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการไตสวน หรือกรรมการที่กํากับดูแลเห็นวาผูถูกกลาวหาจงใจประวิงเวลา หรือใชสิทธิโดยไมสุจริต หรือบุคคลหรือเอกสารที่ขอใหเรียกนั้นไมมีผลตอการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แตตองบันทึกเหตุนั้นไวในสํานวนการไตสวนหรือรายงานการไตสวนเบื้องตนดวย และระเบียบคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติวาดวยการตรวจสอบและไตสวน พ.ศ. ๒๕๖๑ ขอ ๗๗ วรรคสาม กําหนดวา ในการนําสืบแกขอกลาวหาผูถูกกลาวหาจะอางพยานบุคคลหรือนําพยานหลักฐานมาเอง หรือจะอางพยานหลักฐานโดยขอใหคณะกรรมการไตสวนหรือคณะไตสวนเบื้องตนเรียกหรือไตสวนพยานหลักฐานนั้นก็ได และวรรคสี่ กําหนดวา ในกรณีที่ผูถูกกลาวหาขอใหเรียกบุคคลใดหรือเรียกเอกสารจากบุคคลใด ใหผูไตสวนดําเนินการตามที่รองขอ แตผูถูกกลาวหาตองรองขอภายในสามสิบวัน นับแตวันที่ไดรับแจงขอกลาวหา ทั้งนี้ เวนแตคณะกรรมการ ป.ป.ช.คณะกรรมการไตสวน หรือกรรมการ ป.ป.ช. ที่ไดรับมอบหมาย ใหกํากับดูแลเห็นวาผูถูกกลาวหาจงใจประวิงเวลา หรือใชสิทธิโดยไมสุจริต หรือบุคคลหรือเอกสารที่ขอใหเรียกนั้นไมมีผลตอการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แตตองบันทึกเหตุนั้นไวในสํานวนการไตสวนหรือรายงานการไตสวนเบื้องตนดวย ดังนี้หากจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ จะขอใหคณะกรรมการไตสวนเรียกบุคคลใดมาเปนพยานก็ชอบที่จะรองขอภายในสามสิบวัน นับแตวันที่ไดรับแจงขอกลาวหาตามบทบัญญัติและระเบียบดังกลาว คือ วันที่หนา ๓๘เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ๖ ธันวาคม ๒๕๖๒ และวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ตามลําดับ แมจําเลยที่ ๑ จะรองขออางพยานบุคคลมาในหนังสือชี้แจงแกขอกลาวหา ลงวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๒ แตปรากฏวาหนังสือฉบับดังกลาวไดรับการรับรองจากโนตารีปบลิกเขตบริหารพิเศษฮองกงแหงสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๒ ตอมาสํานักบริหารกลาง สํานักงาน ป.ป.ช. ลงรับหนังสือฉบับดังกลาวเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๒ ตามเอกสารหมาย จ.๑๓๒ แผนที่ ๓๓๕๔ แสดงใหเห็นวาจําเลยที่ ๑เพิ่งรองขอใหเรียกพยานบุคคลเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๒ สวนจําเลยที่ ๒ รองขออางพยานบุคคลมาในหนังสือชี้แจงแกขอกลาวหา ลงวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๓ ตามเอกสารหมาย จ.๑๓๓แผนที่ ๓๔๔๔ - ๓๔๘๒ ถือไดวาจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ รองขอเกินกวาสามสิบวัน นับแตวันที่ไดรับแจงขอกลาวหา จึงเปนการรองขอเกินกําหนดเวลา เมื่อคณะอนุกรรมการไตสวนเห็นวาขอเท็จจริงที่ไดจากการไตสวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยมูลความผิดของจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยอมมีดุลพินิจที่จะไมไตสวนพยานเพิ่มเติมตามที่จําเลยที่ ๑ และที่ ๒ รองขอได แมตอมาอัยการสูงสุดแจงขอไมสมบูรณพอที่จะดําเนินคดีแกจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับพวก โดยระบุใหดําเนินการไตสวนขอเท็จจริงโดยสอบพยาน ๘ ปากดังกลาวดวย แตโจทกเห็นวาขอเท็จจริงและพยานหลักฐานในคดีนี้สมบูรณเพียงพอที่จะฟองคดีไดแลว จึงไมจําตองรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีก ตามเอกสารหมาย จ.๒๐๙แผนที่ ๖๘๔๒ ก็เปนดุลพินิจของโจทกในการพิจารณาถึงความสมบูรณของพยานหลักฐานวาเพียงพอที่จะดําเนินคดีแลวหรือไม ซึ่งโจทกและอัยการสูงสุดยอมมีความเห็นแตกตางกันได และเมื่อไมอาจหาขอยุติไดโจทกจึงมีอํานาจยื่นฟองคดีเอง ตามที่บัญญัติไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๗ วรรคสาม ทั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองมีอํานาจไตสวนขอเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมกรณีที่จําเลยที่ ๑และที่ ๒ ถูกกลาวหานอกเหนือไปจากที่ปรากฏในสํานวนการไตสวนของโจทกได ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๖วรรคหนึ่ง โดยมิไดผูกพันศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองวาขอเท็จจริงเปนดังที่โจทกสรุปในสํานวนของโจทก ดังนั้น การสรุปสํานวนพรอมทําความเห็นของโจทกจะถูกตองหรือไม อยางไร รวมทั้งควรไตสวนพยานเพิ่มเติมหรือไม จึงไมเปนเหตุถึงกับทําใหการไตสวนของโจทกเสียไปประกอบกับจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ ยังมีสิทธิที่จะโตแยงและนําพยานหลักฐานตาง ๆ มาใหศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองไตสวนเพื่อหักลางพยานหลักฐานในสํานวนการไตสวนหนา ๓๙เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ของโจทกได ดังนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองจึงนําสํานวนการไตสวนของโจทกมาเปนหลักในการพิจารณาได ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๖ วรรคสอง นอกจากนั้นคดีนี้มีการไตสวนพยานบุคคลมากถึง ๔๒ ปาก บงชี้วามิไดเปนการไตสวนอยางเรงรีบรวบรัด แตอยางใดและเมื่อไดมีการแจงขอกลาวหาแกจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ แลว โจทกไดเปดโอกาสใหจําเลยที่ ๑ และที่ ๒มีหนังสือชี้แจงแกขอกลาวหาไดอยางเต็มที่ ทั้งยังปรากฏวาโจทกลงมติมีความเห็นแยกเปน ๔ ฝายโดยฝายที่หนึ่งและฝายที่สี่ รวม ๕ เสียง เห็นวาจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีมูลความผิดทางอาญาแสดงใหเห็นวากรรมการแตละคนไดใชดุลพินิจและตัดสินใจชี้ขาดตามอํานาจหนาที่ตามกฎหมายขอเท็จจริงจึงฟงไมไดวา โจทกไตสวนขอเท็จจริงโดยไมเปนธรรมและมีลักษณะเปนการกลั่นแกลงจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ ดังที่อาง สวนที่จําเลยที่ ๑ อางวา โจทกไมสามารถอาง นายพงษศักดิ์ ศิริวงษกับ นางปนัดดา เลี้ยวรุงโรจน เปนพยานได เพราะบุคคลทั้งสองใหถอยคําครั้งแรกโดยมิไดยืนยันวาจําเลยที่ ๑ เขารวมประชุมเพื่อรับฟงการนําเสนอ (Presentation) แตตอมาภายหลังใหถอยคําวาจําเลยที่ ๑ เขารวมประชุมดังกลาว จึงเปนพิรุธวาเปนการกลับคําใหการเพื่อใหกันตัวเปนพยานซึ่งตอมาโจทกลงมติวาบุคคลทั้งสองไมมีมูลความผิดทางอาญานั้น เห็นวา คดีนี้ ขอเท็จจริงไมปรากฏวาเจาพนักงานผูใดเปนผูจูงใจใหคํามั่นสัญญาเพื่อให นายพงษศักดิ์ และ นางปนัดดา ใหถอยคําผิดไปจากความจริงหรือตามแนวทางที่ไดกําหนดไวเปนการลวงหนาใหเปนผลรายแกจําเลยที่ ๑ขอเท็จจริงกลับไดความจากรายงานการไตสวนของโจทกวา โจทกมีมติเห็นชอบไมกัน นายพงษศักดิ์และ นางปนัดดา ไวเปนพยาน ดังนี้ กรณีจึงเปนเรื่องที่ นายพงษศักดิ์ และ นางปนัดดา สมัครใจใหถอยคําเพิ่มเติมเพื่อใหสอดคลองกับคําชี้แจงแกขอกลาวหาของตนเอง และไมอาจอนุมานไดวาเจาพนักงานจูงใจให นายพงษศักดิ์ และ นางปนัดดา ใหถอยคํา ดังที่จําเลยที่ ๑ และที่ ๒ อางจึงมิไดเปนพยานชนิดที่เกิดขึ้นจากการจูงใจหรือมีคํามั่นสัญญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๒๖ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๘ วรรคสาม โจทกยอมอาง นายพงษศักดิ์ และ นางปนัดดาเปนพยานได สวนจะรับฟงคําพยานดังกลาวไดเพียงไรหรือไม เปนดุลพินิจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองที่จะวินิจฉัยอีกชั้นหนึ่ง การไตสวนของโจทกจึงชอบดวยกฎหมายแลวเชนกันหนา ๔๐เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ปญหาที่ตองวินิจฉัยประการตอไปมีวา จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ดําเนินการนํางบกลางจํานวน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท มาจัดทําโครงการ Roadshow ชอบดวยกฎหมายหรือไม พยานหลักฐานทางไตสวนไดความวา เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ รัฐบาลภายใตการนําของจําเลยที่ ๑แถลงนโยบายตอรัฐสภา ขอ ๓.๔ กําหนดนโยบายสําคัญเกี่ยวกับโครงสรางพื้นฐาน การพัฒนาระบบรางเพื่อขนสงมวลชน และการบริหารจัดการระบบขนสงสินคาและบริการ โดยพัฒนาระบบรถไฟทางคูเชื่อมชานเมืองและหัวเมืองหลักในเสนทางสําคัญ ศึกษาพัฒนารถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพมหานครไปยังภูมิภาค ตอมาคณะกรรมการยุทธศาสตรเพื่อการฟนฟูและสรางอนาคตประเทศ (กยอ.)ประชุมจนมีผลสรุปเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เสนอตอคณะรัฐมนตรี ๔ ประเด็น อันรวมถึงโครงการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ และคณะรัฐมนตรีใหความเห็นชอบเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๕ จากนั้น คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ ๒๕๕๖เห็นชอบยุทธศาสตรการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ เพื่อเปนขอมูลประกอบการจัดทํารางพระราชบัญญัติใหอํานาจกระทรวงการคลังกูเงินเพื่อการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ตอมา จําเลยที่ ๑ สั่งการใหสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจัดทําโครงการจัดนิทรรศการ การสัมมนา และการโฆษณาประชาสัมพันธเผยแพรขอมูลเกี่ยวกับโครงการลงทุนพัฒนาโครงสรางพื้นฐานระบบคมนาคมขนสงของประเทศใหแกสาธารณชนทราบ ภายใตชื่อโครงการ Roadshow สรางอนาคตประเทศไทย Thailand ๒๐๒๐(โครงการ Roadshow) โดยมีจําเลยที่ ๓ ในฐานะเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปนผูรับผิดชอบโครงการมีวัตถุประสงคเพื่อสรางความรูความเขาใจเกี่ยวกับโครงการลงทุนพัฒนาโครงสรางพื้นฐานระบบคมนาคมของประเทศ เห็นวา เมื่อโครงการลงทุนพัฒนาโครงสรางพื้นฐานระบบคมนาคมของประเทศและโครงการ Roadshow เปนการดําเนินการตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงตอรัฐสภา อันเปนหนาที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ (ที่ใชบังคับขณะนั้น) มาตรา ๑๗๖ซึ่งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติใหรัฐสภาเทานั้นตรวจสอบการกระทําของรัฐบาล ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองจึงไมมีอํานาจที่จะวินิจฉัยถึงดุลพินิจของฝายบริหารในการกําหนดนโยบายดังกลาว แตการใชงบประมาณเพื่อใหเปนไปตามนโยบายของรัฐบาลนั้น ยอมตองปฏิบัติใหเปนไปตามกฎหมาย ระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวของสําหรับคดีนี้ มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ ๒๕๕๒ กําหนดแนวทางปฏิบัติกรณีขออนุมัติหนา ๔๑เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ใชเงินงบกลาง รายการเงินสํารองจายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจําเปน ดังนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองยอมมีอํานาจตรวจสอบขั้นตอนปฏิบัติวาจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ไดดําเนินการใดที่ไมเปนไปตามมติคณะรัฐมนตรีดังกลาว อันถือเปนการมิชอบดวยกฎหมาย โดยมีเจตนาเพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและทางราชการ หรือโดยทุจริตหรือไมซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ ๒๕๕๒ ตามหนังสือสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลับ ดวนที่สุด ที่ นร ๐๕๐๖/ว ๔๓ ลงวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ ๒๕๕๒ เรื่อง แนวทางปฏิบัติกรณีการขออนุมัติใชเงินงบกลาง รายการเงินสํารองจายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเปน กําหนดแนวทางปฏิบัติ ดังนี้ขอ ๑. กรณีที่สวนราชการหรือรัฐวิสาหกิจใดมีความจําเปนตองใชจายงบประมาณนอกเหนือจากที่ไดรับการจัดสรรหรือไดรับการจัดสรรงบประมาณแลวไมเพียงพอ ใหพิจารณาตรวจสอบและปรับแผนการใชจายงบประมาณที่ไดรับเปนลําดับแรกกอน หากไมสามารถดําเนินการดังกลาวไดและมีความจําเปนเรงดวนตองขอใชเงินงบกลาง รายการเงินสํารองจายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเปน ใหเสนอเรื่องตอรัฐมนตรีเจาสังกัดพิจารณากอน เวนแตเปนกรณีที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีไดอนุมัติในหลักการแลว โดยใหพิจารณาเฉพาะกรณีที่มีความจําเปนและเรงดวนที่จะตองรีบดําเนินการเพื่อมิใหเกิดความเสียหายแกทางราชการเทานั้นหากเปนกรณีที่มีความจําเปนตองใชจายจํานวนมากหรือไมเรงดวนใหพิจารณาเสนอขอตั้งงบประมาณรายจายประจําปโดยเตรียมการลวงหนาแตเนิ่น ๆ หรือเสนอขอแปรญัตติงบประมาณเพิ่มเติมในกรณีที่ไมสามารถเสนอขอตั้งงบประมาณรายจายประจําปไดทันเวลา ทั้งนี้ ในการนําเสนอคณะรัฐมนตรีใหยืนยันผลการตรวจสอบดังกลาวใหชัดเจนในหนังสือเสนอเรื่องดวย ขอ ๒. การขอใชเงินงบกลาง รายการเงินสํารองจายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเปน ใหสวนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจเจาของเรื่องทําความตกลงกับสํานักงบประมาณโดยกําหนดใหผูอํานวยการสํานักงบประมาณเปนผูพิจารณาอนุมัติภายในวงเงิน ๑๐ ลานบาทกรณีที่มีวงเงินเกิน ๑๐ ลานบาท ใหสํานักงบประมาณพิจารณานําเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาใหความเห็นชอบกอน โดยหากนายกรัฐมนตรีเห็นสมควรจะเสนอใหคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหลักการกอนก็ได ตามเอกสารหมาย จ.๑๒ แผนที่ ๑๓๑ - ๑๓๔ ดังนี้ การที่จําเลยที่ ๑จะอนุมัติใหใชเงินงบกลางยอมตองอยูภายใตกรอบของมติคณะรัฐมนตรีดังกลาว พยานหลักฐานทางไตสวนไดความจาก นายกิตติรัตน ณ ระนอง ซึ่งขณะเกิดเหตุดํารงตําแหนงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงการคลัง และ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ ซึ่งขณะเกิดเหตุดํารงตําแหนงรัฐมนตรีวาการกระทรวงคมนาคม พยานจําเลยที่ ๑ เบิกความสอดคลองกันวา คณะรัฐมนตรีหนา ๔๒เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ มีมติใหดําเนินการเพื่อจัดทําการประชาสัมพันธในระดับที่กวางขวางกวาที่เคยมีมติเมื่อวันที่๒๘ กุมภาพันธ ๒๕๕๖ การมอบหมายใหสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเปนผูรับผิดชอบทําใหกํากับดูแลหนวยงานที่เกี่ยวของที่ครอบคลุมไดมากกวากระทรวงคมนาคม ตอมามีการหารือของสวนราชการที่เกี่ยวของนายพงษศักดิ์ พยานโจทกซึ่งขณะเกิดเหตุดํารงตําแหนงผูอํานวยการสํานักบริหารกลาง สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เบิกความวา จําเลยที่ ๓ สั่งการใหพยานไปดําเนินการจัดจางโครงการ Roadshowโดยใชจายจากงบประมาณรายจายประจําป พ.ศ. ๒๕๕๗ งบรายจายอื่น คาใชจายในการขับเคลื่อนยุทธศาสตรของรัฐบาล โดยจําเลยที่ ๓ มอบเอกสารเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการตามที่ไดประชุมรวมกับหนวยงานที่เกี่ยวของใหพยาน เอกสารดังกลาวมีการกําหนดวัน เวลา สถานที่ และกิจกรรมที่จะดําเนินการ รวม ๑๒ จังหวัด เริ่มที่จังหวัดหนองคายในระหวางวันที่ ๔ - ๖ ตุลาคม ๒๕๕๖และจังหวัดนครราชสีมาในระหวางวันที่ ๑๑ - ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๖ แสดงใหเห็นวากําหนดเวลาเริ่มดําเนินโครงการ Roadshow เกิดขึ้นจากการพิจารณารวมกันของหนวยงานตาง ๆ ซึ่งมิใชเปนการตัดสินใจของจําเลยที่ ๑ เอง อีกทั้งไดความจาก นายกรณินทร กาญจโนมัย พยานโจทกซึ่งขณะเกิดเหตุดํารงตําแหนงที่ปรึกษาสํานักงบประมาณ เบิกความวา โครงการ Roadshowมีวัตถุประสงคเพื่อสรางความเขาใจใหประชาชนไดรับทราบขอมูลและมีความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับการออกรางพระราชบัญญัติใหอํานาจกระทรวงการคลังกูเงินเพื่อการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานการคมนาคมขนสงของประเทศ พ.ศ. .... ดวย แสดงวาการวางแผนดําเนินงานโครงการ Roadshow นั้นมีความมุงหมายเพื่อดําเนินการรณรงคประชาสัมพันธและจัดใหประชาชนรวมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการที่จะเกิดขึ้นภายใตรางพระราชบัญญัติฉบับดังกลาว ซึ่งอยูระหวางพิจารณาของสภาผูแทนราษฎรในวาระที่ ๒ และวาระที่ ๓ เมื่อวันที่ ๑๙ - ๒๐ กันยายน ๒๕๕๖ กรณีจึงมิไดเปนการกําหนดเวลาดําเนินโครงการ Roadshow อยางเรงดวนหรือกระชั้นชิด เพียงเพื่อใหเปนเหตุอางใชงบกลางขอเท็จจริงทางไตสวนฟงไดวา สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีภารกิจที่จะตองดําเนินการโครงการ Roadshowตามกําหนดเวลาที่หนวยงานราชการที่เกี่ยวของพิจารณารวมกัน นอกจากนั้น ไดความจาก นายกรณินทรนายพงษศักดิ์ และ นางปนัดดา เลี้ยวรุงโรจน ซึ่งขณะเกิดเหตุไดรับมอบหมายใหปฏิบัติงานหัวหนาฝายพัสดุสํานักบริหารกลาง สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พยานโจทกที่เบิกความสอดคลองกันวาเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม ๒๕๕๖ จําเลยที่ ๑ มอบหมายใหสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเปนหนวยงานดําเนินจัดทําโครงการ Roadshow จึงยังไมไดมีการตั้งงบประมาณสําหรับโครงการดังกลาวไวหนา ๔๓เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ทั้งไมอยูในหลักเกณฑการใชงบประมาณรายจายประจําปของปงบประมาณกอนไปพลางกอนไดโดยโครงการลงทุนโครงสรางพื้นฐานดานระบบคมนาคมขนสงของประเทศ เปนหนึ่งในยุทธศาสตรของประเทศ(Country Strategy) ไดบรรจุไวในงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ หมวดงบรายจายอื่นคาใชจายในการขับเคลื่อนยุทธศาสตรของรัฐบาล จํานวน ๕๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อจะนํามาใชเปนงบประมาณในการดําเนินงาน อันรวมถึงโครงการ Roadshow แตปรากฏวาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ประกาศใชไมทันวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ จึงมิอาจใชงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ได จึงเห็นไดวา กรณีไมอาจใชทั้งงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณพ.ศ. ๒๕๕๖ และงบประมาณรายจายปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ มาดําเนินโครงการ Roadshow ไดตามที่ไดกําหนดเวลาไว ถือไดวาสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีเหตุที่จะตองใชจายงบประมาณนอกเหนือจากที่ไดรับการจัดสรร หรือไดรับงบประมาณแลวไมเพียงพอ และไมอาจปรับแผนดําเนินการหรือใชเงินงบประมาณอื่นได ยอมเปนการกระทําในกรณีมีความจําเปนและเรงดวนตองใชจายงบประมาณดังนั้น การที่จําเลยที่ ๑ อนุมัติใหใชงบกลาง จึงเปนการดําเนินการไปตามมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่๑๗ กุมภาพันธ ๒๕๕๒ สวนที่โจทกกลาวหาวา ผูนําฝายคานและสมาชิกสภาผูแทนราษฎรอภิปรายวารางพระราชบัญญัติฉบับดังกลาวอาจขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ และจะสงเรื่องใหศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาทั้งสํานักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเสนอแนะวารางพระราชบัญญัติฉบับดังกลาวอาจขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลใหรางพระราชบัญญัติฉบับดังกลาวตกไป ทําใหโครงการไมมีความแนนอนวาจะเกิดเปนรูปธรรมได ตามเอกสารหมาย จ.๒๘ แผนที่ ๑๑๒๙ - ๑๑๔๔ ซึ่งสอดคลองกับที่เวลาตอมาศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยวา การออกพระราชบัญญัติฉบับดังกลาวมิใชกรณีจําเปนเรงดวนนั้นเห็นวา ขณะที่จําเลยที่ ๑ มีคําสั่งอนุมัติงบกลางเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๖ ยังไมมีขอสรุปที่ชัดเจนเปนยุติวารางพระราชบัญญัติใหอํานาจกระทรวงการคลังกูเงินเพื่อการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ พ.ศ. .... ขัดตอรัฐธรรมนูญ โดยยังมิไดมีผูใดยื่นคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อใหพิจารณาวินิจฉัย ขอเท็จจริงกลับปรากฏวาโครงการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานการคมนาคมขนสงของประเทศไดผานการพิจารณาจากหนวยงานฝายบริหารที่เกี่ยวของและผานมติคณะรัฐมนตรีมาแลวโดยไมมีขอทักทวง ประกอบกับผูอํานวยการสํานักงบประมาณมีความเห็นวารัฐบาลมีโครงการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ จึงจําเปนตองดําเนินโครงการประชาสัมพันธแตสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไมไดขอตั้งงบประมาณรองรับไวเพื่อการดังกลาว สํานักงบประมาณพิจารณาแลวหนา ๔๔เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ จึงเห็นสมควรที่นายกรัฐมนตรีจะอนุมัติงบกลางนี้ไดในกรอบวงเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามหนังสือดวนที่สุด ที่ นร ๐๗๐๕/๒๓๙๕๗ ลงวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๖ ตามเอกสารหมาย จ.๓๖แผนที่ ๑๒๐๘ - ๑๒๐๙ กรณียอมมีเหตุผลเพียงพอใหจําเลยที่ ๑ เชื่อวาสามารถอนุมัติไดตามกรอบของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ ๒๕๕๒ จึงฟงไดวา จําเลยที่ ๑ ไดใชดุลพินิจกระทําไปบนพื้นฐานของขอมูลและขอเท็จจริงเทาที่มีอยูในขณะนั้น แมตอมาวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๗ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัยที่ ๓ - ๔/๒๕๕๗ วา รางพระราชบัญญัติใหอํานาจกระทรวงการคลังกูเงินเพื่อการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ พ.ศ. .... ตราขึ้นโดยไมใชกรณีจําเปนเรงดวนก็ตาม แตคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฉบับดังกลาวเปนการวินิจฉัยภายหลังเกิดเหตุแลวทั้งศาลรัฐธรรมนูญคงวินิจฉัยเพียงวา รางพระราชบัญญัติฉบับนี้อนุญาตใหจายเงินแผนดินโดยไมไดกระทําตามที่อนุญาตไวในกฎหมายวาดวยงบประมาณรายจาย กฎหมายวาดวยวิธีการงบประมาณกฎหมายที่เกี่ยวดวยการโอนงบประมาณ หรือกฎหมายวาดวยเงินคงคลัง อีกทั้งมิใชกรณีจําเปนเรงดวนรางพระราชบัญญัตินี้จึงขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๙ วรรคหนึ่ง และเมื่อการใชจายเงินกูตามรางพระราชบัญญัติฉบับนี้ไมไดดําเนินการตามกรอบวินัยการเงินการคลังตามรัฐธรรมนูญ หมวด ๘รางพระราชบัญญัตินี้จึงขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคสอง ซึ่งขอความดังกลาวเปนสาระสําคัญมีผลใหรางพระราชบัญญัตินี้เปนอันตกไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๔ วรรคสามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฉบับดังกลาวจึงมิไดมีประเด็นวินิจฉัยโดยตรงวา โครงการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ และโครงการ Roadshow เปนโครงการจําเปนเรงดวนหรือไมและไมไดวินิจฉัยความรับผิดทางอาญาของบุคคลใด ดังนั้น การที่บุคคลใดจะรับผิดทางอาญาหรือไมตองพิจารณาจากการกระทําและเจตนาของบุคคลจากพยานหลักฐานในคดีนี้ เมื่อจําเลยที่ ๑ไมอาจรูลวงหนาไดวาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัยเปนประการใด ยอมถือไมไดวาจําเลยที่ ๑มีเจตนาเล็งเห็นผลวาโครงการ Roadshow ไมอาจเกิดขึ้นไดอยางแนนอน ที่โจทกกลาวหาวาวัตถุประสงคและพื้นที่จัดโครงการ Roadshow บางสวนซ้ําซอนกับโครงการที่กระทรวงคมนาคมจัดทําแลวเมื่อระหวางวันที่ ๘ - ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖ โดยจําเลยที่ ๑ เขารวมพิธีเปดนิทรรศการดังกลาวจึงตองรูถึงขอเท็จจริงนั้น พยานหลักฐานทางไตสวนไดความวา เดิมกระทรวงคมนาคมดําเนินการจัดทําโครงการนิทรรศการ Thailand ๒๐๒๐ กาวใหม เชื่อมไทยสูโลก นิทรรศการของประชาชนและโครงการจางสัมมนาเพื่อรับฟงความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง การลงทุนพัฒนาโครงสรางพื้นฐานหนา ๔๕เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ดานคมนาคมขนสงของประเทศ ระหวางวันที่ ๘ - ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖ ณ ศูนยราชการเฉลิมพระเกียรติ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร วงเงินงบประมาณ รวมทั้งสิ้น๔๑,๙๖๐,๓๘๑ บาท นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังดําเนินโครงการประชาสัมพันธและสํารวจความคิดเห็นของประชาชนตอแผนลงทุนพัฒนาโครงสรางพื้นฐานระบบคมนาคมขนสง พ.ศ. ๒๕๕๖ - ๒๕๖๓ในสวนภูมิภาค ชวงเดือนเมษายน - มิถุนายน ๒๕๕๖ ที่จังหวัดหนองคาย จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดพิษณุโลก วงเงินรวมทั้งสิ้น ๑๐,๓๗๑,๒๐๐ บาท ระหวางนั้น เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๖คณะรัฐมนตรีเสนอรางพระราชบัญญัติใหอํานาจกระทรวงการคลังกูเงินเพื่อการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนสงของประเทศ พ.ศ. .... ตอสภาผูแทนราษฎร ซึ่งสภาผูแทนราษฎรพิจารณารางพระราชบัญญัติดังกลาว วาระที่หนึ่ง (ขั้นรับหลักการ) วันที่ ๒๘ - ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๖ตอมามีการริเริ่มโครงการ Roadshow โดยมีวัตถุประสงคครอบคลุมโครงการสําคัญ ๆ ของกระทรวงและหนวยงานตาง ๆ จํานวน ๑๒ จังหวัด ไดแก จังหวัดหนองคาย จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดอุบลราชธานีจังหวัดขอนแกน จังหวัดนครสวรรค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดเชียงใหม จังหวัดชลบุรีจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลา เห็นวา แมโครงการ Roadshowจะดําเนินการในพื้นที่เดียวกันกับโครงการกระทรวงคมนาคม แตก็เปนเพียงพื้นที่ ๒ จังหวัดแรกคือ จังหวัดหนองคาย และจังหวัดนครราชสีมา ทั้งยังปรากฏวาโครงการ Roadshow มีภารกิจครอบคลุมมากกวาเดิม เชน การกระจายความเจริญ สรางเมืองใหม ผังเมือง ทองเที่ยว อุตสาหกรรมเกษตร พาณิชย บริหารจัดการน้ําและอุทกภัย ซึ่งไดความจากคําเบิกความของ นางสาวดุจดาว เจริญผลผูตรวจราชการกระทรวงคมนาคม และ นายชัชชาติ วา เนื้องานและรูปแบบการจัดโครงการ Roadshowในพื้นที่จังหวัดหนองคายและจังหวัดนครราชสีมามีขนาดใหญกวาและงบประมาณมากกวาที่กระทรวงคมนาคมจัดขึ้นทําใหโครงการ Roadshow มีหนวยงานอื่นเขามาเกี่ยวของจํานวนมากนอกเหนือจากกระทรวงคมนาคมเพราะการทําโครงสรางพื้นฐานมีผลกระทบตอหลากหลายภาคสวน และยังปรากฏอีกวาโครงการของกระทรวงคมนาคมที่จัดในสวนภูมิภาคที่จังหวัดหนองคายใชงบประมาณ ๔,๕๐๕,๔๙๐ บาทและที่จังหวัดนครราชสีมาใชงบประมาณ ๒,๙๙๙,๘๒๕ บาท สวนโครงการ Roadshowใชงบประมาณจังหวัดละประมาณ ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ยอมถือไมไดวาทั้งสองโครงการดําเนินการซ้ําซอนกัน กรณีจึงมีเหตุผลเพียงพอที่จะดําเนินโครงการ Roadshow ที่จังหวัดหนองคายและจังหวัดนครราชสีมาตามนโยบายรัฐบาลและตามการบริหารราชการแผนดินตอไปไดหนา ๔๖เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ สวนที่โจทกกลาวหาวา โครงการลงทุนพัฒนาโครงสรางพื้นฐานระบบคมนาคมขนสงของประเทศมิไดบรรลุผลสําเร็จ ทําใหการใชงบประมาณโครงการ Roadshow เกิดความสูญเปลา นั้น เห็นวากรณีจะฟงวาจําเลยที่ ๑ มีเจตนาเพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและทางราชการหรือไม จะตองพิจารณาจากกฎหมายและระเบียบแบบแผนโดยเฉพาะมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวของ ฉะนั้น หากขอเท็จจริงปรากฏวาผูกระทําไดปฏิบัติหนาที่ไปตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนทางราชการ รวมทั้งมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวของอยางครบถวน ดวยความเชื่อโดยสุจริตและมีเหตุผลสอดคลองกับสภาวการณและขอมูลเทาที่มีอยูในขณะนั้นแลว กรณียอมไมอาจถือวาผูนั้นกระทําโดยมีเจตนาเพื่อใหเกิดความเสียหายแกทางราชการ อันมีผลใหตองรับผิดทางอาญา แตอยางใดเมื่อขอเท็จจริงยังไมพอฟงวาจําเลยที่ ๑ ฝนดําเนินการเพื่อใหไดเงินมาใชจายโครงการ Roadshowไปโดยไมคํานึงวาจะเกิดความเสียหาย จึงถือไมไดวาจําเลยที่ ๑ มีเจตนาพิเศษเพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและทางราชการ นอกจากนั้น ไมมีพยานหลักฐานวา จําเลยที่ ๑กับจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ มีความเกี่ยวพันเปนพิเศษอยางใด อันจะทําใหเห็นวาการอนุมัติงบกลางเปนการแสวงหาประโยชนอันมิชอบดวยกฎหมายเพื่อเปนประโยชนสวนตัวหรือแกจําเลยที่ ๔ และที่ ๕พยานหลักฐานทางไตสวนรับฟงไมไดวา จําเลยที่ ๑ ปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่ในเรื่องการอนุมัติใหใชงบกลาง โดยมีเจตนาเพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและทางราชการหรือโดยเจตนาทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชนที่มิควรไดโดยชอบใหแกจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ตามที่โจทกฟองสําหรับจําเลยที่ ๒ ขอเท็จจริงไดความเพียงวา ขณะจําเลยที่ ๒ ดํารงตําแหนงรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีเคยเขารวมการเปดงานโครงการนิทรรศการ Thailand ๒๐๒๐ กาวใหม เชื่อมไทยสูโลกที่กระทรวงคมนาคมจัดขึ้นณ ศูนยราชการเฉลิมพระเกียรติ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ตอมาจําเลยที่ ๒ ดํารงตําแหนงรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีวาการกระทรวงพาณิชยแลว ไมปรากฏวาจําเลยที่ ๒ มีสวนรวมหรือแนะนําโดยมิชอบเพื่อใหจําเลยที่ ๑ อนุมัติงบกลางสําหรับใชในการดําเนินโครงการ Roadshowอยางไร ดังนี้ จําเลยที่ ๒ จึงเปนแตเพียงผูทําหนาที่พิจารณาแลวผานเรื่องเสนอไปยังจําเลยที่ ๑เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๖ ตามบันทึกขอความ ที่ สบก (กผง.) ๘๓๐/๒๕๕๖ ลงวันที่๑๘ กันยายน ๒๕๕๖ เอกสารหมาย จ.๓๗ แผนที่ ๑๒๑๐ - ๑๒๑๒ ตามลําดับชั้นเทานั้นพยานหลักฐานทางไตสวนยังรับฟงไมไดวา จําเลยที่ ๒ ปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่ในเรื่องการใชงบกลางเพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและแกทางราชการ หรือโดยทุจริตตามที่โจทกฟองหนา ๔๗เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ สวนจําเลยที่ ๓ แมจะดํารงตําแหนงเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และเปนผูรับผิดชอบโครงการ Roadshowกับเปนผูเสนอเรื่องขออนุมัติใชงบกลาง โดยสั่งการให นายพงษศักดิ์ จัดทําบันทึกเสนอขอใชงบกลางใหจําเลยที่ ๓ ลงนามตามเอกสารหมาย จ.๔๑ ก็ตาม แตมูลเหตุที่ทําใหตองเสนอขอใชงบกลางจํานวน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เปนผลมาจากการไมสามารถใชงบประมาณของสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไดทัน โดยจําเลยที่ ๓ เพิ่งทราบวาตองขอใชงบกลางจาก นายพงษศักดิ์ ภายหลังจากที่หนวยงานที่เกี่ยวของรวมกันกําหนดเวลาดําเนินโครงการ Roadshow ไวแลว ดังนั้น การที่จําเลยที่ ๓เสนอขออนุมัติใชงบกลาง จึงเปนเพียงการดําเนินการตามหนาที่ของตน เพื่อจะใหโครงการ Roadshowสําเร็จลุลวงไปไดเทานั้น พฤติการณดังกลาวยังถือมิไดวาเปนการกระทําเพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีหรือมีเจตนาทุจริตในการขออนุมัติใชงบกลาง พยานหลักฐานทางไตสวนจึงรับฟงไมไดวา จําเลยที่ ๓ ปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบเพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและทางราชการ หรือโดยทุจริตตามที่โจทกฟอง ดังนี้ การที่จําเลยที่ ๒ และที่ ๓เสนอใหจําเลยที่ ๑ อนุมัติใชงบกลาง และจําเลยที่ ๑ อนุมัติใชงบกลาง จํานวน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทมาดําเนินการโครงการ Roadshow จึงไมมีการกระทําใดอันเปนการฝาฝนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่๑๗ กุมภาพันธ ๒๕๕๒ เรื่อง แนวทางปฏิบัติกรณีขออนุมัติใชเงินงบกลาง รายการเงินสํารองจายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจําเปน เพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและทางราชการหรือโดยทุจริต อันจะเปนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒๓/๑ปญหาที่ตองวินิจฉัยประการตอไปมีวา การที่จําเลยที่ ๔ และที่ ๕ เปนผูรับจางจัดทําโครงการ Roadshow ๑๒ จังหวัด เปนผลมาจากการที่จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ รวมกันกําหนดตัวบุคคลใหเปนผูรับจางไวลวงหนา โดยมุงหมายมิใหมีการแขงขันราคาอยางเปนธรรม เพื่อเอื้อประโยชนแกจําเลยที่ ๔และที่ ๕ และจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ดําเนินการนํางบประมาณ จํานวน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทและ ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท มาใชจายในโครงการ Roadshow โดยมิชอบ เพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและทางราชการ หรือโดยทุจริต ตามฟองหรือไมกอนอื่นจะพิเคราะหปญหาที่วา จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ รวมกันตกลงใหจําเลยที่ ๔ และที่ ๕เปนผูรับจางจัดทําโครงการ Roadshow ไวลวงหนาตั้งแตกอนเริ่มการจัดจางหรือไม สําหรับจําเลยที่ ๑ นั้นไดความจาก นายพงษศักดิ์ นางปนัดดา นายสรายุทธ มหวลีรัตน ซึ่งเปนอดีตกรรมการผูจัดการหนา ๔๘เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ บริษัทสยามสปอรตมีเดีย แมเนจเมนท จํากัด นางสาวคัทริน สุวรัตน ซึ่งเปนอดีตรองกรรมการผูจัดการบริษัทดังกลาว พยานโจทกเบิกความยืนยันวา จําเลยที่ ๑ เปนประธานในที่ประชุมและสอบถามรายละเอียดโครงการ รวมถึงทักทวงใหแกไขรูปแบบของงานที่นําเสนอ (Presentation)ที่จําเลยที่ ๔ นํามาเสนอ หลังจากนั้น จําเลยที่ ๑ เขาประชุมอีกครั้งดวย ขอเท็จจริงจึงฟงไดวาจําเลยที่ ๑ เขารวมประชุมการนําเสนอรูปแบบของงานโครงการ Roadshow จริง แตเมื่อคํานึงถึงวาจําเลยที่ ๑ เปนผูสั่งการมอบหมายใหสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจัดทําโครงการ Roadshowจึงเปนเรื่องปกติที่จําเลยที่ ๑ จะสั่งใหแกไขรูปแบบของงานที่นํามาเสนอได ขอเท็จจริงไดความจากคําเบิกความของ นายสรายุทธ วา จําเลยที่ ๑ สอบถามวานิทรรศการที่นําเสนอประชาชนจะรับรูและเขาใจโครงการไดใชหรือไม และการประชาสัมพันธโครงการนี้จะสรางการรับรูใหแกประชาชนไดทั่วถึงใชหรือไม นางปนัดดา เบิกความวา จําเลยที่ ๑ ซักถามเกี่ยวกับการจัดงานตามที่นําเสนอผูนําเสนอก็ตอบเกี่ยวกับรูปแบบการจัดงาน นายพงษศักดิ์ เบิกความวา จําเลยที่ ๑ ติติงเรื่องทางเขาออกและกิจกรรมที่จัดภายในงาน ดังนี้ พฤติการณของจําเลยที่ ๑ ดังกลาว จึงมิไดผิดปกติหรือนอกเหนือไปจากการติดตามงานที่ดําเนินการไปตามนโยบายของรัฐบาล สําหรับมูลเหตุที่จําเลยที่ ๔ ซึ่งเปนเอกชนเขามานําเสนอรูปแบบและขั้นตอนการจัดงานโครงการระหวางการประชุมเตรียมความพรอมดําเนินโครงการที่ทําเนียบรัฐบาลเพียงรายเดียวนั้น สืบเนื่องมาจากจําเลยที่ ๓ ประชุมเตรียมการอยางไมเปนทางการรวมกับหนวยงานราชการที่เกี่ยวของแลว ไดขอสรุปวาเปนการเกินขีดความสามารถของสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงพิจารณาสรรหาใหเอกชนเขามาดําเนินการ แสดงวาจําเลยที่ ๑ มิไดเปนผูริเริ่มใหจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ เขามานําเสนองานตอที่ประชุม อีกทั้งการนําเสนองานในชั้นนี้อยูในขั้นตอนของการพิจารณากําหนดรูปแบบของงาน ซึ่งไมปรากฏวารูปแบบงานที่จําเลยที่ ๔ นําเสนอไดกําหนดรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะอยางใดที่เปนการเอื้อประโยชนแกจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ โดยเฉพาะเจาะจงหรือมีเงื่อนไขพิเศษที่เปนการกีดกันผูเสนอราคารายอื่นไมใหเขาเสนอราคาอยางเปนธรรม ทั้ง นายสรายุทธเบิกความวา รูปแบบของงานที่นําเสนอ (Presentation) เปนการใชโปรแกรมพาวเวอรพอยนต(Powerpoint) นําเสนอวาจะตองทําอะไรบางเพื่อประชาสัมพันธโครงการ และ นางสาวคัทรินพยานโจทกเบิกความวา งานที่นําเสนอเปนการนําเสนอในภาพรวมของโครงการเทานั้น พยานหลักฐานทางไตสวนรับฟงไมไดวาระหวางการประชุมจําเลยที่ ๑ กระทําการอันเปนการกําหนดตัวผูรับจางไวลวงหนาสวนขอเท็จจริงที่ปรากฏวา ในระหวางขั้นตอนขออนุมัติใชงบกลาง จําเลยที่ ๔ มีหนังสือที่ ฆณ.๑๐-๐๕๕๕/๒๕๕๖หนา ๔๙เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๖ ถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยแจงวาจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ไดรับมอบหมายจากสํานักนายกรัฐมนตรี ใหเปนผูจัดทําโครงการ ซึ่งจะมีการจัดงาน รวมทั้งสิ้น ๑๒ จังหวัดพรอมกําหนดวัน เวลาและสถานที่การจัดงานของแตละจังหวัด จึงขอความอนุเคราะหใหแตละจังหวัดอํานวยความสะดวกในเรื่องตาง ๆ ตามเอกสารหมาย จ.๔๐ แผนที่ ๑๘๗๗ - ๑๘๗๘ ตอมาเมื่อวันที่๒๖ กันยายน ๒๕๕๖ จําเลยที่ ๑ เปนประธานแถลงขาวงานโครงการ Roadshow โดยมีพนักงานของจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ชวยประสานงานกับสื่อมวลชนใหมารวมงานและลงทะเบียนสื่อมวลชนที่มาทําขาวในงาน รวมทั้งจําเลยที่ ๔ เปนผูออกแบบรูปแบบในการจัดงานแถลงขาวและโลโกสรางอนาคตไทย ๒๐๒๐ นั้น การดําเนินการดังกลาวมิใชเปนการกระทําของจําเลยที่ ๑และไมปรากฏพฤติการณใดที่แสดงใหเห็นวาจําเลยที่ ๑ มีสวนรวมรูเห็นเปนใจหรือใหการรับรองการดําเนินการเชนวานั้นดวย อีกทั้งการดําเนินการนั้นลวนเปนรายละเอียดในขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจาหนาที่ผูรับผิดชอบแตละสวน กรณีจึงไมอยูในวิสัยที่จําเลยที่ ๑ ซึ่งเปนผูบริหารสูงสุดจะทราบขอเท็จจริงไดทั้งหมด พยานหลักฐานทางไตสวน นอกจากนี้ ไมปรากฏขอเท็จจริงวาจําเลยที่ ๑มีสวนเกี่ยวของสั่งการหรือใชอํานาจครอบงําหรือสมคบกับผูมีหนาที่ในขั้นตอนการเสนอราคาและจัดซื้อจัดจางโครงการ Roadshow ดวยประการอื่นใด ดังนั้น ขอเท็จจริงรับฟงไมไดวา จําเลยที่ ๑ตกลงใหจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ เปนผูรับจางโครงการ Roadshow ไวลวงหนาสําหรับจําเลยที่ ๒ แมมีหนาที่และอํานาจกํากับดูแลสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๕๑/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ตามเอกสารหมาย จ.๑๑แผนที่ ๑๒๒ - ๑๓๐ และมีอํานาจอนุมัติใหสั่งจางตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุพ.ศ. ๒๕๓๕ ขอ ๖๖ แตก็เปนหนาที่ทั่วไป โดยจําเลยที่ ๒ มิไดรับมอบหมายใหเปนผูรับผิดชอบโครงการ Roadshow โดยตรง ทั้งจําเลยที่ ๑ มีคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๒๔๒/๒๕๕๖ ลงวันที่๓ กันยายน ๒๕๕๖ แตงตั้งคณะกรรมการบูรณาการการประชาสัมพันธโครงการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานเพื่อสรางอนาคตประเทศ มีจําเลยที่ ๓ เปนประธานกรรมการ สวนจําเลยที่ ๒ จะไดเขารวมประชุมเกี่ยวกับรูปแบบของงานที่นําเสนอ (Presentation) ดังที่ นายพงษศักดิ์ เบิกความหรือไมก็มิใชเปนการสั่งการหรือใชอํานาจอยางผิดปกติ เพียงแตเปนการรวมประชุมเชนเดียวกับบุคคลอื่นเทานั้นประกอบกับจําเลยที่ ๒ ไมมีสวนเกี่ยวของกับการแตงตั้งคณะกรรมการกําหนดราคากลางหนา ๕๐เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ คณะกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษ และคณะกรรมการตรวจการจางโครงการ Roadshow โดยจําเลยที่ ๒เพียงแตอนุมัติหลักการจัดโครงการ ตามบันทึกขอความสํานักบริหารกลาง ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖เอกสารหมาย จ.๔๘ แผนที่ ๑๙๐๑ - ๑๙๐๒ และ จ.๕๘ แผนที่ ๒๑๔๔ - ๒๑๔๕ อนุมัติใหจางจําเลยที่ ๔เปนผูจัดทําโครงการ ตามบันทึกขอความสํานักบริหารกลาง ดวนที่สุด สบก.(กบพ) ๒๗๙๔/๒๕๕๖ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ ตามเอกสารหมาย จ.๕๓ แผนที่ ๒๑๑๘ - ๒๑๒๑ และอนุมัติใหจางจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ จัดทําโครงการ ตามบันทึกขอความสํานักบริหารกลาง ดวนที่สุด สบก.(กบพ)๒๙๒๕/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ เอกสารหมาย จ.๖๒ แผนที่ ๒๖๒๐ - ๒๖๒๔และบันทึกขอความสํานักบริหารกลาง ดวนที่สุด สบก.(กบพ) ๒๙๒๖/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖จ.๖๓ แผนที่ ๒๖๒๕ - ๒๖๓๐ เทานั้น สวนขั้นตอนตาง ๆ ของการดําเนินโครงการเปนเรื่องที่จําเลยที่ ๓ผูรับผิดชอบโครงการตองตรวจสอบและพิจารณาดําเนินการตามหนาที่ตอไป พยานหลักฐานทางไตสวนจึงรับฟงไมไดวาจําเลยที่ ๒ ตกลงกําหนดจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ใหเปนผูรับจางจัดโครงการ Roadshowสวนจําเลยที่ ๓ นั้น พยานหลักฐานทางไตสวนไดความวา เมื่อประมาณปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๕๖จําเลยที่ ๓ เปนประธานการประชุมเตรียมการอยางไมเปนทางการรวมกับหนวยงานราชการที่เกี่ยวของหลายครั้งที่ทําเนียบรัฐบาล เพื่อหารือและวางกรอบการดําเนินโครงการ Roadshow จนนําไปสูการใหเอกชนเขามาดําเนินการ ซึ่ง นายพงษศักดิ์ พยานโจทกเบิกความวา จําเลยที่ ๓ ประชุมรวมกับหนวยงานที่เกี่ยวของ เชน ทีมงานสภาพัฒน ทีมงานกระทรวงคมนาคม โดยมี นายชัชชาติ รัฐมนตรีวาการกระทรวงคมนาคม เปนหัวเรือหลัก และกระทรวงมหาดไทย เปนตน แสดงใหเห็นวาแนวทางการสรรหาเอกชนมาดําเนินการมิใชขอสั่งการของจําเลยที่ ๓ โดยลําพังแตผูเดียว แตเปนขอสรุปรวมกันของหนวยงานตาง ๆในที่ประชุมวาเปนการเกินขีดความสามารถของสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สอดคลองกับที่ นางปนัดดาและ นายอิทธิพงศ งามแดน ซึ่งขณะเกิดเหตุดํารงตําแหนงผูอํานวยการกลุมผลิตสื่อและเทคโนโลยีสํานักโฆษก สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พยานโจทกเบิกความทํานองเดียวกันวา สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไมเคยจัดงานลักษณะนี้ นอกจากนั้น โครงการของกระทรวงคมนาคมที่จัดทําแลวซึ่งมีขอบเขตของงานนอยกวาโครงการ Roadshow เปนอันมาก ก็ยังไดใชวิธีการจางเอกชนมาดําเนินโครงการดังนั้น ลําพังการที่จําเลยที่ ๓ มีสวนรวมพิจารณาใหเอกชนเขามาดําเนินการ จึงไมใชเรื่องที่ผิดปกติสวนขอเท็จจริงที่ นายสรายุทธ พยานโจทกเบิกความวา พยานไดรับแจงจากนักขาวของจําเลยที่ ๕หนา ๕๑เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ วาสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีงานจางดําเนินโครงการ Roadshow พยานโทรศัพทติดตอไปยังนายฐากูร บุนปาน กรรมการผูจัดการจําเลยที่ ๔ เพื่อนัดหมายไปสอบถามรายละเอียดโครงการดวยกันเมื่อไปพบจําเลยที่ ๓ ที่ทําเนียบรัฐบาล จําเลยที่ ๓ บอกวา ถาสนใจงานนี้ใหกลับไปรวบรวมผลงานในอดีตมาเสนอกับหนวยงานที่เกี่ยวของอีกครั้ง โดยใหประสานกับทีมงานจําเลยที่ ๓ ขณะนั้นมีเจาหนาที่สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอยูรวมดวย ๔ ถึง ๕ คน พยานสงผลงานในอดีตใหเจาหนาที่สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีหลายครั้ง ตอมาไดรับแจงจาก นายฐากูร วาขอมูลผลงานที่สงไปอยูในขายมีสิทธินําเสนองาน โดยใหจัดทํารูปแบบของงานมาเสนอ (Presentation) นั้นเห็นไดวา การที่จําเลยที่ ๓ แจงใหจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ไปรวบรวมผลงานในอดีตมาเสนอเปนเรื่องที่จําเลยที่ ๓ ในฐานะผูรับผิดชอบโครงการ Roadshow ตรวจสอบกอนเสนอตอที่ประชุมไดที่ นายสรายุทธ เบิกความอีกวา พยานและ นายฐากูร เรงประชุมเพื่อจัดทํารูปแบบงานใหตรงกับขอกําหนดของโครงการที่สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีกําหนด เมื่อแลวเสร็จไดนําสงรูปแบบของงานใหแกเจาหนาที่สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีตรวจสอบ และแกไขงานใหตรงกับรายละเอียดโครงการขณะนั้น พยานทราบรายละเอียดโครงการวาจะจัดขึ้นที่ใด จังหวัดใด โดยพยานและ นายฐากูรชวยกันแบงจังหวัดเพื่อจัดทํารูปแบบของงานที่จะนําเสนอ (Presentation) ตอมาวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๖พยานไปรวมประชุมเพื่อนําเสนอรูปแบบของงาน นางสาวคัทริน พยานโจทกเบิกความวา พยานรวมประชุมกับจําเลยที่ ๔ ที่สํานักงานจําเลยที่ ๔ ถนนประชาชื่น เพื่อตกลงถึงรูปแบบการจัดงานนิทรรศการโดยมี นายฐากูร เปนแมงานหลัก เนื่องจากตองจัดงานใหเปนไปตามรูปแบบงานเดียวกัน วันดังกลาวจําเลยที่ ๔ และบริษัทสยามสปอรตมีเดีย แมเนจเมนท จํากัด แบงจังหวัดเพื่อจัดทํารูปแบบของงานที่นําเสนอ (Presentation) การประชุมทุกครั้งมีหนวยงานตาง ๆ เขารวมประชุมเปนจํานวนมาก นั้นเห็นไดวา การที่จําเลยที่ ๔ และที่ ๕ จัดทํารูปแบบของงานมาเสนอตอที่ประชุมดังกลาวเปนการกระทําโดยเปดเผยแกบุคคลอื่นเปนจํานวนมาก โดยเฉพาะจําเลยที่ ๓ เอง จะตองเปนผูอนุมัติจางจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ในภายหลัง จึงตองระมัดระวังเปนอยางยิ่ง กรณีจึงมีเหตุผลเชื่อไดตามที่ นายสรายุทธเบิกความตอบทนายจําเลยที่ ๓ วา จําเลยที่ ๔ และที่ ๕ จัดทํารูปแบบของงาน (Presentation)มาเสนองานในฐานะของผูมาเสนองานรายหนึ่ง ดังนั้น แมที่ประชุมจะเห็นชอบงานที่จําเลยที่ ๔นําเสนอก็มิไดเปนการผูกมัดใหตองเลือกจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ เปนผูรับจางไปดวย ขั้นตอนนี้หนา ๕๒เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ จึงเปนเพียงการเชิญบุคคลมารวมประชุมใหขอมูลและแสดงความคิดเห็น เพื่อกําหนดรูปแบบและแผนการประชาสัมพันธโครงการ อันอยูในขอบเขตอํานาจหนาที่ของคณะกรรมการบูรณาการการประชาสัมพันธโครงการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานเพื่อสรางอนาคตประเทศ ตามคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีที่ ๒๔๒/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๖ ตามเอกสารหมาย จ.๓๓ แผนที่ ๑๑๙๙ - ๑๒๐๐โดยเฉพาะระหวางประชุมจําเลยที่ ๓ มิไดพูดหรือกระทําการอันใดในลักษณะที่เปนการชี้นําหรือจูงใจหรือใหการสนับสนุนเปนพิเศษ เพื่อใหที่ประชุมเห็นชอบงานของจําเลยที่ ๔ แมจําเลยที่ ๔ จะนําเสนองานแตเพียงรายเดียว แตไมปรากฏวามีผูมีอาชีพรายอื่นสนใจมาเสนองานแลวถูกกีดกันมิใหแขงขันกับจําเลยที่ ๔แตอยางใด สวนขอที่วา จําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ตกลงแบงจังหวัดกัน ก็เปนแคการแบงงานกันเองในขั้นตอนการจัดทํางานนําเสนอ (Presentation) เทานั้น จึงหาใชเปนการตกลงรวมกันเสนอราคาวาแตละบริษัทจะรับจางทําโครงการที่จังหวัดใด อันจะถือเปนการหลีกเลี่ยงการแขงขันราคาอยางเปนธรรมและไมเปดโอกาสใหมีการแขงขันราคาอยางเปนธรรม นอกจากนั้น ยังปรากฏวา ภายหลังจากจําเลยที่ ๔และที่ ๕ นําเสนอรูปแบบของงาน (Presentation) เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๖ แลวมีการกําหนดงานแถลงขาวโครงการ Roadshow ในวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๖ อันเปนระยะเวลากระชั้นชิดการที่จําเลยที่ ๓ มิไดรอใหมีผูอื่นเขามาแขงขันเสนองานกอน จึงฟงไมไดวาเปนการกระทําเพื่อเอื้อประโยชนแกจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ สวนที่ นายพงษศักดิ์ เบิกความวา จําเลยที่ ๔ นําเสนองานตอจําเลยที่ ๑และรัฐมนตรีที่เกี่ยวของ ตอมาการประชุมครั้งที่ ๒ นายกรณินทร หนาหองจําเลยที่ ๓ พาเจาหนาที่จําเลยที่ ๔ ไปแนะนํากับ นายพงษศักดิ์ วาจําเลยที่ ๔ จะเขามาเปนผูดําเนินงานในโครงการ นั้นคงเปนการเบิกความไปตามความเขาใจของพยานเองที่เห็นจําเลยที่ ๔ นําเสนอรูปแบบของงานแลวเขาใจวาจําเลยที่ ๓ กําหนดตัวผูรับจางดังที่ไดเบิกความตอนแรก ซึ่ง นายสรายุทธ เบิกความวาพยานนํางานไปนําเสนอ (Presentation) เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๕๖ แตทางไตสวนไดความวานายกรณินทร ชวยปฏิบัติราชการที่สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจนถึงวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๖ตามเอกสารหมาย จ.๑๘๙ แผนที่ ๖๖๗๙ แสดงวา นายกรณินทร ยายไปกอนที่จะมีการเสนองานของจําเลยที่ ๔ แลว ดังนั้น ที่ นายกรณินทร เบิกความยืนยันวาไมเคยเขาประชุมและพาเจาหนาที่จําเลยที่ ๔ ไปแนะนํากับ นายพงษศักดิ์ จึงรับฟงได สวนที่ นายพงษศักดิ์ ใหถอยคําในชั้นไตสวนของคณะอนุกรรมการไตสวนเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๓ และวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ ๒๕๖๓หนา ๕๓เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ อางวา จําเลยที่ ๓ เรียกไปพบที่หองทํางานเรื่องเงินที่จะนําไปใชจายในโครงการ แลวจําเลยที่ ๓บอกพยานวาจะใหจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ เปนผูจัดโครงการ โดยมี นายกรณินทร อยูดวยตามเอกสารหมาย จ.๑๗๐ แผนที่ ๖๔๗๔ และ ๖๔๗๗ นั้น ถอยคํานี้เพิ่งปรากฏภายหลังจากที่นายพงษศักดิ์ ยื่นคําชี้แจงแกขอกลาวหาของตนแลว ทั้งไมมีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน จึงสงสัยวาจะเปนการอางขอเท็จจริงขึ้นใหม แม นายพงษศักดิ์ เบิกความตอนหลังยืนยันวา จําเลยที่ ๓บอกพยานเชนนั้น แต นายกรณินทร เบิกความวาไมเปนความจริง อันเปนลักษณะพยานเบิกความยันกันซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองตองพิเคราะหดวยความระมัดระวัง คําเบิกความของ นายพงษศักดิ์ จึงมีน้ําหนักลดนอยลง ที่ นางสาวนัทรียา เบิกความวา หลังการประชุมของนายกรัฐมนตรี จําเลยที่ ๓ เดินมาที่โตะดานหลังหองประชุมที่ผูอํานวยการสํานักโฆษก(นางนันทิกาญจน สวัสดิ์ภักดี) พยาน และ นางสาวปวีณา ปริวัฒนศักดิ์ นั่งอยูเปนกลุม และพูดวารูแลวใชมั้ยวาจะมีงานโรดโชวจัดนิทรรศการ ใหลองพิจารณาบริษัทมติชน ดูนะ วามีศักยภาพเปนผูรับจางจัดงานหรือไม นั้น นางนันทิกาญจน และ นางสาวปวีณา ซึ่งรูเห็นเหตุการณรวมกันแตกลับมิไดเบิกความยืนยันขอเท็จจริงดังกลาว คําเบิกความของ นางสาวนัทรียา จึงมีน้ําหนักนอยทั้งคําพูดของจําเลยที่ ๓ เปนเพียงใหพิจารณาศักยภาพของจําเลยที่ ๔ เทานั้น มิไดพูดเจาะจงใหนางสาวนัทรียา ตองเลือกจําเลยที่ ๔ เปนผูรับจาง พฤติการณดังกลาวจึงรับฟงไมไดวาจําเลยที่ ๓ครอบงําสั่งการหรือจูงใจให นางสาวนัทรียา ยอมรับการเสนอราคาของจําเลยที่ ๔ เพื่อใหเปนผูรับจางดังที่โจทกอาง สวนที่จําเลยที่ ๔ มีหนังสือที่ ฆณ.๑๐-๐๕๕๕/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๖ถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยแจงวาจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ไดรับมอบหมายจากสํานักนายกรัฐมนตรีใหเปนผูจัดทําโครงการ จึงขอความอนุเคราะหใหแตละจังหวัดอํานวยความสะดวกในเรื่องตาง ๆตามเอกสารหมาย จ.๔๐ นั้น เห็นวา เมื่อที่ประชุมเห็นชอบรูปแบบของงานที่จําเลยที่ ๔ นําเสนอและกําหนดงานแถลงขาวโครงการ Roadshow แลว ยอมทําใหจําเลยที่ ๔ เขาใจวาจะไดรับเลือกเปนผูรับจางดําเนินโครงการ ประกอบกับโครงการ Roadshow จะเริ่มดําเนินการวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๖จําเลยที่ ๔ จึงเรงรีบมีหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยดังกลาว โดยทางไตสวนไมปรากฏขอเท็จจริงวาจําเลยที่ ๓ รูเห็นหรือสนับสนุนการกระทําของจําเลยที่ ๔ ดังกลาว และจําเลยที่ ๓ เบิกความวาเพิ่งทราบเรื่องดังกลาวหลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แจงขอกลาวหาคดีนี้แลว ดังนั้น จึงฟงไดวาหนา ๕๔เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ เปนการกระทําของจําเลยที่ ๔ โดยพลการเองฝายเดียว จะถือเอาเปนเจตนารวมของจําเลยที่ ๓ดวยไมได ทั้งเมื่อพิจารณาขอความในหนังสือของจําเลยที่ ๔ แลว เปนเพียงการขอความอนุเคราะหใหแตละจังหวัดอํานวยความสะดวกในเรื่องตาง ๆ โดยมิไดระบุวาจําเลยที่ ๔ จะปฏิบัติหนาที่ตามสัญญาของผูรับจางโดยตรงอันเปนการเขาทําการงานแลวตั้งแตกอนทําสัญญาจาง ฉะนั้นขอความที่วาจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ไดรับมอบหมายจากสํานักนายกรัฐมนตรีใหเปนผูจัดทําโครงการนั้นคงมุงหมายเพียงวาจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ไดรับมอบหมายใหจัดทํารูปแบบของงานโครงการเทานั้นสวนกรณีวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๕๖ มีพนักงานของจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ชวยประสานงานสื่อมวลชนใหมารวมงานนั้น ขอเท็จจริงทางไตสวนไดความเพียงวาเจาหนาที่ของสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีขอใหชวยดําเนินการ โดยไมปรากฏวาเปนขอสั่งการของจําเลยที่ ๓ สําหรับกรณีที่จําเลยที่ ๔เปนผูออกแบบรูปแบบในการจัดงานแถลงขาวและโลโกสรางอนาคตไทย ๒๐๒๐ นั้น เปนผลมาจากการที่ที่ประชุมไดเห็นชอบรูปแบบของงานที่นําเสนอ (Presentation) ตามที่จําเลยที่ ๔ นําเสนอซึ่งจําเลยที่ ๔ มีสิทธิที่จะใหใชโลโกนั้นได และการยอมใหใชผลงานที่นําเสนอก็หาใชวาจะกระทําไดตอเมื่อไดตกลงจางเสียกอนเสมอไป พฤติการณดังกลาวจึงฟงไมไดวาจําเลยที่ ๓ กําหนดตัวจําเลยที่ ๔และที่ ๕ เปนผูรับจางไวลวงหนา และที่ นางปนัดดา เบิกความวา กอนคดีนี้ เมื่อมีการใชวิธีพิเศษในการจัดซื้อจัดจางจะมีการกําหนดตัวผูรับจางไวแลวทุกโครงการนั้น ก็เปนการจัดซื้อจัดจางในครั้งอื่นซึ่งไมเกี่ยวของกับโครงการ Roadshow ทั้งสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีก็ไมเคยจัดโครงการใหญในลักษณะนี้มากอน กรณีจึงไมอาจนําขอเท็จจริงดังกลาวมาเปรียบเทียบเพื่อใชพิจารณาถึงการกระทําของจําเลยที่ ๓ ได นอกจากนั้น เมื่อคํานึงถึงวาการใหจําเลยที่ ๔ นําเสนองานตอที่ประชุมนั้นมีวัตถุประสงคเพื่อจะพิจารณาเฉพาะเรื่องรูปแบบของงาน ซึ่งมิใชเปนขั้นตอนการกําหนดตัวผูรับจางแมที่ประชุมเห็นชอบกับงานของจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ อันอาจเปนขอแสดงใหเห็นอยูในตัววาจําเลยที่ ๔และที่ ๕ มีความพรอมดําเนินโครงการ Roadshow ก็ตาม แตเปนเพียงผลที่เกิดขึ้นจากการพิจารณารวมกันของที่ประชุม หาใชเปนเจตนาโดยตรงของจําเลยที่ ๓ ไม ทั้งการจะไดรับการวาจางหรือไมยังตองดําเนินการจัดซื้อจัดจางตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ กอน หากจําเลยที่ ๓มีเจตนามาแตแรกที่จะกําหนดตัวผูรับจางลวงหนา จําเลยที่ ๓ ตองเขาไปเกี่ยวของกับขั้นตอนของการจัดซื้อจัดจางดวยเพื่อใหสมดังเจตนา แตขอเท็จจริงไดความจาก นายกัลยาณะ วิภัติภูมิประเทศหนา ๕๕เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ประธานกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษ และ นางสาวปวีณา ปริวัฒนศักดิ์ กรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษตางเบิกความยืนยันวา ไมมีบุคคลใดสั่งการใหเลือกจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ เปนผูรับจาง ดังนี้พยานหลักฐานทางไตสวนจึงรับฟงไมไดวา จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ รวมกันตกลงใหจําเลยที่ ๔ และที่ ๕เปนผูรับจางจัดทําโครงการ Roadshow อันเปนการกําหนดตัวบุคคลใหเปนผูรับจางไวลวงหนาตั้งแตกอนดําเนินการขั้นตอนการจัดจาง โดยเปนการหลีกเลี่ยงการแขงขันราคาอยางเปนธรรมและไมเปดโอกาสใหมีการแขงขันราคาอยางเปนธรรมตามฟอง โดยมีเจตนาเพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและทางราชการ หรือโดยทุจริตปญหาที่ตองพิเคราะหตอไปมีวา จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ปฏิบัติหนาที่หรือละเวนการปฏิบัติหนาที่เกี่ยวกับการอนุมัติจัดจางโครงการ Roadshow โดยวิธีพิเศษตามฟองหรือไม เห็นวา ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ขอ ๒๔ ระบุวา การจางโดยวิธีพิเศษ ไดแกการจางครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ใหกระทําไดเฉพาะกรณีหนึ่งกรณีใด ดังตอไปนี้(๑) เปนงานที่ตองจางชางผูมีฝมือโดยเฉพาะ หรือผูมีความชํานาญเปนพิเศษ (๒) เปนงานจางซอมพัสดุที่จําเปนตองถอดตรวจ ใหทราบความชํารุดเสียหายเสียกอนจึงจะประมาณคาซอมได เชน งานจางซอมเครื่องจักรเครื่องมือกล เครื่องยนต เครื่องไฟฟา หรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส เปนตน (๓) เปนงานที่ตองกระทําโดยเรงดวน หากลาชาอาจจะเสียหายแกราชการ (๔) เปนงานที่ตองปกปดเปนความลับของทางราชการ(๕) เปนงานที่จําเปนตองการจางเพิ่มในสถานการณที่จําเปน หรือเรงดวน หรือเพื่อประโยชนของสวนราชการและจําเปนตองจางเพิ่ม (Repeat Order) (๖) เปนงานที่ไดดําเนินการจางโดยวิธีอื่นแลวไมไดผลดีเห็นสมควรวินิจฉัยวงเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท กอน สําหรับจําเลยที่ ๑ นั้น พยานหลักฐานทางไตสวนไมปรากฏวาจําเลยที่ ๑ เขาไปมีสวนเกี่ยวของขั้นตอนการจัดซื้อจัดจางโครงการ Roadshow แตอยางใดสวนจําเลยที่ ๒ นั้น พยานหลักฐานทางไตสวนไดความจาก นางปนัดดา พยานโจทก เบิกความวาเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ สํานักงบประมาณแจงวา จําเลยที่ ๑ อนุมัติงบกลาง และจําเลยที่ ๓อนุมัติหลักการโครงการ พยานจึงตั้งเรื่องที่จะดําเนินการในสวนของการพัสดุตอไป พยานเห็นวาโครงการจะจัดขึ้นใน ๒ จังหวัด คือ จังหวัดหนองคาย ระหวางวันที่ ๔ - ๖ ตุลาคม ๒๕๕๖และจังหวัดนครราชสีมา ระหวางวันที่ ๑๑ - ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๖ ซึ่งเปนระยะเวลากระชั้นชิดจึงตองเสนอบันทึกจัดจางดําเนินโครงการโดยวิธีพิเศษ เพราะจะสอบราคาหรือประกวดราคาไมทันแนนอนหนา ๕๖เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ โดยเริ่มจากการจัดทําบันทึกสํานักบริหารกลาง ดวนที่สุด ที่ - ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๖ขออนุมัติหลักการดําเนินการในวงเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เสนอจําเลยที่ ๓ ลงนามเพื่อเสนอไปยังจําเลยที่ ๒ ซึ่งจําเลยที่ ๒ อนุมัติในวันเดียวกัน และ นายพงษศักดิ์ เบิกความวา เมื่อพิจารณาจากลําดับการดําเนินงานและเอกสารขอบเขตของงาน (TOR) อีกทั้งเงื่อนเวลาดําเนินการ เห็นไดวาระยะเวลาเรงดวนและกระชั้นชิดเปนอยางมาก จําเปนตองเลือกใชวิธีการจัดจางโดยวิธีพิเศษสํานักบริหารกลางจึงเสนอบันทึกขอความขออนุมัติจางจัดโครงการ Roadshow ตอจําเลยที่ ๓โดยระบุวาจะดําเนินการจางโดยวิธีพิเศษตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ขอ ๒๔ (๓) ตามบันทึกขอความ ดวนที่สุด ที่ สบก.(กบพ) ๒๗๙๒/๒๕๖๖ ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖เอกสารหมาย จ.๕๐ แผนที่ ๑๙๐๙ - ๑๙๑๑ ตอมาจําเลยที่ ๓ เสนอตอจําเลยที่ ๒ ซึ่งจําเลยที่ ๒ลงนามอนุมัติในวันเดียวกัน เห็นวา ขอเท็จจริงตามคําเบิกความดังกลาวไมปรากฏวาจําเลยที่ ๒เปนผูริเริ่มหรือใชใหผูใตบังคับบัญชาดําเนินการจัดจางโดยวิธีพิเศษ แตขอเท็จจริงกลับปรากฏวาเปนการพิจารณาและเสนอของเจาหนาที่สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมาตามลําดับชั้น แมจําเลยที่ ๒เปนผูอนุมัติ ซึ่งมีหนาที่ตองตรวจสอบใหละเอียดรอบคอบ ไมใชเพียงแตลงนามอนุมัติผานไปตามความเห็นของผูใตบังคับบัญชาเทานั้นก็ตาม แตเมื่อขอเท็จจริงปรากฏวาโครงการ Roadshow กําหนดเริ่มดําเนินงานตั้งแตวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๖ และจําเลยที่ ๓ เสนอเรื่องตอจําเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖จึงไมอาจใชวิธีการประกวดราคาตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ไดกรณีมีเหตุเพียงพอใหจําเลยที่ ๒ พิจารณาไดวาการจัดจางโครงการ Roadshow เขาเงื่อนไขวาเปนงานที่ตองกระทําโดยเรงดวน หากลาชาอาจจะเสียหายแกราชการ ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ขอ ๒๔ (๓) พยานหลักฐานทางไตสวนฟงไมไดวาจําเลยที่ ๒รูอยูแลววาไมเปนงานเรงดวน และเมื่อกรณีเปนงานที่ตองกระทําโดยเรงดวน หากลาชาอาจจะเสียหายแกราชการ เชนนี้ แมจําเลยที่ ๒ สั่งอนุมัติภายในวันเดียวก็ไมถือวาเปนการใชดุลพินิจโดยมิชอบสวนที่ นางปนัดดา เบิกความวา คณะกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษพิจารณาเสนอจางจําเลยที่ ๔ทั้งที่คณะกรรมการกําหนดราคากลางยังประชุมไมแลวเสร็จ และบันทึกรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการจัดซื้อจัดจางโดยวิธีพิเศษสงมาถึงพยานเมื่อชวงเย็นวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖จึงตองเสนอวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ โดยลงวันที่ยอนหลังเปนวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ นั้นหนา ๕๗เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ เมื่อ นางปนัดดา เปนหัวหนาฝายพัสดุ มีหนาที่ตรวจสอบโดยตรงตามสายงาน ไดเกษียนขอความวาตรวจแลว ถูกตองตามระเบียบพัสดุ กรณีจึงมีเหตุที่จะทําใหจําเลยที่ ๒ เชื่อโดยสุจริตวาสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในฐานะสวนราชการเจาของโครงการไดศึกษาดวยความรอบคอบมาเปนอยางดีแลว ประกอบกับจําเลยที่ ๒ เบิกความยืนยันวา การสงหนังสือมาใหอนุมัติจะไมใสวันที่มาใหกอน จําเลยที่ ๒ จึงลงนามโดยไมไดลงวันที่เอง ถือไมไดวาจําเลยที่ ๒ ไมตรวจสอบหรือไมสนใจความถูกตองของเอกสาร จึงขาดเจตนาพิเศษเพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พยานหลักฐานทางไตสวนไมอาจรับฟงวา จําเลยที่ ๒ ปฏิบัติหนาที่หรือละเวนการปฏิบัติหนาที่เกี่ยวกับการอนุมัติใหจัดจางโครงการ Roadshow โดยวิธีพิเศษ วงเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทเพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือโดยทุจริตตามฟองสําหรับจําเลยที่ ๓ นั้น เห็นวา แมจําเลยที่ ๓ ไมไดเสนอเรื่องการจัดซื้อจัดจางตอคณะกรรมการบูรณาการการประชาสัมพันธโครงการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานเพื่อสรางอนาคตประเทศไทยตามคําสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ ๒๔๒/๒๕๕๖ แตคณะกรรมการดังกลาวมีหนาที่พิจารณาเฉพาะเรื่องการพิจารณารูปแบบงานโครงการและรับทราบผลการดําเนินงาน ตามเอกสารหมาย จ.๓๓ แผนที่ ๑๑๙๙ - ๑๒๐๐ซึ่งเปนคนละขั้นตอนกันกับการจัดซื้อจัดจาง โดยขั้นตอนการจัดซื้อจัดจางเปนหนาที่และอํานาจของจําเลยที่ ๓ ในฐานะหัวหนาสวนราชการที่ตองดําเนินการ และเนื่องจากเปนกรณีการจัดซื้อจัดจางในวงเงินเกินอํานาจอนุมัติของจําเลยที่ ๓ ซึ่งเปนหัวหนาสวนราชการ ตามคําสั่งนายกรัฐมนตรีที่ ๑๕๑/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๖ จึงตองเสนอจําเลยที่ ๒ พิจารณา ดังที่ นายลิขิต อุไรรางกูลพยานโจทกซึ่งขณะเกิดเหตุรักษาการในตําแหนงนักวิชาการชํานาญการพิเศษ กองการพัสดุภาครัฐกรมบัญชีกลาง เบิกความวา เรื่องใดที่ไมไดกําหนดในแผนงานไวในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปถือเปนดุลพินิจของหัวหนาสวนราชการที่พิจารณาสั่งการใหดําเนินการโครงการตาง ๆ วามีความจําเปนเรงดวนมีความเหมาะสมที่จะใชวิธีพิเศษได จึงไมเคยมีหนวยงานใดขอหารือกรณีตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ขอ ๒๔ (๓) มายังกรมบัญชีกลาง ดังนี้ การที่จําเลยที่ ๓ ไมไดเสนอเรื่อง การจัดซื้อจัดจางตอคณะกรรมการบูรณาการการประชาสัมพันธโครงการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานเพื่อสรางอนาคตประเทศไทย จึงมิใชเปนการใชดุลพินิจโดยมิชอบ สวนที่คณะกรรมการกําหนดราคากลางนําขอเสนอราคาของจําเลยที่ ๔ มาใชในการกําหนดราคากลางนั้น ก็เปนการพิจารณาตามอํานาจหนาที่หนา ๕๘เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ของคณะกรรมการกําหนดราคากลางเอง เมื่อกรณีนี้เปนการจัดจางโดยวิธีพิเศษ ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ขอ ๒๔ (๓) จึงยอมเชิญผูมีอาชีพรับจางโดยตรงนั้นมาเสนอราคาตามระเบียบฉบับดังกลาว ขอ ๕๘ (๑) ได และแมจําเลยที่ ๔ จะเสนอราคาเพียงรายเดียวแตกรณีไมปรากฏวามีการคบคิดกันฉอฉลหรือไมสุจริตในระหวางผูที่เกี่ยวของในขั้นตอนนี้ แตอยางใดขอเท็จจริงกลับไดความจาก นายพิไชย โอบายะวาทย อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝายขาราชการประจําดานสังคม ซึ่งไดรับแตงตั้งเปนประธานกรรมการกําหนดราคากลาง กับ นางโศภิษฐ ทองคําชูเจาพนักงานพัสดุชํานาญงาน กลุมแผนงานและงบประมาณ สํานักงานเลขาธิการ สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ นายอิทธิพล งามแดน นักประชาสัมพันธชํานาญการพิเศษ สํานักโฆษกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งไดรับแตงตั้งเปนกรรมการกําหนดราคากลาง เบิกความสอดคลองกันวาไมมีผูใดสั่งการหรือแทรกแซงการกําหนดราคากลาง แสดงใหเห็นวาจําเลยที่ ๓ ไมมีสวนเกี่ยวของในเรื่องการพิจารณากําหนดราคากลางดวย ที่ นางปนัดดา เบิกความวา ขณะเสนอจําเลยที่ ๓ นั้นคณะกรรมการกําหนดราคากลางยังประชุมยังไมเสร็จ แตเมื่อกระบวนการจัดจางตองเสร็จกอนวันที่๔ ตุลาคม ๒๕๕๖ พยานจึงเสนอบันทึกรายงานการขอซื้อขอจาง โดยไมไดระบุราคากลางแตระบุวงเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทําใหรายงานคณะกรรมการกําหนดราคากลางไมไดระบุเลขที่สวนที่ตองลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ เพื่อใหเปนไปตามลําดับที่จะตองมีราคากลางกอนการจัดจางนั้นจําเลยที่ ๓ เบิกความวา จําเลยที่ ๓ ลงนามไปเนื่องจากผานการกรองโดย นางสาวเรณู ตังคจิวางกูรรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝายบริหารซึ่งทํางานมานานและจําเลยที่ ๓ ไววางใจ ภายหลัง นางสาวเรณูแจงวามีขอผิดพลาด จําเลยที่ ๓ เขาใจวาเปนเรื่องขอผิดพลาดตามปกติ เห็นไดวา การลงวันที่ยอนหลังเปนการกระทําของ นางปนัดดา เอง แมจําเลยที่ ๓ เปนผูรับผิดชอบโครงการ Roadshowและเปนหัวหนาสวนราชการที่มีอํานาจพิจารณาวามีความจําเปนเรงดวนเหมาะสมที่จะใชวิธีพิเศษตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ขอ ๒๔ (๓) หรือไม จึงมีหนาที่ตองควบคุมดูแลมิใหเกิดความเสียหายตอทางราชการก็ตาม แตเมื่อ นางปนัดดา ระบุในเอกสารวาตรวจแลว ถูกตองตามระเบียบพัสดุ และ นางสาวเรณู ตรวจสอบไมพบความผิดพลาด ทั้งจําเลยที่ ๓ตองเรงพิจารณาเพราะเปนกรณีเรงดวน จึงมีเหตุใหจําเลยที่ ๓ เขาใจวาดําเนินการตอไปไดสวนที่ นางปนัดดา เบิกความวา บันทึกรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษหนา ๕๙เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ ลงสารบบอิเล็กทรอนิกสไมทันวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ พยานเสนอตอจําเลยที่ ๓ จากนั้น จําเลยที่ ๓พิจารณาอนุมัติและเสนอไปยังจําเลยที่ ๒ ซึ่งจําเลยที่ ๒ อนุมัติเห็นควรจางจําเลยที่ ๔ โดยเหตุการณทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในวันเดียวกันคือ วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ อันแสดงวาจําเลยที่ ๓ มิไดลงนามยอนหลังแต นางปนัดดา กลับเบิกความใหมวา เอกสารบันทึกรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการจัดซื้อจัดจางโดยวิธีพิเศษสงมาถึงพยานเมื่อชวงเย็นวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ จึงตองเสนอวันที่๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ คําเบิกความของ นางปนัดดา จึงไมอยูกับรองกับรอยไมอาจรับฟงได ประกอบกับการที่เจาหนาที่สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีตางปฏิบัติงานอยางเรงรีบภายในวันเดียวนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะปฏิบัติงานเพื่อใหทันเวลาที่ผูบริหารกําหนดไว ดังเห็นไดจากที่ นางปนัดดา เบิกความวาสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเคยดําเนินการรวดเร็วลักษณะแบบนี้มาบางแตวงเงินไมมาก ตรงกันขามขอเท็จจริงกลับไดความจาก นางสาวนัทรียา เบิกความวา ไมมีผูใดแทรกแซงคณะกรรมการจัดจางโดยวิธีพิเศษใหตองเลือกจําเลยที่ ๔ เปนผูรับจาง การดําเนินการดังกลาวจึงหาใชเกิดขึ้นจากการสั่งการของจําเลยที่ ๓ ไม นอกจากนี้ ยังปรากฏวา ตอมา นางสาวประพีร อังกินันทน มีหนังสือสํานักงานการตรวจเงินแผนดิน ดวนที่สุด ที่ ตผ ๐๐๑๙/๐๘๒๒ ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๗ ขอใหทบทวนการดําเนินการใชจายเงินโครงการดังกลาว ตามเอกสารหมาย จ.๘๒ แผนที่ ๒๗๓๕ - ๒๗๓๖จําเลยที่ ๓ มีหนังสือ ดวนที่สุด ที่ นร ๐๔๐๑.๖/๐๙๘๔ ลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๗แจงสํานักงานการตรวจเงินแผนดินวา สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีประสงคที่จะใหเกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติตามขอสังเกตดังกลาวเสียกอน จึงยังไมไดดําเนินการอนุมัติเบิกจายเงินออกไปจนกวาขอทักทวงและขอสังเกตของสํานักงานการตรวจเงินแผนดินจะหมดไป และไดขอหารือเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในการอนุมัติเบิกจายเงินของโครงการนี้กับสํานักงานการตรวจเงินแผนดินดวยแลว ตามเอกสารหมาย จ.๘๔แผนที่ ๒๗๖๒ - ๒๗๖๗ โดยมีการชะลอการจายเงินคาจางแกจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ไวกอนพฤติการณดังกลาวยังฟงไมไดวาจําเลยที่ ๓ ละเวนการปฏิบัติหนาที่ในการกํากับดูแลตามที่ควรจะเปนอันจะแสดงวามีเจตนาเพื่อใหเกิดความเสียหาย ประการสําคัญที่สุดหลังเกิดเหตุมีรัฐประหารเมื่อวันที่๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ตอมา พลเอก วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีคําสั่งแตงตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขั้นตอนการดําเนินการโครงการ Roadshow ตามคําสั่งสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ ๓๒/๒๕๕๘ ลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๘ ตามเอกสารหมาย จ.๑๐๑หนา ๖๐เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ แผนที่ ๒๘๙๙ - ๒๙๐๐ คณะกรรมการดังกลาวเห็นวาขั้นตอนการดําเนินโครงการ Roadshowเปนไปตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ พลเอก วิลาศ จึงลงนามอนุมัติเบิกจายเงินแกจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ ผูรับจาง ตามบันทึกขอความ ดวนที่สุด ที่ สบก.(กบพ.) ๗๗๒/๒๕๕๘ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘ เอกสารหมาย จ.๑๐๖ แผนที่ ๒๙๔๐ - ๒๙๔๖ ซึ่งสอดคลองกับที่คณะกรรมการสอบสวนขอเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดไดตรวจสอบแลวพบวาไมมีเจาหนาที่กระทําละเมิดตอหนวยงานของรัฐ ตามรายงานผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนขอเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด เอกสารหมาย ล.๑/๓๑ จึงฟงไมไดวาจําเลยที่ ๓ มีเจตนาพิเศษโดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชนอันมิชอบดวยกฎหมายใหแกจําเลยที่ ๔ พยานหลักฐานทางไตสวนฟงไมไดวาจําเลยที่ ๓ ปฏิบัติหนาที่หรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเกี่ยวกับการขออนุมัติจัดจางโครงการ Roadshow โดยวิธีพิเศษ วงเงิน ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทสวนโครงการ Roadshow อีก ๑๐ จังหวัด วงเงิน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท นั้น พยานหลักฐานทางไตสวนไดความวา เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ นางนันทิกาญจน เสนอบันทึกขอความสํานักโฆษกขออนุมัติหลักการจัดโครงการ Roadshow ระบุวา เพื่อสรางความเขาใจเกี่ยวกับโครงการอยางเรงดวนและตอเนื่อง เห็นควรจัดจางเอกชนดําเนินการจัดโครงการทุกภาคทั่วประเทศ จํานวน ๑๐ จังหวัดในวงเงินไมเกิน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจําเลยที่ ๓ ลงนามอนุมัติโดยเบิกจายจากเงินงบประมาณผลผลิตการบริหารจัดการของรัฐบาล งบรายจายอื่น คาใชจายในการขับเคลื่อนยุทธศาสตรของรัฐบาลประจําปงบประมาณ ๒๕๕๗ ตามหนังสือ ดวนที่สุด ที่ สนฆ.๑๒๘๑/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๖เอกสารหมาย จ.๕๖ แผนที่ ๒๑๓๔ - ๒๑๔๑ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ นายพงษศักดิ์มีบันทึกขอความผาน นางสาวเรณู ตังคจิวางกูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝายบริหาร ระบุวาสํานักบริหารกลางพิจารณาแลว เพื่อเปนการเตรียมการจัดซื้อจัดจางตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ประกอบกับเปนนโยบายเรงดวนของรัฐบาลเห็นควรอนุมัติหลักการจัดโครงการ Roadshow สรางอนาคตประเทศไทย Thailand ๒๐๒๐ เพื่อสื่อสารเผยแพรขอมูลสรางความเขาใจเกี่ยวกับโครงการ โดยจัดจางเอกชนดําเนินการโครงการตามที่สํานักโฆษกเสนอซึ่งจําเลยที่ ๓ ลงนามรับทราบ ตามบันทึกขอความ ดวนที่สุด ที่ สบก.(กผง.) ๐๙๐๓/๒๕๕๖ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ เอกสารหมาย จ.๕๗ แผนที่ ๒๑๔๒ - ๒๑๔๔ แลวจําเลยที่ ๓หนา ๖๑เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ มีบันทึกเสนอจําเลยที่ ๒ ระบุวา เสนอขออนุมัติหลักการจัดโครงการโดยวิธีพิเศษ ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และอยูในอํานาจของรัฐมนตรีเจาสังกัดพิจารณาอนุมัติโดยจําเลยที่ ๒ ลงนามอนุมัติ ตามบันทึกขอความ ดวนที่สุด ที่ - ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖เอกสารหมาย จ.๕๘ แผนที่ ๒๑๔๔ - ๒๑๔๕ เห็นวา เมื่อโครงการ Roadshow ในสวน ๒จังหวัดแรก เขาเงื่อนไขเปนงานที่ตองกระทําโดยเรงดวน หากลาชาอาจจะเสียหายแกราชการตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ขอ ๒๔ (๓) ดังวินิจฉัยมาแลวทั้งโครงการ Roadshow อีก ๑๐ จังหวัด มีกําหนดเริ่มดําเนินงานกลุมแรก จังหวัดชลบุรี ระหวางวันที่๑๕ - ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ จังหวัดอุบลราชธานี ระหวางวันที่ ๑๘ - ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๖ โดยจําเลยที่ ๓เสนอเรื่องตอจําเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ ยอมไมมีเวลาพอใหใชวิธีการประกวดราคาไดกรณีจึงมีเหตุผลเพียงพอใหจําเลยที่ ๒ เขาใจไดวาการจัดจางโครงการ Roadshow อีก ๑๐ จังหวัดเขาเงื่อนไขเปนงานที่ตองกระทําโดยเรงดวน หากลาชาอาจจะเสียหายแกราชการ ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ ขอ ๒๔ (๓) เชนกัน ขอเท็จจริงรับฟงไมไดวาจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ รูอยูแลววาโครงการ Roadshow อีก ๑๐ จังหวัด ไมใชงานที่ตองกระทําโดยเรงดวนและเมื่อกรณีเปนงานที่ตองกระทําโดยเรงดวนเชนนี้ แมจําเลยที่ ๒ จะสั่งอนุมัติภายในวันเดียว ก็ไมถือวาเปนการใชดุลพินิจโดยมิชอบ สวนเรื่อง การกําหนดตัวผูรับจางลวงหนา รวมถึงเรื่อง การใชราคากลางเดิมนั้นโจทกคงอางขอเท็จจริงอันเดียวกันกับกรณีโครงการ Roadshow ในสวน ๒ จังหวัดแรก ซึ่งไดวินิจฉัยอยางละเอียดแลว จึงไมจําตองวินิจฉัยซ้ําอีก ทั้งไดความจาก นายพงษศักดิ์ เบิกความวา คณะกรรมการบูรณาการการประชาสัมพันธโครงการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานเพื่อสรางอนาคตประเทศไดประชุมติดตามประเมินผลการจัดงานครั้งแรกที่จังหวัดหนองคายแลวเห็นวา ประสบผลสําเร็จเปนอยางดีจึงไดนําราคากลางที่ใชใน ๒ จังหวัดแรกมาเปนราคากลางในการดําเนินโครงการอีก ๑๐ จังหวัด ดังนี้พยานหลักฐานทางไตสวนรับฟงไมไดวา จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ปฏิบัติหนาที่หรือละเวนการปฏิบัติหนาที่เกี่ยวกับการอนุมัติใหจัดจางโครงการโดยวิธีพิเศษวงเงิน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีหรือโดยทุจริตปญหาที่ตองพิเคราะหตอไปมีวา จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ รวมกันดําเนินการใหมีการอนุมัติลงนามในสัญญาจางกอนไดรับเงินประจํางวด โดยไมชอบดวยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒หนา ๖๒เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ (ที่ใชบังคับขณะเกิดเหตุ) อันเปนความผิดตามฟองหรือไม พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒มาตรา ๒๓ วรรคสี่ บัญญัติวา ในกรณีที่มีความจําเปนและเรงดวนและมิใชกรณีตามวรรคสองหรือวรรคสาม คณะรัฐมนตรีมีอํานาจอนุมัติใหสวนราชการหรือรัฐวิสาหกิจจายเงินหรือกอหนี้ผูกพันตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายเพิ่มเติมกอนไดรับเงินประจํางวด หรืออนุมัติใหสวนราชการหรือรัฐวิสาหกิจกอหนี้ผูกพันเกินกวาหรือนอกเหนือไปจากที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายเพิ่มเติมได ขอเท็จจริงทางไตสวนไดความวา สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีลงนามในหนังสือสั่งจาง ที่ จ.๑๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ จางจําเลยที่ ๔ ดําเนินโครงการในสวนจังหวัดกลุมสอง เปนเงินทั้งสิ้น ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และลงนามหนังสือสั่งจาง ที่ จ.๑๘/๒๕๕๗ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ จางจําเลยที่ ๕ ดําเนินโครงการในสวนจังหวัดกลุมแรก เปนเงินทั้งสิ้น๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๖ สํานักงบประมาณแจงใบจัดสรรเงินงบประมาณวงเงิน ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ใหสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีพิจารณาดําเนินการ ตามเอกสารหมาย จ.๖๗แผนที่ ๒๖๔๔ ตอมา นายพงษภาณุ เศวตรุนทร รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการวาดวยการพัสดุ มีหนังสือกรมบัญชีกลาง ดวนที่สุด ที่ กค (กวพ) ๐๔๒๑.๓/๔๖๕๔๗ ลงวันที่๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ ถึงจําเลยที่ ๓ แจงวา สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไดลงนามในสัญญาสั่งจางกอนไดรับอนุมัติเงินประจํางวด เปนการไมปฏิบัติตามระเบียบฯ พ.ศ. ๒๕๓๕ อยางไรก็ดี เพื่อบรรเทาความเสียหายแกราชการ จึงอนุมัติผอนผันการไมปฏิบัติตามระเบียบฯ ใหสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเปนกรณีเฉพาะราย ทั้งนี้ เนื่องจากกรณีนี้เปนการกอหนี้ผูกพันกอนไดรับอนุมัติเงินประจํางวดที่ไมเปนไปตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง เปนอํานาจของคณะรัฐมนตรี สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจึงตองนําเสนอคณะรัฐมนตรีตอไป ตามเอกสารหมาย จ.๗๒แผนที่ ๒๖๘๐ - ๒๖๘๒ ตอมาจําเลยที่ ๓ ลงนามในบันทึกขอความสํานักบริหารกลางที่สบก. (กบพ.) ๓๔๖๖/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ เสนอจําเลยที่ ๒ ลงนามในหนังสือไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอเรื่องตอคณะรัฐมนตรีขออนุมัติลงนามในสัญญากอนไดรับอนุมัติเงินประจํางวดในวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๖ ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒มาตรา ๒๓ วรรคสี่ ตามเอกสารหมาย จ.๗๓ แผนที่ ๒๖๘๓ - ๒๖๘๕ จําเลยที่ ๒ ในฐานะหนา ๖๓เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ รัฐมนตรีเจาสังกัดผูมีอํานาจเสนอเรื่องตอคณะรัฐมนตรีลงนามในหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อขอใหคณะรัฐมนตรีพิจารณา ตามหนังสือ ดวนที่สุด ที่ นร ๐๔๐๑.๕/๑๖๔๐๙ ลงวันที่๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ เอกสารหมาย จ.๗๓ แผนที่ ๒๖๘๖ คณะรัฐมนตรีซึ่งมีจําเลยที่ ๑ และที่ ๒รวมประชุมดวยไดมีมติเมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๗ อนุมัติตามเสนอ ตามเอกสารหมาย จ.๘๐จําเลยที่ ๓ มีคําสั่งสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ ๒๕๖/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๖แตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนขอเท็จจริง ซึ่งคณะกรรมการดังกลาวเห็นวาการลงนามในหนังสือสั่งจางกอนไดรับอนุมัติเงินประจํางวด เปนการดําเนินการโครงการตามนโยบายรัฐบาลที่มีความจําเปนเรงดวนโดยเจาหนาที่ผูปฏิบัติเขาใจวาสามารถดําเนินการไดเพราะทราบวาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ประกาศใชในวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ และเมื่อทราบขอทักทวงจากสํานักงบประมาณก็เรงดําเนินการใหเปนไปตามกฎหมาย วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ ๒๕๕๗นางเอมปรีดิ์ รักษาราชการแทนผูอํานวยการสํานักบริหารกลาง เสนอรายงานการสอบสวนดังกลาวพรอมความเห็นประกอบวาเห็นควรยุติเรื่อง ซึ่งจําเลยที่ ๓ เห็นชอบดวย และเกษียนสั่งกําชับใหถือปฏิบัติตามระเบียบโดยเครงครัด นายพงษศักดิ์ ซึ่งเปนผูลงนามในหนังสือสั่งจางทั้งสองฉบับเบิกความวา การลงนามในหนังสือสั่งจางกอนที่จะไดรับใบงวดจากสํานักงบประมาณเกิดจากเจาหนาที่ทราบวาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ประกาศใชในวันที่๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ ซึ่งโดยปกติเมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณประกาศใชก็จะไดรับการอนุมัติงวดเงินในวันนั้น ซึ่งในกรณีนี้คือ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ แตปรากฏวาสํานักงบประมาณไดอนุมัติเงินงบประมาณประจํางวดใหในวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๖ ตามเอกสารหมาย จ.๖๗แผนที่ ๒๖๔๔ เห็นวา ที่มาของการดําเนินการดังกลาวมิใชเกิดจากการกระทําเพื่อแกไขความผิดพลาดของจําเลยที่ ๓ เอง แตการที่จําเลยที่ ๓ ตองเสนอจําเลยที่ ๒ ลงนามในหนังสือไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอเรื่องตอคณะรัฐมนตรีนั้น เกิดจากความจําเปนตองปฏิบัติไปตามที่คณะกรรมการวาดวยการพัสดุ กรมบัญชีกลาง มีหนังสือแจงใหจําเลยที่ ๓ ทราบวา สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีตองนําเสนอคณะรัฐมนตรีตอไป ตามเอกสารหมาย จ.๗๒ และดวยเหตุนี้ ยอมเปนเหตุผลใหจําเลยที่ ๒จําเปนตองมีหนังสือไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอเรื่องตอคณะรัฐมนตรีตอไปดวย การกระทําของจําเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในขั้นตอนนี้ จึงมิไดเปนการกระทําโดยมิชอบ แตอยางใด สวนที่จําเลยที่ ๑หนา ๖๔เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ และที่ ๒ รวมประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๗ นั้น แมการประชุมคณะรัฐมนตรีเปนการปฏิบัติหนาที่ของขาราชการการเมืองในฐานะเจาพนักงานตามกฎหมาย แตการอนุมัติใหแกการกอหนี้ผูกพันกอนไดรับอนุมัติเงินประจํางวดที่ไมเปนไปตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง เปนดุลพินิจและอํานาจของคณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณพ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๒๓ วรรคสี่ โดยบทบัญญัติดังกลาวมิไดกําหนดวาคณะรัฐมนตรีจะตองอนุมัติกอนมีการกอหนี้ผูกพัน แมจําเลยที่ ๑ จะเปนผูสั่งการใหจัดทําโครงการ Roadshow และจําเลยที่ ๒มีหนาที่กํากับดูแลสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีซึ่งเปนผูเสนอเรื่องขออนุมัติตอคณะรัฐมนตรีแตไมปรากฏวาการใชดุลพินิจของจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ ผิดกฎหมายหรือระเบียบ ยอมฟงไมไดวาจําเลยที่ ๑ และที่ ๒ ใชดุลพินิจโดยมิชอบดวยกฎหมาย จึงขาดเจตนาพิเศษในการกระทําความผิดจากเหตุผลที่วินิจฉัยมาแลวขางตน ขอเท็จจริงทางไตสวนรับฟงไดวา การที่จําเลยที่ ๔ และที่ ๕เปนผูรับจางจัดทําโครงการ Roadshow ๑๒ จังหวัด มิใชเปนผลมาจากการที่จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓รวมกันกําหนดตัวบุคคลใหเปนผูรับจางไวลวงหนา โดยมุงหมายมิใหมีการแขงขันราคาอยางเปนธรรมเพื่อเอื้อประโยชนแกจําเลยที่ ๔ และที่ ๕ และจําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ มิไดนํางบประมาณ จํานวน๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และ ๒๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท มาใชจายในโครงการ Roadshow โดยมิชอบเพื่อใหเกิดความเสียหายแกสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและแกทางราชการ หรือโดยทุจริตอันเปนการกระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒๓/๑ และพระราชบัญญัติวาดวยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาตอหนวยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ปญหาที่ตองวินิจฉัยประการสุดทายมีวา จําเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ รวมกันสนับสนุนจําเลยที่ ๑ถึงที่ ๓ ในการกระทําความผิดตามฟองหรือไม เห็นวา การสนับสนุนการกระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ นั้น จะตองมีผูอื่นเปนตัวการในการกระทําผิด หากเปนกรณีที่ไมมีตัวการกระทําผิดในความผิดดังกลาว ผูชวยเหลือหรือใหความสะดวกในความผิดนั้นก็ยอมไมอาจมีความผิดในฐานเปนผูสนับสนุนได เมื่อขอเท็จจริงทางไตสวนรับฟงไมไดวา จําเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ กระทําความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒๓/๑ และพระราชบัญญัติวาดวยความผิดเกี่ยวกับหนา ๖๕เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗ การเสนอราคาตอหนวยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ ดังที่ไดวินิจฉัยมาแลวกรณีจึงรับฟงไมไดวาจําเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ เปนผูสนับสนุนในการกระทําความผิดดังกลาวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ สวนที่จําเลยที่ ๔ และที่ ๕ แบงจังหวัดเพื่อจัดทํางานนําเสนอ(Presentation) เปนขั้นตอนกอนกระบวนการจัดซื้อจัดจาง จึงไมถือวาเปนการตกลงรวมกันเสนอราคาตามพระราชบัญญัติวาดวยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาตอหนวยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๔ดังนั้น จําเลยที่ ๔ ถึงที่ ๖ จึงไมมีความผิดตามฟองพิพากษายกฟอง นายวรงคพร จิระภาคนายอาคม รุงแจง นายทรงพล สงวนพงศนายชัยเจริญ ดุษฎีพร นายเทพ อิงคสิทธิ์นายภพพิสิษฐ สุขะพิสิษฐ นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณนายภัทรศักดิ์ วรรณแสง นายเธียรดนัย ธรรมดุษฎีหนา ๖๖เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๓๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๗Powered by TCPDF (www.tcpdf.org)