ThaiGovData

ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง เรื่อง การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคไทยภักดี

undated

Original PDF at ratchakitcha.soc.go.th

The text below was extracted from the PDF's own text layer, not by OCR. The linked PDF is the record; treat this as an extract of it.

ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมืองเรื่อง การเปลี่ยนแปลงขอบังคับพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคไทยภักดีตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองไดมีประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง ลงวันที่๑๓ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคไทยภักดี กรณี นายสกล มาเนียมลาออกจากสมาชิกพรรคและกรรมการบริหารพรรคไทยภักดี ตามหนังสือลาออก ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๗ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองไดรับทราบการลาออกดังกลาว ในวันเดียวกันและพรรคไทยภักดีไดรับทราบการลาออกดังกลาว เมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๖๗ จึงทําใหสมาชิกภาพของสมาชิกพรรคไทยภักดีสิ้นสุดลง และทําใหความเปนกรรมการบริหารพรรคไทยภักดี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามขอบังคับพรรคไทยภักดี พ.ศ. ๒๕๖๔ ขอ ๖๔ วรรคหนึ่ง (๒) และขอ ๑๕ วรรคหนึ่ง (๒)และ (๓) ทําใหคณะกรรมการบริหารพรรคไทยภักดี คงเหลือ จํานวน ๙ คน นั้นบัดนี้ หัวหนาพรรคไทยภักดีไดแจงการเปลี่ยนแปลงตอนายทะเบียนพรรคการเมืองตามมาตรา ๓๘ แหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ กรณีที่ประชุมใหญสามัญประจําปพรรคไทยภักดี ครั้งที่ ๑/๒๕๖๗ เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๗มีมติ ดังนี้๑. แกไขเปลี่ยนแปลงขอบังคับพรรคไทยภักดี พ.ศ. ๒๕๖๔ แกไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ ๔)พ.ศ. ๒๕๖๖ ขอบังคับพรรคไทยภักดี พ.ศ. ๒๕๖๗โดยที่ประชุมใหญพรรคไทยภักดี เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๗ ไดมีมติแกไขเปลี่ยนแปลงขอบังคับพรรคไทยภักดี พ.ศ. ๒๕๖๔ แกไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๖ ดังนี้ขอ ๑ ขอบังคับพรรคนี้เรียกวา “ขอบังคับพรรคไทยภักดี พ.ศ. ๒๕๖๗”ขอ ๒ ขอบังคับพรรคนี้ใหใชบังคับตั้งแตวันที่ไดรับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญพรรคการเมืองเปนตนไปขอ ๓ ใหยกเลิกขอบังคับพรรคไทยภักดี พ.ศ. ๒๕๖๔ และที่แกไขเพิ่มเติมทุกฉบับหมวด ๑บททั่วไปขอ ๔ พรรคการเมืองที่ใชขอบังคับนี้เรียกวา “พรรคไทยภักดี” ชื่อยอภาษาไทย “ทภด”ชื่อภาษาอังกฤษ “Thaipakdee” ชื่อยอ “TPD”หนา ๔๔เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ พรรคไทยภักดีใชภาพเครื่องหมายของพรรค เปนรูปหัวใจ ภายในรูปหัวใจประกอบดวย สีเขียว หมายถึง ความสงบรมเย็น และความอุดมสมบูรณที่เปนสุข สีแดง หมายถึง ชาติและหมายความรวมถึง ความนิยมในชาติ สีขาวหมายถึง ศาสนา สีน้ําเงินหมายถึง สถาบันพระมหากษัตริยเมื่อนําทั้งสี่สีมารวมกันเปนรูปหัวใจ หมายถึง การรวมใจเปนหนึ่งเดียวของคนทั้งชาติที่ยึดมั่นในหลักศาสนาและเทิดทูนไวซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย และมีคําวา ไทยภักดี ใตเครื่องหมายพรรคดังภาพเครื่องหมายพรรคไทยภักดี แสดงดานลาง ดังตอไปนี้ขอ ๕ สํานักงานใหญพรรคตั้งอยู ณ บานเลขที่ ๒๐๖ ถนนประชาราษฎร ตําบลตลาดขวัญอําเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ๑๑๐๐๐ หมวด ๒คําประกาศอุดมการณทางการเมืองของพรรคขอ ๖ คําประกาศอุดมการณทางการเมืองของพรรค(๑) พรรคไทยภักดี จะปกปองสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย และมีปณิธานที่มั่นคงชัดเจนตออุดมการณประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข(๒) พรรคไทยภักดี จะสืบสานรากเหงา เอกลักษณ อัตลักษณความเปนไทยรักษาไวซึ่งขนบธรรมเนียม ประเพณีอันดีงามของไทย(๓) พรรคไทยภักดี จะดําเนินการลดอํานาจ ควบคุม ตรวจสอบทุนโกงชาติลดความเหลื่อมล้ํา สรางความเปนธรรมใหกับประชาชนทุกอาชีพ(๔) พรรคไทยภักดี เสริมสรางศักยภาพในการประกอบอาชีพของทุกชนชั้นดวยเทคโนโลยีทันสมัย เพื่อสรางความเทาเทียมของประชาชน(๕) พรรคไทยภักดี สรางรากฐานความมั่งคั่งของชาติอยางมั่นคงดวยแนวทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเอง หนา ๔๕เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ หมวด ๓นโยบายพรรคขอ ๗ ดานความมั่นคง(๑) การบริหารราชการแผนดิน เนนประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ ผลักดันใหมีการใชทรัพยากรอยางประหยัด เกิดประสิทธิภาพ คุมคาตอการลงทุนและบังเกิดประโยชนสูงสุดตอสวนรวมทั้งนี้ ตองมีการลดขั้นตอนและระยะเวลาในการปฏิบัติงาน เพื่ออํานวยความสะดวกและลดภาระคาใชจายตลอดจนยกเลิกภารกิจที่ลาสมัยและไมมีความจําเปน(๒) การบริหารราชการแผนดินตองมาจากวิสัยทัศนเชิงยุทธศาสตร เพื่อใหเกิดประสิทธิผลตอบสนองความตองการของประชาชนและผูมีสวนไดสวนเสียทุกฝาย ปฏิบัติตามพันธกิจใหบรรลุวัตถุประสงคมีการวางเปาหมายการปฏิบัติที่ชัดเจน และอยูในระดับที่ตอบสนองตอความคาดหวังของประชาชนสรางกระบวนการปฏิบัติงานอยางเปนระบบและมีมาตรฐาน มีการจัดการความเสี่ยงและมุงเนนผลการปฏิบัติงานเปนเลิศ รวมถึงมีการติดตามประเมินผลและพัฒนาปรับปรุงการปฏิบัติงานใหดีขึ้นอยางตอเนื่อง (๓) การบริหารราชการแผนดินที่สามารถจัดการใหตอบสนองความตองการของประชาชนไดอยางมีคุณภาพ สามารถดําเนินการใหแลวเสร็จภายในระยะเวลาที่กําหนด สรางความเชื่อมั่นไววางใจรวมถึงตอบสนองตามความคาดหวังของประชาชน และผูมีสวนไดสวนเสียที่มีความหลากหลายและมีความแตกตางกันไดอยางเหมาะสม(๔) การบริหารราชการแผนดินที่สามารถตอบคําถามและชี้แจงไดทันทีเมื่อมีขอสงสัยรวมทั้งตองมีการจัดวางระบบการรายงานความกาวหนาและผลสัมฤทธิ์ตามเปาหมายที่กําหนดไวตอสาธารณะเพื่อประโยชนในการตรวจสอบและการใหคุณใหโทษ ตลอดจนมีการจัดเตรียมระบบการแกไขหรือบรรเทาปญหาและผลกระทบใด ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได(๕) สนับสนุนและเขารวมการบริหารราชการแผนดินที่มีประสิทธิภาพ เพื่อกอใหเกิดการพัฒนาทั้งทางดานสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอยางยั่งยืน คํานึงถึงผลประโยชนของประเทศชาติและประชาชนเปนสําคัญ โดยมีหนวยงานราชการที่มีประสิทธิภาพทําหนาที่ขับเคลื่อนดวยความรวดเร็วโปรงใส มีมาตรฐาน จัดใหมีศูนยบริการประชาชนแบบครบวงจร สามารถตรวจสอบไดหนา ๔๖เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ โดยประชาชน พรรคไทยภักดีจะสงเสริมศักดิ์ศรี สวัสดิการ และความมั่นคงในการปฏิบัติหนาที่ของขาราชการการบริหารราชการแผนดินที่เปดเผย โปรงใส มีความซื่อสัตยสุจริต ตรงไปตรงมารวมถึงตองมีการเปดเผยขอมูลขาวสารที่จําเปนและเชื่อถือไดใหประชาชนไดรับทราบอยางสม่ําเสมอตลอดจนวางระบบใหการเขาถึงขอมูลขาวสารดังกลาวเปนไปโดยงาย(๖) มุงพิทักษรักษา และเทิดทูนไวซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริยตลอดจนยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข(๗) มุงมั่นที่จะปรับปรุงและพัฒนาบทบัญญัติแหงกฎหมายใหมีประสิทธิภาพดวยการสรางกลไกของกฎหมายใหมีความทันสมัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองสามารถตอบสนองตอความตองการของทุกคนในสังคมไดอยางทั่วถึงและเปนธรรมและสงเสริมการบริหารกระบวนการยุติธรรมใหมีความรวดเร็ว เสมอภาคและเทาเทียมกันระหวางรัฐและเอกชนสงเสริมใหคนในสังคมเคารพซึ่งสิทธิและหนาที่ระหวางกัน และจะรักษาไวซึ่งความยุติธรรมในการบังคับใชกฎหมาย(๘) เปดโอกาสใหประชาชนมีสวนรวมทางการเมือง ใหเปนการเมืองภาคประชาชนมีความเปนประชาธิปไตยอยางแทจริง ประชาชนในระดับชุมชน หมูบาน และทองถิ่นซึ่งเปนหนวยการปกครองฐานรากของประเทศตองมีพื้นที่เขารวมในทุกขั้นตอนของกระบวนการทางการเมืองไดอยางอิสระโดยพรรคไทยภักดีจะเปนองคกรอํานวยความสะดวก สงเสริมและสนับสนุนใหทุกความคิดสรางสรรคเกิดเปนพลังบวก และมีขั้นตอนในการปฏิบัติใหเปนรูปธรรมไดจริง(๙) เนนการกระจายอํานาจการบริหาร การปกครอง และการคลังใหทองถิ่นตัดสินใจในกิจการของทองถิ่นเอง ทั้งในดานการพัฒนาเศรษฐกิจ ระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการตลอดจนสารสนเทศพื้นฐานในทองถิ่นอยางทั่วถึงและเทาเทียมกันทั่วประเทศ พรอมใหการสนับสนุนประชาชนที่รวมกันเปนกลุมหรือองคกรตาง ๆ พัฒนาจังหวัดของตนเอง(๑๐) สงเสริมใหประชาชนมีสวนรวมในการปฏิรูปการเมือง โดยเริ่มตนที่การพัฒนาพรรคการเมืองใหเปนการเมืองของประชาชน ประชาชนมีสวนรวมไดตลอดเวลาเขารวมพัฒนาพรรคการเมืองใหมีความเขมแข็ง ตอบสนองเจตนารมณของประชาชน สงเสริมเสรีภาพของประชาชนในการรวมกันเปนกลุมหมูคณะ หรือองคกรตาง ๆ เพื่อรักษาไวซึ่งผลประโยชนของกลุมโดยคํานึงถึงประโยชนของสังคมสวนรวมเปนสําคัญ หนา ๔๗เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (๑๑) ยึดหลักนิติธรรมที่ตองใชอํานาจของกฎหมาย กฎระเบียบ ขอบังคับในการปฏิบัติงานอยางเครงครัด ดวยความเปนธรรมไมเลือกปฏิบัติ และคํานึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนเปนสําคัญ(๑๒) สนับสนุนและตรวจสอบการปฏิบัติและการบังคับใชกฎหมายใหถูกตอง รวดเร็วเปนธรรม และทั่วถึง สงเสริมการใหความชวยเหลือและใหความรูทางกฎหมายแกประชาชน สนับสนุนการปฏิบัติทั้งปวงที่จะทําใหกระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพ โดยใหประชาชนและองคกรวิชาชีพมีสวนรวมในกระบวนการยุติธรรม และการชวยเหลือประชาชนทางกฎหมาย(๑๓) สงเสริมและสนับสนุนใหมีการเพิ่มศักยภาพหนวยงานที่มีหนาที่ใหความเห็นทางกฎหมายใหสามารถปฏิบัติงานไดอยางรวดเร็ว สามารถใหความชวยเหลือแกภาคเอกชนและประชาชนไดตามหลักเกณฑและใหบุคลากรของหนวยงานทางกฎหมายมีสวนใหความรู เพื่อเสริมศักยภาพในทางกฎหมายมหาชนการดําเนินคดีปกครอง การยกรางกฎหมาย และการตีความกฎหมายแกเจาหนาที่ของรัฐในหนวยงานตาง ๆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเกื้อกูลการปฏิบัติราชการเพื่อการบริการประชาชน(๑๔) สงเสริมและสนับสนุนใหมีการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของหนวยงานทางกฎหมายโดยไดจัดอบรมกฎหมายมหาชนโดยบูรณาการรวมกับหนวยงานที่เกี่ยวของเนนการมีสวนรวมของประชาชนเปนสําคัญ และการจัดตั้งองคกรปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ปราศจากการแทรกแซงของรัฐ(๑๕) สงเสริมและสนับสนุนใหมีการนําเทคโนโลยีที่ทันสมัยและความรูทางนิติวิทยาศาสตรมาใชและใหมีระบบขอมูลที่เชื่อมโยงกัน สามารถใชติดตามผลและนําไปใชในการปรับปรุงประสิทธิภาพของหนวยงานและเจาหนาที่ในกระบวนการยุติธรรมได พรอมทั้งผลักดันใหทุกภาคสวนรวมกันอํานวยความยุติธรรมเชนการตรวจพิสูจนและจัดการขอมูลดานนิติวิทยาศาสตรการตรวจพิสูจนทางนิติวิทยาศาสตรเพื่อสนับสนุนการดําเนินคดี การตรวจพิสูจนสารพันธุกรรมเพื่อคืนสิทธิสัญชาติใหกับประชาชนการตรวจพิสูจนสารพันธุกรรมผูไมมีสถานะทางทะเบียน การรับแจงบุคคลสูญหายเพื่อดําเนินการตรวจพิสูจนทางนิติวิทยาศาสตร เปนตน(๑๖) มุงเนนการคุมครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลใหพนจากการลวงละเมิดทั้งโดยเจาหนาที่ของรัฐและโดยบุคคลอื่น และตองอํานวยความยุติธรรมแกประชาชนอยางเทาเทียมกัน(๑๗) สนับสนุนใหมีการปรับปรุงระบบการชวยเหลือทางกฎหมายและคาใชจายแกประชาชนที่ไมไดรับความเปนธรรม โดยใหเขาถึงความเปนธรรมไดงาย รวดเร็ว สงเสริมกองทุนยุติธรรมเพื่อคุมครอง ชวยเหลือคนจนและผูดอยโอกาส คุมครองผูถูกลวงละเมิดสิทธิเสรีภาพ และเยียวยาผูบริสุทธิ์หรือไดรับผลกระทบจากความไมเปนธรรม โดยเนนความสุจริตและความมีประสิทธิภาพของภาครัฐหนา ๔๘เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (๑๘) สนับสนุนใหใชมาตรการทางการเงิน ภาษีและการปองกันการฟอกเงินมาใชในการปองกันและปราบปรามผูมีอิทธิพลและเจาหนาที่ของรัฐที่ทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือกระทําผิดเกี่ยวกับการคามนุษยแรงงานทาส การกอการรายสากล ยาเสพติด และอาชญากรรมขามชาติ(๑๙) สงเสริมและพัฒนาระบบงานยุติธรรมทางเลือก ใหหนวยงานที่เกี่ยวของจัดตั้งศูนยยุติธรรมชุมชนในทุกระดับ เพื่อทําหนาที่ไกลเกลี่ยและระงับขอพิพาทในชุมชน รับเรื่องราวรองเรียนรองทุกข รับแจงเบาะแสจากประชาชน แกไขฟนฟูผูกระทําความผิด ปองกันพฤติกรรมและการกระทําความผิดของเด็กและเยาวชน(๒๐) สนับสนุนการจัดตั้งองคกรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ดําเนินการเปนอิสระเพื่อปรับปรุงและพัฒนาขั้นตอนการใหความยุติธรรมกับประชาชน รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายใหเปนไปตามรัฐธรรมนูญโดยตองรับฟงความคิดเห็นของผูไดรับผลกระทบจากกฎหมายนั้นประกอบดวยขอ ๘ ดานเศรษฐกิจ(๑) มุงเนนการสรางนวัตกรรมมาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขันเพื่อเรงฟนฟูเศรษฐกิจไทยใหกลับมาขยายตัวไดสูงขึ้นโดยเรงการลงทุนในโครงสรางพื้นฐานและระบบโลจิสติกสสรางบรรยากาศการลงทุนที่จูงใจใหภาคเอกชนขยายการลงทุน เพิ่มโอกาสการตอยอดรายไดใหสูงขึ้นโดยการใชนวัตกรรม คุณภาพคน การปรับปรุงดานกฎระเบียบ และการบริหารจัดการที่ดีเปนปจจัยในการขับเคลื่อน (๒) สงเสริมและสนับสนุนยุทธศาสตรการสรางความเขมแข็งทางเศรษฐกิจที่แขงขันไดอยางยั่งยืนใหความสําคัญกับการบริหารเศรษฐกิจมหภาคใหมีเสถียรภาพ เพิ่มประสิทธิภาพภาคการเงิน และดูแลวินัยทางการเงินการคลัง ควบคูกับการดําเนินยุทธศาสตรสรางความเขมแข็งใหกับเศรษฐกิจรายสาขาทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการที่เปนฐานรายไดเดิมและขยายสาขาการผลิตและบริการใหม ๆสําหรับอนาคต (๓) สนับสนุนการจัดหาพลังงานใหเพียงพอกับความตองการใชภายในประเทศอยางมีคุณภาพมีความมั่นคง และมีราคาที่เหมาะสม ประชาชนไดประโยชนสูงสุดโดยสงเสริมใหเกิดการแขงขันอยางเสรีในธุรกิจพลังงาน และเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในกิจการพลังงาน เพื่อใหมีประสิทธิภาพมากขึ้นสงผลใหประชาชนผูบริโภคมีทางเลือกไดรับบริการที่ดีมีคุณภาพ และราคาที่เปนธรรม พัฒนาเทคโนโลยีหนา ๔๙เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ การผลิตเชื้อเพลิงใหมีประสิทธิภาพที่มีผลกระทบตอสภาวะแวดลอมนอยที่สุด และพัฒนาเทคโนโลยีระบบควบคุมมลพิษใหเปนไปตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ ก็เพื่อสงเสริมเศรษฐกิจในภาคประชาชนใหเขมแข็งมากขึ้น(๔) สนับสนุนและสงเสริมธุรกิจการทองเที่ยว โดยจะเรงฟนฟูระดับความสัมพันธกับประเทศที่มีนักทองเที่ยวเขามาทองเที่ยวจํานวนมาก ผลักดันใหมีการบริหารจัดการการทองเที่ยวโดยใชกลยุทธการตลาดเชิงรุกโดยสรางกิจกรรมทองเที่ยวทั้งระดับภายในประเทศและระหวางประเทศและยกระดับประเทศไทยใหเปนศูนยกลางการประชุม การสัมมนา และการแสดงสินคาของภูมิภาคเอเชียสนับสนุนและสงเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (SME) ผลักดันให SME มีความสามารถในการประกอบธุรกิจแบบมืออาชีพพัฒนาคนรุนใหมใหกาวเขาสูการเปนผูประกอบการที่สรางคุณคาดวยเทคโนโลยีและนวัตกรรมในเชิงพาณิชยใหมากขึ้น รวมถึงการผลักดันใหมีการลดขั้นตอนในการจดสิทธิบัตรในดานกิจการของสหกรณถือเปนเรื่องสําคัญมากในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจึงจะผลักดันใหมีการแกกฎหมายที่เปนอุปสรรคทั้งปวง เพื่อใหกิจการของสหกรณดําเนินไปไดอยางมีประสิทธิภาพ(๕) เรงรัดพัฒนาโครงสรางพื้นฐานอยางตอเนื่อง เพื่อตอบสนองความตองการของประชาชนเชน การพัฒนาโครงขายระบบราง การพัฒนาเสนทางการขนสงหลักเพื่อเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบาน การยกระดับคุณภาพการใหบริการระบบคมนาคมขนสงการเดินทาง ใหมีความปลอดภัย เปนมิตรตอสิ่งแวดลอม และประชาชนสามารถเขาถึงระบบขนสงอยางเสมอภาคและเทาเทียม รวมทั้งยกระดับการคมนาคมขนสงใหสามารถรองรับผูใชงานไดทุกกลุมทั้งผูสูงอายุ ผูพิการ และเด็ก โดยตองคํานึงถึงการพัฒนาดานกฎหมาย การวิจัย และการพัฒนาบุคลากร(๖) สรางความมั่นคงดานน้ํา ซึ่งเปนปจจัยการผลิตทางเศรษฐกิจที่สําคัญใหมีกระบวนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําทั้งน้ําผิวดินและน้ําใตดินใหมีประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ําในระดับลุมน้ําใหมีความสมดุลระหวางความตองการใชน้ํา ในทุกกิจกรรมกับปริมาณน้ําตนทุนเพื่อแกไขปญหาการขาดแคลนน้ําและลดจํานวนประชาชนที่ประสบปญหาจากการขาดแคลนน้ําควบคูกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใชน้ําทั้งภาคการผลิตและการบริโภค ปองกันและลดความเสียหายจากอุทกภัยและภัยแลงอยางยั่งยืนหนา ๕๐เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (๗) สงเสริมบริหารจัดการเกษตรกรรมตั้งแตตนน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา ดวยเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัย พรอมกับสรางเสริมความรักในการประกอบอาชีพเกษตรสมัยใหม เพื่อสรางความเขมแข็งแกภาคการเกษตร(๘) สรางความเปนธรรมภายใตเกษตรพันธะสัญญาระหวางนายทุนกับเกษตรกรเพื่อไมใหเกิดความเอารัดเอาเปรียบของทุนผูกขาด(๙) สรางแนวคิดเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเองที่มีรากฐานจากเศรษฐกิจพอเพียงโดยเริ่มตนจากวิสาหกิจชุมชน สูวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม มุงสูอุตสาหกรรมขนาดใหญเพื่อสรางความเขมแข็งใหกับระบบเศรษฐกิจตั้งแตฐานราก และสรางขีดความสามารถทางการแขงขันใหกับเศรษฐกิจของประเทศ(๑๐) สรางมูลคาเพิ่มของสินทรัพยของประเทศโดยการนําที่ดินในเขตปาไมเสื่อมโทรมมาพัฒนาใหเปนที่ดินที่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ได เพื่อสรางหลักทรัพยในการประกอบอาชีพใหกับประชาชนลดความยากจน และเพิ่มมูลคาใหกับระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมขอ ๙ ดานสังคม(๑) มุงเนนลดความเหลื่อมล้ําในสังคมและเอื้อประโยชนตอกลุมคนที่มีรายไดนอยใหมีโอกาสเขาถึงสวัสดิการตาง ๆ เพิ่มขึ้น โดยการปรับโครงสรางการจัดสรรงบประมาณรายจายภาครัฐโดยใหความสําคัญกับการจัดสรรงบประมาณเชิงบูรณาการและเชิงพื้นที่ที่มีการกําหนดเปาหมายเพื่อลดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ําในสังคมควบคูไปกับเปาหมายทางเศรษฐกิจ สนับสนุนใหเพิ่มการจัดสวัสดิการสังคมใหกับกลุมผูมีรายไดนอยอยางเหมาะสม เชน การเพิ่มเบี้ยคนพิการและเบี้ยยังชีพผูสูงอายุที่ยากจนใหเพียงพอที่จะดํารงชีพ สนับสนุนการจัดหาที่อยูอาศัยและระบบสาธารณูปโภคแกปญหาชุมชนแออัดในเมือง ทั้งนี้ จะตองมีการเชื่อมโยงระบบฐานขอมูลกับการจัดบริการภาครัฐอยางเปนระบบ (๒) สรางโอกาสในการมีที่ดินทํากินของตนเองและยกระดับรายได สนับสนุนใหรัฐเขาไปสนับสนุนการมีที่ดินทํากินอยางยั่งยืนในรูปแบบที่ครบวงจร ตั้งแตการจัดสรรที่ดินทํากินอยางมีเงื่อนไขเพื่อปองกันการเปลี่ยนมือผูไดรับการจัดสรรที่ดินใหแกกลุมคนจนในภาคเกษตรที่ไรที่ดินทํากินการพัฒนาทักษะความชํานาญ การจัดสรรเงินทุนเพื่อประกอบอาชีพอยางทั่วถึง การขยายโอกาสหนา ๕๑เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ ในการเขาถึงขาวสาร สารสนเทศ และองคความรูในการประกอบอาชีพและการสนับสนุนดานการตลาดตลอดจนสงเสริมทักษะการบริหารเงินเพื่อใหสามารถจัดการรายได เงินทุน และหนี้สินอยางมีประสิทธิภาพและสนับสนุนการจัดตั้งธนาคารที่ดินเพื่อเปนกลไกที่ทําใหเกิดการกระจายการถือครองที่ดินที่จะชวยใหเกษตรกรกลุมเกษตรผูยากจนไดมีที่ดินทํากินและมีที่อยูอาศัยอยางยั่งยืน(๓) เรงสงเสริมการจัดทําโครงสรางพื้นฐานที่เหมาะสมใหประชากรกลุมตาง ๆโดยเฉพาะกลุมเด็ก เยาวชน สตรี ผูพิการ ผูสูงอายุ และผูดอยโอกาสทางสังคม เพื่อใหเขาถึงบริการของรัฐและโอกาสทางสังคมไดอยางเทาเทียม รวมถึงการไดรับการพัฒนาทักษะใหสามารถประกอบอาชีพและมีรายไดตามศักยภาพและความเหมาะสมของแตละบุคคล พรอมทั้งสงเสริมบทบาทของกลุมขางตนใหมีสวนรวมในการบริหารและการตัดสินใจทั้งในระดับชาติและระดับทองถิ่นเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศอยางเปนภาพรวม(๔) สนับสนุนการยกระดับคุณภาพการบริการทางสังคมใหทั่วถึงโดยเฉพาะอยางยิ่งดานการศึกษาและสาธารณสุข รวมทั้งการปดชองวางการคุมครองทางสังคม และมุงเนนมากขึ้นการเพิ่มทักษะแรงงานและการใชนโยบายแรงงานที่สนับสนุนการเพิ่มผลิตภาพแรงงานและเสริมสรางรายไดสูงขึ้นและการสรางโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมโดยเฉพาะอยางยิ่งการสนับสนุนในเรื่องการสรางอาชีพรายได เชน การสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดยอม วิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม การพัฒนาองคกรการเงินฐานรากและการเขาถึงเงินทุนเพื่อสรางอาชีพ และการสนับสนุนการเขาถึงปจจัยการผลิตคุณภาพดีที่ราคาเปนธรรม เปนตน และในขณะเดียวกันก็ตองเพิ่มประสิทธิภาพการใชงบประมาณเชิงพื้นที่และบูรณาการเพื่อการลดความเหลื่อมล้ําลงใหเห็นผลไดอยางเปนรูปธรรม(๕) สงเสริมและสนับสนุนสถาบันทางสังคมใหมีความเขมแข็งและมีสวนรวมในการแกปญหาและพัฒนาประเทศโดยเฉพาะสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันทางศาสนา ชุมชนสื่อมวลชนและภาคเอกชน โดยมุงเนนการปรับเปลี่ยนคานิยมคนไทยใหมีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัยจิตสาธารณะและพฤติกรรมที่พึงประสงค สงเสริมการเลี้ยงดูในครอบครัวที่เนนการฝกเด็กใหรูจักการพึ่งพาตัวเองมีความซื่อสัตย มีวินัย มีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม มีความรับผิดชอบในรูปแบบของกิจกรรมที่เปนกิจวัตรประจําวัน สนับสนุนกิจกรรมสงเสริมใหพอแมหรือผูปกครองเปนแบบอยางที่ดีใหกับเด็กเพื่อการเรียนรูแบบซึมซับและยึดถือเปนตนแบบในการดําเนินชีวิตที่ดีตอไปไดหนา ๕๒เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (๖) สนับสนุนใหเด็กและเยาวชนรวมถึงประชาชนทั่วไปเขาสูระบบการศึกษาตลอดชีวิตเพราะสถานการณในปจจุบันนี้ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นอยางรวดเร็ว มีสิ่งใหม ๆที่ตองเรียนรูอยางตอเนื่อง พรรคไทยภักดีจะสงเสริมใหเกิดสถาบันการศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัยผานเทคโนโลยีสมัยใหม เพื่อใหประชาชนเขาถึงไดสะดวกและรวดเร็ว สามารถเขาศึกษาไดตลอดเวลา(๗) มุงเนนการพัฒนาคุณภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาใหเขาถึงองคความรูใหม ๆที่ทันสมัยทั้งในและตางประเทศ มีระบบการสรางแรงจูงใจใหครูกลับถิ่นฐานบานเกิดเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในทองถิ่นพรอมทั้งสงเสริมโอกาสในการเขาถึงความมั่นคงในวิชาชีพที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีเกียรติมีศักดิ์ศรีและมีอุดมการณ ทั้งนี้ พรรคไทยภักดีจะผลักดันใหวิชาชีพครู อาจารย เปนอาชีพ“สรางพลเมือง” เปนอาชีพที่ตองไดรับสวัสดิการและสิทธิพิเศษจากรัฐเปนกรณีพิเศษ(๘) สนับสนุนใหมีการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบใหเปนการศึกษาที่ผูเรียนสามารถแสวงหาความรูดวยตนเองจากสื่อการสอนทุกรูปแบบ ทั้งสื่อสิ่งพิมพและสื่อดิจิทัล โดยเนนใหผูเรียนมีทักษะในการสืบคนและใชเทคโนโลยีสารสนเทศเปนการเรียนแบบบูรณาการ สหวิชาการ เชื่อมโยงความรูกับจินตนาการเปลี่ยนแปลงไปสูรูปธรรมใหผูเรียนมีทักษะที่ตองการ เชน การทํางานรวมกันความคิดสรางสรรคและการสื่อสารที่ดีซึ่งการจัดการศึกษาตองสรางความพอใจใหผูเรียนและทาทายสูการสรางกระบวนการเรียนรูใหผูเรียนอยากเรียน เพื่อนําไปสูการคนพบตนเองไดตั้งแตเยาววัย(๙) มุงเนนการพัฒนาศักยภาพของสถานศึกษา โดยจะสงเสริมและสนับสนุนการกระจายอํานาจใหองคกรปกครองสวนทองถิ่น ชุมชน องคกรทางศาสนาและภาคเอกชนเขามามีสวนในการจัดการศึกษาทุกระดับ รวมถึงบูรณาการสถานศึกษาเพื่อใหสอดคลองกับจํานวนประชากรในปจจุบันและสงเสริมการจัดใหมีสถานศึกษาที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานเดียวกันขึ้นอยางเพียงพอดวยการเชื่อมโยงระบบการศึกษาระหวางสถานศึกษาของไทยกับตางประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มีประสิทธิภาพในดานการจัดระบบการศึกษา เพื่อการแลกเปลี่ยน นักเรียน นักศึกษา วิทยากรทางการศึกษาขอมูลความรูทางวิชาการ วิธีการบริหารจัดการ และเทคโนโลยี ดานการศึกษาระหวางกัน และสงเสริมสนับสนุนใหประชาชนเขาถึงความรูทางดานเทคโนโลยีดานการสื่อสาร (Social Media) เพื่อการประกอบธุรกิจ(๑๐) มุงเนนสรางกระบวนการใหบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ ใหครอบคลุมทุกพื้นที่พัฒนาระบบการสงตอผูปวยตั้งแตระดับชุมชนไปสูระดับจังหวัด ภาค และระดับประเทศใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคูไปกับบริหารจัดการการใหบริการระบบการควบคุมโรคที่มีคุณภาพดวยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใชในการแกปญหาการขาดแคลนแพทยเฉพาะทางในพื้นที่หางไกลหนา ๕๓เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (๑๑) สนับสนุนใหจัดบริการดานสุขภาพใหกับประชาชน ที่อยูในพื้นที่หางไกลโดยรัฐจัดใหดวยกลไกชวยเหลือและการสนับสนุนสวัสดิการชุมชนที่ครอบคลุมดานคาใชจายที่จําเปนเพื่อใหประชาชนเขาถึงบริการจากสถานพยาบาลของรัฐในพื้นที่ได เชน คาใชจายการเดินทางไปสถานพยาบาลรวมทั้งจัดใหมีบริการดานสุขภาพเชิงรุกทั้งในดานการใหคําปรึกษา การควบคุมและปองกันกลุมเสี่ยงที่จะเกิดปญหาเรื้อรังตอสุขภาพ(๑๒) เรงผลักดันดําเนินการยกระดับสถานีอนามัยเปนโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพประจําตําบลใหเชื่อมโยงกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พัฒนาใหมีศักยภาพในการดูแลและใหบริการครอบคลุมทั้งดานการรักษาพยาบาล การสงเสริมสุขภาพ การควบคุมปองกันโรค และฟนฟูสภาพตลอดจนสรางกระบวนการมีสวนรวมและความเขมแข็งใหชุมชนในการจัดระบบสุขภาพตนเองใหไดอยางมีประสิทธิภาพ(๑๓) สนับสนุนการจัดสวัสดิการและการบรรจุใหเขารับราชการเพื่อความมั่นคงในวิชาชีพของบุคลากรทางการแพทยในระดับพนักงาน สงเสริมใหมีการตั้งศูนยปฏิบัติการทางการแพทยและสาธารณสุขในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ และระดับทองถิ่น โดยตองมีระบบการสื่อสารที่ทันสมัยพรอมบุคลากรชํานาญการ ติดตามสถานการณตลอด ๒๔ ชั่วโมง สนับสนุนใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นมีศักยภาพ ประสิทธิภาพ งบประมาณ และความพรอมในการชวยเหลือประชาชนใหเขาถึงการบริการทางการแพทยไดอยางเสมอภาคเทาเทียมกัน(๑๔) สนับสนุนใหมีการบูรณาการแพทยแผนไทยและสมุนไพรเขาสูระบบบริการสุขภาพอยางครบวงจร โดยเฉพาะการนําไปใชในสถานพยาบาลที่ตองเพิ่มรายการยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแหงชาติโดยจะสงเสริมใหผูผลิตยาแผนโบราณทุกระดับที่ไดมาตรฐานดานการผลิต และผูประกอบการมีศักยภาพในการผลิตสูมาตรฐานสากล เพื่อสรางโอกาสใหยาจากสมุนไพรสามารถเขาไปแขงขันในตลาดตางประเทศไดพรอมทั้งจะสงเสริมใหเกิดสถาบันการศึกษาวิชาแพทยแผนไทยใหมากขึ้น(๑๕) สงเสริมและสนับสนุนใหสื่อภาคประชาชน ทําหนาที่รักษาไวซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเขาใชวงโคจรดาวเทียมอันเปนสมบัติของชาติ เพื่อใชใหเกิดประโยชนแกประเทศชาติและประชาชนรวมตรวจสอบการใชประโยชนจากคลื่นความถี่ ทั้งที่ใชกับวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศนและโทรคมนาคม ตองเปนไปเพื่อประโยชนสูงสุดของประชาชนความมั่นคงของรัฐ และประโยชนสาธารณะรวมตลอดทั้งการใหประชาชนมีสวนไดใชประโยชนจากคลื่นความถี่ไดอยางแทจริงหนา ๕๔เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (๑๖) สนับสนุนใหองคกรภาคประชาชนเขาไปมีสวนรวมกับองคกรของรัฐที่มีความเปนอิสระในการปฏิบัติหนาที่ดําเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ใหเปนไปเพื่อประโยชนของประชาชน ปองกันมิใหมีการแสวงหาประโยชนจากผูบริโภคโดยไมเปนธรรมหรือสรางภาระแกผูบริโภคเกินความจําเปนปองกันการกระทําที่มีผลเปนการขัดขวางเสรีภาพในการรับรูหรือปดกั้นการรับรูขอมูลหรือขาวสารที่ถูกตองตามความเปนจริงของประชาชน และปองกันมิใหบุคคล หรือกลุมบุคคลใดใชประโยชนจากคลื่นความถี่โดยไมคํานึงถึงสิทธิของประชาชนทั่วไป(๑๗) สงเสริมสิทธิเสรีภาพในการรับรูขอมูลขาวสาร ที่เปนขาวสารสาธารณะในครอบครองของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น รวมถึงการไดรับขอมูลคําชี้แจงและเหตุผลในการดําเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลตอคุณภาพสิ่งแวดลอม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตหรือสวนไดเสียสําคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับประชาชนหรือชุมชนทองถิ่น และสิทธิในการแสดงความคิดเห็นตามที่กฎหมายบัญญัติ(๑๘) เรงเพิ่มขีดความสามารถในการใชเทคโนโลยีใหเปนเครื่องมือพัฒนาประเทศ เชนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติใหเปนสินคาหรือบริการ การควบคุมสิ่งแวดลอม การจัดการความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การจัดการปจจัยที่มีผลกระทบตอการพัฒนา โดยเฉพาะอยางยิ่งเทคโนโลยีทางการเกษตรในขณะเดียวกันตองคํานึงถึงพิษภัยจากการใชเทคโนโลยีนําเขา เชน สารเคมีปองกันกําจัดศัตรูพืชวัคซีนปองกันโรคตาง ๆ อุตสาหกรรมเหล็ก เคมี การพัฒนายาใหมและอวัยวะเทียม จึงจะสงเสริมใหภาคประชาชนจัดตั้งองคกรเพื่อตรวจสอบผลกระทบเหลานี้ดวย(๑๙) สงเสริมสิทธิเสรีภาพของผูประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน โดยสื่อสารมวลชนตองสามารถนําเสนอขอเท็จจริงใหกับสังคม การใหการศึกษา การประชาสัมพันธไดอยางอิสระปราศจากการครอบงํา ภารกิจในการนําเสนอขอมูลขาวสาร ขอมูลที่เปนประโยชนตอประชาชนของสื่อมวลชนหรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแหงวิชาชีพ ตองมีสิทธิเสรีภาพและไดรับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย(๒๐) สงเสริมการมีสวนรวมในการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบขอบังคับในการใชทรัพยากรธรรมชาติอยางมีประสิทธิภาพ และเปนธรรม เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยการกระจายอํานาจการบริหารและการจัดการสูสวนภูมิภาคและทองถิ่นสงเสริมใหเกิดความรวมมือจากทุกภาคสวนโดยเฉพาะภาคประชาชนหนา ๕๕เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (๒๑) สงเสริมและสนับสนุนการสรางคุณภาพสิ่งแวดลอมที่ดี ลดมลพิษ และลดผลกระทบตอสุขภาพของประชาชนและระบบนิเวศ โดยใหความสําคัญเปนลําดับแรกกับการจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย ฟนฟูคุณภาพแหลงน้ําสําคัญของประเทศ และแกไขปญหาวิกฤตหมอกควันสัดสวนของขยะมูลฝอยชุมชนใหไดรับการจัดการอยางถูกตองและนําไปใชประโยชน(๒๒) สนับสนุนมาตรการลดกาซเรือนกระจกและเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวตอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จัดใหมีกลไกจัดการเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในดานตาง ๆ ปริมาณการปลอยกาซเรือนกระจกในภาคพลังงานและคมนาคมขนสงรวมสรางจิตสํานึกดานการอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมใหกับเยาวชน และประชาชนโดยทั่วไปสงเสริมการรวมตัวกันของชุมชนและองคกรเอกชนในการทํากิจกรรมและรณรงคเพื่อการอนุรักษการประชาสัมพันธเชิงรุกเพื่อเสริมสรางความรูความเขาใจในความสําคัญของสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติใหกวางขวาง(๒๓) สนับสนุนมาตรการรักษาและฟนฟูทรัพยากรธรรมชาติ สรางสมดุลของการอนุรักษและใชประโยชนอยางยั่งยืนและเปนธรรม ใชประโยชนจากทุนธรรมชาติ โดยคํานึงถึงขีดจํากัดและศักยภาพในการฟนตัว รักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากร สรางสมดุลระหวางการอนุรักษและการใชประโยชนอยางยั่งยืนและเปนธรรม รวมทั้งผลักดันแนวทางการประเมินมูลคาของระบบนิเวศและการสรางรายไดจากการอนุรักษเพื่อใชในการเปนแนวทางในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ(๒๔) สนับสนุนสงเสริม และคุมครองกิจการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่นทุก ๆ ศาสนาใหเปนไปตามหลักธรรมคําสอนของพระศาสดาในศาสนานั้น ๆหมวด ๔โครงสรางการบริหารพรรคและตําแหนงตาง ๆ ในพรรคสวนที่ ๑โครงสรางการบริหารพรรคการเมืองขอ ๑๐ โครงสรางของพรรคไทยภักดี ประกอบดวย(๑) คณะกรรมการบริหารพรรค(๒) คณะกรรมการสาขาพรรค(๓) ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดหนา ๕๖เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ สวนที่ ๒คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองขอ ๑๑ ใหมีกรรมการคณะหนึ่งเปนคณะกรรมการบริหารพรรคจํานวนไมนอยกวาหาคนไมเกินสิบเกาคน ประกอบดวย(๑) หัวหนาพรรค(๒) เลขาธิการพรรค(๓) เหรัญญิกพรรค(๔) นายทะเบียนสมาชิกพรรค(๕) กรรมการบริหารพรรคขอ ๑๒ การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคใหดําเนินการในที่ประชุมใหญของพรรคโดยการลงคะแนนลับ ดังนี้(๑) ใหที่ประชุมใหญกําหนดจํานวนของคณะกรรมการบริหารพรรคตามขอ ๑๑(๒) ใหที่ประชุมใหญเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคจนครบจํานวนตามที่กําหนดใน (๑) ซึ่งในการเสนอชื่อผูเขารับการเลือกตั้งเปนกรรมการบริหารพรรคแตละตําแหนงตองมีผูเขารวมประชุมรับรองไมนอยกวาสองคน และผูที่ไดรับการเสนอชื่อ ผูรับรอง และผูใชสิทธิเลือกตั้ง ตองเปนสมาชิกพรรคและอยูในที่ประชุม (๓) การลงมติ ใหถือเสียงขางมากของสมาชิกที่มาประชุมในวันนั้น และในกรณีที่มีผูเสนอชื่อเกินหนึ่งคน และมีคะแนนเสียงเทากัน เพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรมใหใชวิธีการจับสลากถือเปนการชี้ขาดขอ ๑๓ กรรมการบริหารพรรคตองเปนสมาชิกพรรค อายุไมต่ํากวายี่สิบป มีวาระการดํารงตําแหนงคราวละสี่ปนับแตวันที่ที่ประชุมใหญพรรคเลือกตั้ง คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม เมื่อครบวาระแลวอาจไดรับเลือกตั้งใหดํารงตําแหนงอีกก็ไดกรรมการบริหารพรรคตองไมเปนกรรมการสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดในขณะเดียวกันขอ ๑๔ ประธานสภาผูแทนราษฎรและรองประธานสภาผูแทนราษฎรจะเปนกรรมการบริหารพรรคมิไดหนา ๕๗เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ ขอ ๑๕ ความเปนกรรมการบริหารพรรคสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ(๑) ตาย(๒) ลาออก ใหถือวามีผลสมบูรณนับแตวันที่พรรคไดรับหนังสือลาออก(๓) ขาดจากสมาชิกภาพ(๔) อื่น ๆ ตามที่กฎหมายหรือขอบังคับพรรคกําหนดเมื่อตําแหนงกรรมการบริหารพรรควางลงตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) ใหหัวหนาพรรคแตงตั้งกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งที่เหมาะสมเขาทําหนาที่แทน จนกวาจะมีการเลือกตั้งแทนตําแหนงที่วาง ซึ่งตองกระทําภายในเกาสิบวันนับแตวันที่ไดรับแจงการรับทราบการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียนพรรคการเมืองขอ ๑๖ กรรมการบริหารพรรคทั้งคณะพนจากตําแหนง เมื่อ(๑) ครบวาระการดํารงตําแหนงตามขอบังคับพรรค(๒) ความเปนกรรมการบริหารพรรคของหัวหนาพรรคสิ้นสุดลงตามขอ ๑๕(๓) กรรมการบริหารพรรควางลงเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดในกรณีกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะพนจากตําแหนงตาม (๒) ใหกรรมการบริหารพรรคที่เหลืออยูประชุมเลือกกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งทําหนาที่แทน พรอมทั้งแจงนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในสิบหาวัน โดยใหผูทําหนาที่แทนหัวหนาพรรคมีอํานาจเรียกประชุมใหญเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหมภายในเกาสิบวันนับแตวันที่ไดรับแจงการรับทราบการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียนพรรคการเมืองในกรณีกรรมการบริหารพรรคพนจากตําแหนงทั้งคณะยกเวนตาม (๒) ใหหัวหนาพรรคมีอํานาจในการเรียกประชุมใหญ เพื่อดําเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหมภายในหกสิบวันนับแตวันที่ไดรับแจงการรับทราบการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียนพรรคการเมืองในกรณีที่มีเหตุใหกรรมการบริหารพรรคพนจากตําแหนงทั้งคณะใหกรรมการบริหารพรรคที่เหลืออยูอยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวาจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหมขอ ๑๗ ความเปนกรรมการบริหารพรรคสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามขอบังคับพรรคในกรณี ดังนี้(๑) โดยมติของคณะกรรมการบริหารพรรคลงความเห็นวาประพฤติผิดจริยธรรมอยางรายแรงหนา ๕๘เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (๒) ไมเขารวมการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเกินกวาสามครั้งในหนึ่งปโดยไมแจงเหตุอันสมควร โดยการแจงเหตุไมเขารวมประชุมในแตละครั้งจะตองมีหนังสือหรือขอความเปนลายลักษณอักษรสงไปยังหัวหนาพรรคลวงหนาไมนอยกวาหนึ่งวันกอนวันประชุม(๓) ประพฤติผิดขอบังคับพรรคหรือกระทําการหรือไมกระทําการใด ๆ อันเปนการขัดตอมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค(๔) ไมปฏิบัติหนาที่ตามที่ไดรับมอบหมายจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและมีผลทําใหเกิดความเสียหายตอพรรคหรือสวนรวม(๕) โดยมติของคณะกรรมการบริหารพรรคลงความเห็นวากระทําการอื่นใดอันอาจกอใหเกิดความเสียหายตอพรรคหรือบุคคลภายนอกขอ ๑๘ คณะกรรมการบริหารพรรคมีหนาที่และอํานาจ ดังตอไปนี้(๑) ดําเนินกิจกรรมของพรรคใหเปนไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นโยบายพรรคขอบังคับพรรคและมติของที่ประชุมใหญพรรค รวมตลอดทั้งระเบียบ ประกาศ และคําสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(๒) ควบคุมและกํากับดูแลมิใหสมาชิกพรรค หรือผูดํารงตําแหนงในพรรคกระทําการในลักษณะที่อาจทําใหการเลือกตั้งหรือการเลือกมิไดเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ไมชอบดวยกฎหมายหรืออาจเปนคุณหรือเปนโทษแกบุคคลใดซึ่งสมัครเขารับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภา ไมวาโดยทางตรงหรือทางออม(๓) ใหความเห็นชอบในการจัดทําแผน หรือโครงการที่จะดําเนินกิจกรรมตามที่กําหนดไวในกฎหมายพรรคการเมือง(๔) ดําเนินการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งของพรรคใหเปนไปตามที่กําหนดไวในกฎหมายพรรคการเมือง(๕) บริหารการเงิน ทรัพยสิน และประโยชนอื่นใดของพรรค และสาขาพรรคตลอดจนจัดทําบัญชีตามที่กําหนดไวในกฎหมายพรรคการเมืองใหถูกตองตามความเปนจริง(๖) ตรวจสอบและควบคุมมิใหมีการนําเงินหรือทรัพยสินของพรรคการเมืองไปใชจายเพื่อการอื่นใดนอกจากที่กําหนดไวในกฎหมายพรรคการเมือง(๗) กรณีพรรคสิ้นสภาพความเปนพรรค หรือยุบพรรคยังคงตองปฏิบัติหนาที่อยูจนกวาการชําระบัญชีจะแลวเสร็จแตจะดําเนินกิจกรรมทางการเมืองในนามพรรคที่สิ้นสภาพความเปนพรรคหรือยุบพรรคมิได หนา ๕๙เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (๘) ออกกฎระเบียบและจัดตั้งหนวยงานตาง ๆ เพื่อปฏิบัติงานใหเปนไปตามนโยบายพรรคและขอบังคับพรรค(๙) ควบคุมไมใหพรรคและผูซึ่งพรรคสงเขาสมัครรับเลือกตั้งใชเกินวงเงินตามที่กฎหมายกําหนด(๑๐) เลิกพรรค สาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด(๑๑) กําหนดใหมีการประชุมใหญพรรคอยางนอยปละหนึ่งครั้งและรายงานกิจการดานตาง ๆตอที่ประชุมใหญพรรค(๑๒) แตงตั้งและถอดถอนผูดํารงตําแหนงในพรรค ผูปฏิบัติงานของพรรคในกิจการตาง ๆของพรรคและคณะทํางานเฉพาะกิจทั้งในสวนกลางและสวนภูมิภาค(๑๓) พิจารณาลงโทษสมาชิกพรรคที่กระทําการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามขอกําหนดระเบียบ คําสั่ง ประกาศ มติที่ประชุมใหญและขอบังคับพรรคใหเปนไปตามบทกําหนดโทษที่ไดบัญญัติไว(๑๔) กําหนดอํานาจหนาที่ใหกรรมการบริหารพรรคและผูปฏิบัติงานของพรรคยึดถือปฏิบัติโดยเครงครัด(๑๕) อํานาจหนาที่อื่นที่คณะกรรมการบริหารพรรคเห็นสมควร ซึ่งไมขัดหรือแยงกับกฎหมายระเบียบ คําสั่ง หรือขอบังคับพรรคขอ ๑๙ กรรมการบริหารพรรคแตละตําแหนงมีหนาที่และอํานาจ ดังนี้(๑) หัวหนาพรรค(ก) อํานวยการและบริหารจัดการพรรคใหเปนไปตามวัตถุประสงคของพรรค(ข) เปนประธานของคณะกรรมการบริหารพรรคและเปนผูเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคตลอดจนดําเนินการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค(ค) เปนผูเรียกประชุมใหญของพรรคตามความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรคและเปนประธานของที่ประชุมใหญพรรคตลอดจนดําเนินการประชุมใหญพรรค(ง) เปนผูเรียกประชุมรวมระหวางคณะกรรมการบริหารพรรคกับสมาชิกสภาผูแทนราษฎรของพรรคและเปนประธานของที่ประชุมตลอดจนเปนผูดําเนินการประชุมดังกลาว(จ) เปนผูลงนามประกาศ กฎ ระเบียบ มติของพรรค และคําสั่งพรรคหนา ๖๐เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (ฉ) ในกรณีที่มีความจําเปนในการดําเนินการทางการเมืองใหมีอํานาจปฏิบัติการในนามของพรรคไดโดยความเห็นชอบของกรรมการบริหารพรรคไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนคณะกรรมการบริหารพรรคเทาที่มีอยูในขณะนั้นและใหถือวาการดําเนินการนั้นเปนมติพรรค(ช) อํานาจอื่น ๆ ตามที่กําหนดไวในกฎหมายและขอบังคับพรรค(๒) เลขาธิการพรรคมีหนาที่และอํานาจ ดังตอไปนี้(ก) เปนผูตรวจสอบและกํากับดูแลกิจการทั้งปวงของพรรคตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมายและใหรับผิดชอบโดยตรงจากหัวหนาพรรค หรือรองหัวหนาพรรคในกิจการที่หัวหนาพรรคมอบหมายใหปฏิบัติ(ข) เปนผูเสนอรายงานตอคณะกรรมการบริหารพรรค ที่ประชุมรวมคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผูแทนราษฎรของพรรคและตอที่ประชุมใหญพรรค(ค) เปนเลขานุการของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ที่ประชุมรวมคณะกรรมการบริหารพรรค คณะที่ปรึกษาพรรคและสมาชิกสภาผูแทนราษฎรของพรรคและที่ประชุมใหญพรรค(ง) เปนผูกํากับดูแลการบริหารงานของสํานักงานใหญพรรค(๓) เหรัญญิกพรรคมีหนาที่ในการควบคุมรายรับรายจายเงินบัญชีทรัพยสินหนี้สินและงบการเงินของพรรคตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกําหนด(๔) นายทะเบียนสมาชิกพรรคมีหนาที่และอํานาจเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะตองหามของผูสมัครเขาเปนสมาชิกพรรค และจัดทําทะเบียนสมาชิกพรรคใหตรงตามความเปนจริงและตองใหสมาชิกพรรคตรวจดูไดโดยสะดวก ณ สํานักงานใหญของพรรค รวมทั้งประกาศชื่อและนามสกุลของสมาชิกพรรคใหประชาชนทราบเปนการทั่วไปดวย เพื่อประโยชนในการตรวจสอบความถูกตอง(๕) กรรมการบริหารพรรคอื่น ๆ มีหนาที่รับผิดชอบตามที่หัวหนาพรรคหรือคณะกรรมการบริหารพรรคไดมอบหมายใหปฏิบัติสวนที่ ๓สาขาพรรคการเมืองขอ ๒๐ ภายในหนึ่งปนับแตวันที่นายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคตองดําเนินการใหมีสาขาพรรคในแตละภาคตามบัญชีรายชื่อภาคและจังหวัดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนดอยางนอยภาคละหนึ่งสาขา โดยสาขาพรรคแตละสาขาตองมีสมาชิกพรรคที่มีภูมิลําเนาอยูในจังหวัดนั้นตั้งแตหารอยคนขึ้นไป หนา ๖๑เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ ขอ ๒๑ การจัดตั้งสาขาพรรค เมื่อจังหวัดที่มีสมาชิกพรรคที่มีภูมิลําเนาอยูในจังหวัดนั้นตั้งแตหารอยคนขึ้นไป สมาชิกพรรคไมนอยกวาหนึ่งรอยคน อาจจัดประชุมเพื่อดําเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรค กําหนดสถานที่ตั้งสาขาพรรค และอื่น ๆ และเมื่อหัวหนาพรรคไดมีประกาศจัดตั้งสาขาพรรคแลว ใหหัวหนาพรรคแจงใหนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในสิบหาวันนับแตวันที่ประกาศจัดตั้งสาขาพรรคขอ ๒๒ กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงตามที่กฎหมายกําหนด ใหหัวหนาพรรคมีหนังสือแจงใหนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในสิบหาวันนับแตวันที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้น และประกาศใหประชาชนทราบเปนการทั่วไปขอ ๒๓ คณะกรรมการสาขาพรรคใหมีจํานวนไมนอยกวาเจ็ดคน ประกอบดวย(๑) หัวหนาสาขาพรรค(๒) เลขานุการสาขาพรรค(๓) เหรัญญิกสาขาพรรค(๔) นายทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค(๕) กรรมการสาขาพรรคขอ ๒๔ กรรมการสาขาพรรคตองเปนสมาชิกพรรค มีอายุไมต่ํากวายี่สิบปมีวาระการดํารงตําแหนงคราวละสี่ปนับแตวันที่ประกาศจัดตั้งสาขาพรรคหรือวันที่ประกาศเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคเมื่อพนตําแหนงตามวาระแลวมีสิทธิไดรับเลือกตั้งเปนกรรมการสาขาพรรคไดอีกขอ ๒๕ การเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคใหดําเนินการในที่ประชุมจัดตั้งสาขาพรรคหรือที่ประชุมใหญสาขาพรรค แลวแตกรณี ดังนี้(๑) ใหที่ประชุมกําหนดจํานวนคณะกรรมการสาขาพรรคตามขอ ๒๓(๒) ใหเลือกหัวหนาสาขาพรรคเปนลําดับแรกแลวเลือกตําแหนงอื่น ๆ จนครบตามขอ (๑)(๓) การเสนอชื่อบุคคลที่จะไดรับเลือกตั้งเปนคณะกรรมการสาขาพรรคจะตองมีผูรับรองไมนอยกวาสองคนผูรับรองและผูใชสิทธิเลือกตั้งตองอยูในที่ประชุมจัดตั้งสาขาพรรค หรือที่ประชุมใหญสาขาพรรคแลวแตกรณี(๔) การลงมติ ใหถือเสียงขางมากของสมาชิกที่มาประชุมในวันนั้น และในกรณีที่มีผูเสนอชื่อเกินหนึ่งคน และมีคะแนนเสียงเทากัน เพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรมใหใชวิธีการจับสลากถือเปนการชี้ขาดหนา ๖๒เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ ขอ ๒๖ คณะกรรมการสาขาพรรคมีหนาที่และอํานาจ ดังนี้(๑) ดําเนินกิจกรรมของพรรคใหเปนไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นโยบายพรรคขอบังคับพรรค และมติของที่ประชุมใหญพรรค รวมตลอดทั้งระเบียบ ประกาศ และคําสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(๒) สงเสริมใหสมาชิกและประชาชนมีความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข การใชสิทธิและเสรีภาพอยางมีเหตุผลและมีความรับผิดชอบตอสังคมและความรูเกี่ยวกับหนาที่ของปวงชนชาวไทย(๓) รวมกับประชาชนในการหาแนวทางการพัฒนาประเทศและการแกไขปญหาตาง ๆที่เกิดขึ้นในสังคมอยางมีเหตุผลโดยคํานึงถึงความสมดุลระหวางการพัฒนาดานวัตถุกับการพัฒนาดานจิตใจและความอยูเย็นเปนสุขของประชาชนประกอบกัน(๔) สงเสริมการมีสวนรวมของประชาชนในการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองรวมตลอดทั้งการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐและการดําเนินงานขององคกรอิสระอยางมีเหตุผล(๕) สงเสริมใหสมาชิกและประชาชนมีความสามัคคีปรองดอง รูจักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกตาง และแกไขปญหาความขัดแยงทางการเมืองโดยสันติวิธีเพื่อประโยชนสุขของประเทศชาติและประชาชน(๖) กิจกรรมอื่นอันจะยังประโยชนตอการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รวมทั้งการพัฒนาพรรคการเมืองใหเปนสถาบันทางการเมืองของประชาชน ทั้งนี้ ตามที่ไดรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(๗) จัดทําแผนงาน โครงการและกิจกรรมแตละป ใหรายงานผลการบริหารการปฏิบัติงานของสาขาพรรคเสนอตอคณะกรรมการบริหารพรรคทุกรอบไตรมาสภายในสิบหาวันนับแตสิ้นรอบไตรมาสขอ ๒๗ กรรมการสาขาพรรคแตละตําแหนงมีหนาที่และอํานาจ ดังนี้(๑) หัวหนาสาขาพรรค(ก) จัดใหมีบัญชีรับและจายเงินของสาขาพรรค(ข) จัดทําบัญชีรายชื่อพรอมที่อยูของสมาชิกพรรคที่มีภูมิลําเนาในเขตจังหวัดซึ่งเปนที่ตั้งของสาขาพรรค หนา ๖๓เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (ค) เปนผูแทนของสาขาพรรคและเปนผูรับผิดชอบในกิจกรรมทั้งปวงของสาขาพรรค(ง) เปนประธานของคณะกรรมการสาขาพรรคเรียกประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคและเปนประธานการประชุม(จ) เรียกประชุมใหญสาขาพรรคโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสาขาพรรคและเปนประธานของที่ประชุมตลอดจนดําเนินการประชุม(ฉ) มีสิทธิยับยั้งมติคณะกรรมการสาขาพรรค หรือคณะกรรมการอื่น ๆที่คณะกรรมการสาขาพรรคจัดตั้งขึ้นเพื่อขอใหมีการทบทวนมติในกรณีที่มีความจําเปน แตทั้งนี้ ตองไมเกินสามวันซึ่งหากพนกําหนดดังกลาวใหถือวามติของที่ประชุมนั้นมีผลใชบังคับ(ช) ในกรณีที่มีความจําเปนในการดําเนินการทางการเมืองใหมีอํานาจปฏิบัติการในนามของสาขาพรรคไดโดยความเห็นชอบของกรรมการสาขาพรรคไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนคณะกรรมการสาขาพรรคเทาที่มีอยูในขณะนั้นและใหถือวาการดําเนินการนั้นเปนมติของสาขาพรรค(ซ) มอบอํานาจใหเลขานุการสาขาพรรค หรือกรรมการสาขาพรรคปฏิบัติกิจการแทน(ฌ) อํานาจอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกําหนด(๒) เลขานุการสาขาพรรคมีอํานาจหนาที่รับผิดชอบ(ก) ตรวจสอบและกํากับดูแลกิจการทั้งปวงของสาขาพรรคตามที่คณะกรรมการสาขาพรรคมอบหมาย และใหรับผิดชอบโดยตรงจากหัวหนาสาขาพรรคในกิจการที่หัวหนาสาขาพรรคมอบหมายใหปฏิบัติ (ข) เสนอรายงานตอที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคและที่ประชุมใหญสาขาพรรค(ค) เปนเลขานุการของที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคและที่ประชุมใหญสาขาพรรค (ง) กํากับดูแลการบริหารงานของสํานักงานสาขาพรรค(๓) เหรัญญิกสาขาพรรค มีอํานาจหนาที่รับผิดชอบในการควบคุมรายรับ - รายจายบัญชีทรัพยสินหนี้สิน และงบการเงินของสาขาพรรคตามที่คณะกรรมการสาขาพรรคกําหนด(๔) นายทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค มีอํานาจรับผิดชอบทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค(๕) กรรมการสาขาพรรค มีอํานาจรับผิดชอบในการสนับสนุนการดําเนินงานของสาขาพรรค หนา ๖๔เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ ขอ ๒๘ ความเปนกรรมการสาขาพรรคสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ(๑) ครบวาระการดํารงตําแหนงตามขอบังคับพรรค(๒) ตาย(๓) ลาออก ใหถือวามีผลสมบูรณนับแตวันที่พรรคไดรับหนังสือลาออก(๔) ขาดจากสมาชิกภาพ(๕) ตามเหตุที่กฎหมายกําหนด(๖) ตามเหตุที่กําหนดไวในขอบังคับพรรคเมื่อตําแหนงกรรมการสาขาพรรควางลงตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) ใหหัวหนาสาขาพรรคแตงตั้งกรรมการสาขาพรรคคนใดคนหนึ่งที่เหมาะสมเขาทําหนาที่แทนจนกวาจะมีการเลือกตั้งแทนตําแหนงที่วาง ซึ่งตองกระทําภายในเกาสิบวันนับแตวันที่ไดรับแจงการรับทราบการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียนพรรคการเมือง หากตําแหนงหัวหนาสาขาพรรควางลงตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕)ใหกรรมการสาขาพรรคที่เหลืออยูเลือกกรรมการสาขาพรรคคนใดคนหนึ่งทําหนาที่แทน และใหมีอํานาจเรียกประชุมใหญเพื่อเลือกตั้งหัวหนาสาขาพรรคแทนตําแหนงที่วางภายในเกาสิบวันนับแตวันที่ไดรับแจงการรับทราบการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียนพรรคการเมืองสําหรับผูที่ไดรับเลือกตั้งเขามาแทนตําแหนงที่วางใหดํารงตําแหนงตามวาระเทาที่เหลืออยูขอ ๒๙ กรรมการสาขาพรรคพนจากตําแหนงทั้งคณะ เมื่อ(๑) ครบวาระการดํารงตําแหนงตามขอบังคับพรรค(๒) กรรมการสาขาพรรควางลงเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการสาขาพรรคทั้งหมดเมื่อคณะกรรมการสาขาพรรคพนจากตําแหนงทั้งคณะใหหัวหนาสาขาพรรคมีอํานาจในการเรียกประชุมใหญเพื่อดําเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหมภายในสี่สิบหาวันนับแตวันที่ไดรับแจงการรับทราบการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียนพรรคการเมืองในกรณีที่มีเหตุใหคณะกรรมการสาขาพรรคพนจากตําแหนงทั้งคณะ ใหคณะกรรมการสาขาพรรคที่เหลืออยูอยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวานายทะเบียนพรรคการเมืองจะรับทราบการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหมหนา ๖๕เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ ในกรณีที่ไมมีกรรมการสาขาพรรคเหลืออยู หรือมีแตไมยินยอมดําเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหม คณะกรรมการบริหารพรรคจะดําเนินการเองหรือจะมอบหมายใหสมาชิกสาขาพรรคจํานวนหนึ่งดําเนินการแทนก็ไดขอ ๓๐ ความเปนกรรมการสาขาพรรคสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามขอบังคับพรรคในกรณี ดังนี้(๑) โดยมติของคณะกรรมการบริหารพรรคหรือคณะกรรมการสาขาพรรคลงความเห็นวาประพฤติผิดจริยธรรมอยางรายแรง(๒) ไมเขารวมการประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคเกินกวาสามครั้งในหนึ่งปโดยไมแจงเหตุอันสมควร โดยการแจงเหตุไมเขารวมประชุมในแตละครั้งจะตองมีหนังสือ หรือขอความเปนลายลักษณอักษรสงไปยังหัวหนาสาขาพรรคลวงหนาไมนอยกวาหนึ่งวันกอนวันประชุม(๓) ประพฤติผิดขอบังคับพรรค กระทําการหรือไมกระทําการใด ๆ อันเปนการขัดตอมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค หรือขัดตอมติที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรค(๔) ไมปฏิบัติหนาที่ตามที่ไดรับมอบหมายจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคหรือที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรค และมีผลทําใหเกิดความเสียหายตอพรรคหรือสวนรวม(๕) โดยมติของคณะกรรมการบริหารพรรค หรือคณะกรรมการสาขาพรรคลงความเห็นวากระทําการอื่นใดอันอาจกอใหเกิดความเสียหายตอพรรคหรือบุคคลภายนอกขอ ๓๑ เมื่อดําเนินการจัดตั้งสาขาพรรคครบตามที่กําหนดในมาตรา ๓๓ แหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ แลว หากตอมาภายหลังมีสาขาพรรคไมครบตามมาตรา ๓๓ ใหดําเนินการจัดตั้งสาขาพรรคใหครบตามมาตรา ๓๓สวนที่ ๔ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดขอ ๓๒ หลักเกณฑใหมีตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด ซึ่งเลือกตั้งจากสมาชิกซึ่งมีภูมิลําเนาตามหลักฐานทะเบียนราษฎรในจังหวัดนั้น ๆ จํานวนไมเกินสามคนขอ ๓๓ ในจังหวัดใดที่มิไดเปนที่ตั้งสาขาพรรคการเมือง ถาพรรคมีสมาชิกซึ่งมีภูมิลําเนาอยูในจังหวัดนั้นเกินหนึ่งรอยคน พรรคอาจแตงตั้งสมาชิกซึ่งมีภูมิลําเนาอยูในจังหวัดนั้น ซึ่งมาจากการเลือกของสมาชิกเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดไดจํานวนไมเกินสามคน เพื่อดําเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคในจังหวัดนั้น หนา ๖๖เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ ขอ ๓๔ การแตงตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด เมื่อจังหวัดใดที่มีสมาชิกพรรคที่มีภูมิลําเนาเกินหนึ่งรอยคน ใหสมาชิกพรรคไมนอยกวาหาสิบคนจัดประชุมเพื่อดําเนินการเลือกตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด โดยในการลงคะแนนใหสมาชิกพรรคมีสิทธิลงคะแนนเลือกไดหนึ่งคนและเมื่อลงคะแนนเลือกเสร็จสิ้นแลวใหนับคะแนนและประกาศผลการนับคะแนนแลวรายงานชื่อสมาชิกพรรคซึ่งไดรับคะแนนลําดับสูงสุดตามลําดับใหหัวหนาพรรคโดยเร็ว และเมื่อหัวหนาพรรคประกาศแตงตั้งสมาชิกดังกลาวเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดแลว ใหหัวหนาพรรคแจงใหนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในสิบหาวันนับแตวันที่ประกาศแตงตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดขอ ๓๕ ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดตองเปนสมาชิกพรรคมีอายุไมต่ํากวายี่สิบปมีวาระในตําแหนงคราวละสี่ปนับแตวันที่มีประกาศแตงตั้งเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดและเมื่อพนตําแหนงตามวาระแลวมีสิทธิรับเลือกตั้งเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดไดอีกขอ ๓๖ ในกรณีที่ยังไมมีตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด การไดมาซึ่งตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดใหดําเนินการ ดังนี้(๑) ใหพรรคมอบหมายแตละสาขาพรรคไปดําเนินการเชิญสมาชิกในแตละจังหวัดในเขตพื้นที่รับผิดชอบจํานวนไมนอยกวาหาสิบคนมาประชุมเพื่อเลือกตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดโดยใหหัวหนาสาขาพรรค หรือผูแทนเปนประธานในที่ประชุม(๒) ในกรณีมีผูเสนอชื่อบุคคลที่จะไดรับเลือกตั้งเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดเกินหนึ่งคนจะตองมีผูรับรองไมนอยกวาหาคน ผูเสนอชื่อผูรับรองและผูใชสิทธิเลือกตั้งตองเปนสมาชิกพรรคและตองอยูในที่ประชุมนั้นดวย(๓) การลงมติใหถือเสียงขางมากของสมาชิกที่มาประชุมโดยเปดเผยหรือโดยการลงคะแนนลับก็ได ในกรณีที่มีผูเขาเสนอชื่อเกินหนึ่งคนและมีคะแนนเสียงเทากันเพื่อความบริสุทธิ์ยุติธรรมใหใชวิธีการจับสลากถือวาเปนการชี้ขาดขอ ๓๗ ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดมีหนาที่และอํานาจ ดังนี้(๑) ดําเนินกิจกรรมของพรรคใหเปนไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นโยบายพรรคขอบังคับพรรค และมติของที่ประชุมใหญพรรค รวมตลอดทั้งระเบียบ ประกาศ และคําสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หนา ๖๗เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (๒) สงเสริมใหสมาชิก และประชาชนมีความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข การใชสิทธิและเสรีภาพอยางมีเหตุผลและมีความรับผิดชอบตอสังคม และความรูเกี่ยวกับหนาที่ของปวงชนชาวไทย(๓) รวมกับประชาชนในการหาแนวทางการพัฒนาประเทศและการแกไขปญหาตาง ๆที่เกิดขึ้นในสังคมอยางมีเหตุผลโดยคํานึงถึงความสมดุลระหวางการพัฒนาดานวัตถุกับการพัฒนาดานจิตใจและความอยูเย็นเปนสุขของประชาชนประกอบกัน(๔) สงเสริมการมีสวนรวมของประชาชนในการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองรวมตลอดทั้งการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐและการดําเนินงานขององคกรอิสระอยางมีเหตุผล(๕) สงเสริมใหสมาชิกและประชาชนมีความสามัคคีปรองดอง รูจักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกตาง และแกไขปญหาความขัดแยงทางการเมืองโดยสันติวิธีเพื่อประโยชนสุขของประเทศชาติและประชาชน(๖) กิจกรรมอื่นอันจะยังประโยชนตอการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รวมทั้งการพัฒนาพรรคการเมืองใหเปนสถาบันทางการเมืองของประชาชน ทั้งนี้ ตามที่ไดรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งขอ ๓๘ การปฏิบัติหนาที่ของตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดนอกเหนือจากที่ไดระบุไวในขอบังคับก็ใหเปนไปตามมาตรา ๒๓ แหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมืองพ.ศ. ๒๕๖๐ขอ ๓๙ ความเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดสิ้นสุดลง เมื่อ(๑) ครบวาระการดํารงตําแหนงตามขอบังคับพรรค(๒) ตาย(๓) ลาออก ใหถือวามีผลสมบูรณนับแตวันที่พรรคไดรับหนังสือลาออก(๔) ขาดจากสมาชิกภาพ(๕) หัวหนาพรรค โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรคสั่งใหออกจากการเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด หนา ๖๘เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ หมวด ๕การบริหารจัดการสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดขอ ๔๐ การบริหารจัดการสาขาพรรค(๑) ใหมีการรับสมัครสมาชิกพรรค(๒) ใหมีการจัดทําทะเบียนสมาชิกพรรคในพื้นที่ที่รับผิดชอบของสาขาพรรค(๓) ประกาศชื่อและนามสกุลของสมาชิกพรรคการเมืองใหประชาชนทราบเปนการทั่วไปขอ ๔๑ การบริหารจัดการตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด(๑) ใหมีการรับสมัครสมาชิกพรรค(๒) ใหมีการจัดทําทะเบียนสมาชิกพรรคในพื้นที่ที่รับผิดชอบของตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด หมวด ๖การประชุมสวนที่ ๑การประชุมใหญพรรคการเมืองขอ ๔๒ คณะกรรมการบริหารพรรคตองจัดใหมีการประชุมใหญสามัญของพรรคอยางนอยปละหนึ่งครั้งขอ ๔๓ การประชุมใหญวิสามัญอาจมีขึ้นได ดังนี้(๑) เมื่อมีสมาชิกซึ่งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสี่ของจํานวนสมาชิกซึ่งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ใหจัดการประชุมใหญวิสามัญของพรรคได(๒) หัวหนาพรรค หรือกรรมการบริหารพรรค จํานวนรวมกันไมนอยกวาหนึ่งในสามของจํานวนกรรมการบริหารพรรค ใหจัดการประชุมใหญวิสามัญของพรรคได(๓) สมาชิกพรรคไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยูหรือไมนอยกวาสองรอยหาสิบคนแลวแตจํานวนใดจะนอยกวากัน มีสิทธิเขาชื่อกันยื่นคํารองขอใหจัดการประชุมใหญวิสามัญของพรรคได หนา ๖๙เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ ขอ ๔๔ องคประชุมของที่ประชุมใหญพรรค ประกอบดวย(๑) กรรมการบริหารพรรคไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด(๒) ผูแทนของสาขาพรรคไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสาขาพรรคซึ่งในจํานวนนี้จะตองประกอบดวยผูแทนของสาขาพรรคไมนอยกวาสองสาขาซึ่งมาจากตางภาคกัน(๓) ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดไมนอยกวากึ่งหนึ่งของตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด (๔) สมาชิกพรรคขอ ๔๕ องคประชุมใหญของพรรค ตองมีรวมกันทั้งหมดไมนอยกวาสองรอยหาสิบคนการลงมติใหถือเสียงขางมากของที่ประชุม ในกรณีที่มีเสียงเทากันใหประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเปนเสียงชี้ขาดขอ ๔๖ ใหหัวหนาพรรคเปนประธานในที่ประชุมใหญถาหัวหนาพรรคไมมาประชุมใหเลขาธิการพรรคทําหนาที่แทน ถาเลขาธิการพรรคไมมาประชุมใหที่ประชุมใหญเลือกกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งเปนประธานและใหเลือกกรรมการบริหารพรรคเปนเลขานุการที่ประชุมแทนขอ ๔๗ การดําเนินกิจการดังตอไปนี้ใหกระทําโดยที่ประชุมใหญของพรรค(๑) การแกไขเปลี่ยนแปลงคําประกาศอุดมการณทางการเมืองของพรรคหรือนโยบายของพรรค (๒) การแกไขเปลี่ยนแปลงขอบังคับพรรค(๓) การเลือกตั้งหัวหนาพรรค เลขาธิการพรรค เหรัญญิกพรรค นายทะเบียนสมาชิกพรรคและกรรมการบริหารพรรค(๔) การเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งของพรรค(๕) ใหความเห็นชอบรายงานการเงิน และการดําเนินกิจการของพรรคที่ไดดําเนินการไปในรอบปที่ผานมา (๖) กิจการที่เสนอโดยคณะกรรมการบริหารพรรค หรือหัวหนาสาขาพรรค(๗) กิจการอื่นตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมืองกฎหมาย หรือขอบังคับพรรค หนา ๗๐เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ การลงมติในที่ประชุมใหญใหกระทําโดยเปดเผย แตการลงมติเลือกบุคคลตาม (๓) และ (๔)ใหลงคะแนนลับขอ ๔๘ คําบอกกลาวเรียกประชุมใหญทุกคราวใหหัวหนาพรรคแจงกําหนดการประชุมใหทราบลวงหนาไมนอยกวาเจ็ดวันโดยใหระบุวัน เวลา สถานที่ และระเบียบวาระการประชุมดวยสวนที่ ๒การประชุมใหญสาขาพรรคการเมืองขอ ๔๙ คณะกรรมการสาขาพรรคตองจัดใหมีการประชุมใหญสามัญสาขาพรรคอยางนอยปละหนึ่งครั้งขอ ๕๐ องคประชุมของที่ประชุมใหญสาขาพรรค ประกอบดวย(๑) กรรมการสาขาพรรคไมนอยกวากึ่งหนึ่งของกรรมการสาขาพรรคทั้งหมด(๒) สมาชิกสาขาพรรคขอ ๕๑ องคประชุมของที่ประชุมใหญสาขาพรรคตามขอ ๕๐ ตองมีรวมกันทั้งหมดไมนอยกวาหนึ่งรอยคนการลงมติใหถือเสียงขางมากของสมาชิกที่มารวมประชุม กรณีที่มีเสียงเทากันใหประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเปนเสียงชี้ขาดขอ ๕๒ ใหหัวหนาสาขาพรรคเปนประธานในที่ประชุมใหญสาขาพรรค ถาหัวหนาสาขาพรรคไมมาประชุม ใหคณะกรรมการสาขาพรรคที่มาประชุมเลือกกรรมการสาขาพรรคคนใดคนหนึ่งเปนประธานที่ประชุมและใหเลขานุการสาขาพรรคทําหนาที่เปนเลขานุการในที่ประชุม การทําหนาที่แทนกันดังกลาวอาจใหผูอาวุโสสูงกวาหรือตามที่ตกลงกันเองก็ไดขอ ๕๓ กิจการดังตอไปนี้ใหกระทําโดยที่ประชุมใหญสาขาพรรค(๑) กิจการตามที่บัญญัติไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมืองพ.ศ. ๒๕๖๐ กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ ขอบังคับพรรค หรือกิจการที่เสนอโดยหัวหนาสาขาพรรค(๒) เลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรค หรือกรรมการสาขาพรรคทุกตําแหนง(๓) ใหความเห็นชอบรายงานการเงินและการดําเนินกิจการของสาขาพรรคในรอบปที่ผานมาขอ ๕๔ คําบอกกลาวเรียกประชุมใหญสาขาพรรคทุกคราวใหหัวหนาสาขาพรรคแจงกําหนดการประชุมใหสมาชิกพรรคทราบลวงหนาไมนอยกวาสามวันโดยใหระบุวัน เวลา และสถานที่ประชุมและระเบียบวาระการประชุมดวย หนา ๗๑เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ สวนที่ ๓การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองขอ ๕๕ ใหมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคอยางนอยสองเดือนตอครั้ง หรือตามที่หัวหนาพรรคเห็นสมควร และหัวหนาพรรคเปนผูกําหนดวัน เวลา สถานที่ประชุมหรือเรียกประชุมเปนพิเศษอีกก็ไดตามความจําเปนหรือตามคําขอของกรรมการบริหารพรรคจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสี่ของจํานวนคณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด ลงชื่อรวมกันรองขอตอหัวหนาพรรคใหเปดประชุมเปนพิเศษและจะตองมีวาระหรือประเด็นที่จะประชุมเพื่อขอมติอยางชัดเจนขอ ๕๖ การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคตองมีกรรมการบริหารพรรคมาประชุมไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนคณะกรรมการบริหารพรรคที่มีอยูในขณะนั้นจึงจะเปนองคประชุมใหหัวหนาพรรคเปนประธานที่ประชุมถาหัวหนาพรรคไมมาประชุมหรือไมอาจปฏิบัติหนาที่ไดใหเลขาธิการพรรคทําหนาที่เปนประธานที่ประชุมแทน แตถาเลขาธิการพรรคไมมาประชุมหรือไมอาจปฏิบัติหนาที่ไดใหคณะกรรมการบริหารพรรคที่เหลืออยูขณะนั้น เลือกกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งทําหนาที่แทนประธานในที่ประชุม และใหคณะกรรมการบริหารพรรคที่เหลืออยูขณะนั้น เลือกกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งทําหนาที่แทนเลขานุการในที่ประชุมขอ ๕๗ มติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคใหถือเสียงขางมาก หากมีเสียงเทากันใหประธานเปนผูออกเสียงชี้ขาด สวนที่ ๔การประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคการเมืองขอ ๕๘ การประชุมคณะกรรมการสาขาพรรค ตองมีกรรมการสาขาพรรคมาประชุมไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนคณะกรรมการสาขาพรรคที่มีอยูในขณะนั้นจึงจะเปนองคประชุมโดยใหหัวหนาสาขาพรรคเปนประธานในที่ประชุมหากหัวหนาสาขาพรรคไมอาจปฏิบัติหนาที่หัวหนาสาขาพรรคไดใหเลขานุการสาขาพรรคทําหนาที่แทน แตถาเลขานุการพรรคไมมาประชุมหรือไมอาจปฏิบัติหนาที่ไดใหคณะกรรมการสาขาพรรคที่เหลืออยูขณะนั้น เลือกกรรมการสาขาพรรคคนใดคนหนึ่งทําหนาที่แทนประธานในที่ประชุมและใหกรรมการสาขาพรรคคนใดคนหนึ่งเปนเลขานุการในที่ประชุมขอ ๕๙ มติของที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคใหถือเสียงขางมาก หากมีเสียงเทากันใหประธานเปนผูออกเสียงชี้ขาด หนา ๗๒เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ สวนที่ ๕การดําเนินกิจกรรมของพรรคขอ ๖๐ การดําเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข อยางนอยในแตละปพรรคตองมีกิจกรรมอยางใดอยางหนึ่งหรือหลายอยาง ดังตอไปนี้(๑) สงเสริมใหสมาชิกและประชาชนมีความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข การใชสิทธิเสรีภาพอยางมีเหตุผลและมีความรับผิดชอบตอสังคม และความรูเกี่ยวกับหนาที่ของปวงชนชาวไทย(๒) รวมกับประชาชนในการหาแนวทางการพัฒนาประเทศและการแกไขปญหาตาง ๆที่เกิดขึ้นในสังคมอยางมีเหตุผลโดยคํานึงถึงความสมดุลระหวางการพัฒนาดานวัตถุกับการพัฒนาดานจิตใจและความอยูเย็นเปนสุขของประชาชนประกอบกัน(๓) สงเสริมการมีสวนรวมของประชาชนในการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองรวมตลอดถึงการใชอํานาจรัฐและการดําเนินงานขององคกรอิสระอยางมีเหตุผล(๔) สงเสริมใหสมาชิกและประชาชนมีความสามัคคีปรองดอง รูจักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกตางและแกไขปญหาความขัดแยงทางการเมืองโดยสันติวิธีเพื่อประโยชนสุขของประเทศชาติและประชาชน(๕) กิจกรรมอื่นอันจะยังประโยชนตอการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รวมทั้งการพัฒนาพรรคการเมืองใหเปนสถาบันทางการเมืองของประชาชนตามที่ไดรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการใหหัวหนาพรรคโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรคจัดทําแผนหรือโครงการที่จะดําเนินกิจกรรมตามวรรคหนึ่งในแตละปสงใหนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในเดือนเมษายนของทุกปเพื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองจะไดนําไปเผยแพรใหประชาชนทราบตอไปหมวด ๗สมาชิกพรรคการเมืองขอ ๖๑ สมาชิกพรรคตองมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหาม ดังตอไปนี้(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ในกรณีเปนผูมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติตองไดสัญชาติไทยมาแลวไมนอยกวาหาป หนา ๗๓เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (๒) มีอายุไมต่ํากวาสิบแปดป(๓) ไมเปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๙๘ (๑) (๒) (๔)(๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐) (๑๑) (๑๔) (๑๖) (๑๗) หรือ (๑๘) ของรัฐธรรมนูญ(๔) ไมเปนสมาชิกของพรรคการเมืองอื่น หรือผูยื่นคําขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองอื่นหรือผูแจงการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองขอ ๖๒ การสมัครเปนสมาชิกพรรคใหยื่นใบสมัครตามแบบพิมพของพรรคตามที่ระบุไวในขอ ๖๓พรอมเอกสารประกอบตามที่กําหนด โดยยื่นดวยตนเองหรือยื่นสมัครผานทางเว็บไซต หรือโซเชียลมีเดียของพรรคสมาชิกภาพของสมาชิกพรรคเริ่มตั้งแตไดชําระคาบํารุงพรรคขอ ๖๓ รูปแบบใบสมัครสมาชิกพรรคของพรรคไทยภักดีมีลักษณะ ดังตอไปนี้(๑) เปนกระดาษเปลาขนาด A๔ ที่มีภาพถายสําเนาบัตรประชาชนของผูที่สมัครเปนสมาชิกพรรคการเมือง(๒) มีขอความเปนตัวเขียนหรือพิมพระบุไววา “เอกสารสําคัญฉบับนี้ใชสําหรับสมัครเปนสมาชิกพรรคไทยภักดีเทานั้น”(๓) มีขอความ “รับรองสําเนาถูกตอง” และลงลายมือชื่อผูที่สมัครเปนสมาชิกพรรคและลงวัน เดือน ปที่สมัคร พรอมเบอรโทรศัพทของผูสมัคร (ถามี)(๔) มีภาพเครื่องหมายของพรรคไทยภักดี ประทับอยูดานบนของใบสมัครสมาชิกพรรค(๕) กรณีสมัครเปนสมาชิกพรรคผานทางเว็บไซตของพรรค ผูสมัครพิมพขอมูลสวนตัวพรอมแนบสําเนาบัตรประชาชน โดยไมตองลงลายมือชื่อในใบสมัครขอ ๖๔ สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคสิ้นสุดลง เมื่อ(๑) ตาย(๒) ลาออก(๓) ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะตองหามตามขอ ๖๑ เวนแตเปนกรณีมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๙๖ (๑) แหงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ และเปนการบวชตามประเพณีนิยมแตในระหวางมีลักษณะตองหามดังกลาวจะใชสิทธิในฐานะสมาชิกพรรคมิไดหนา ๗๔เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (๔) ไมชําระคาบํารุงพรรคเปนเวลาสองปติดตอกัน(๕) พรรคมีมติใหออกเพราะกระทําผิดวินัยหรือจรรยาบรรณอยางรายแรงหรือมีเหตุรายแรงอื่นหรือกระทําการอยางใดอยางหนึ่งที่ขัดตอกฎ ระเบียบ คําสั่ง ขอบังคับ รวมตลอดถึงประกาศตาง ๆของพรรค (๖) พรรคสิ้นสภาพความเปนพรรคหรือยุบพรรคการลาออกจากสมาชิกพรรคตาม (๒) ใหถือวาสมบูรณเมื่อไดยื่นใบลาออกตอนายทะเบียนสมาชิกพรรคหรือนายทะเบียนพรรคการเมืองการสิ้นสุดของสมาชิกภาพตาม (๕) หากสมาชิกผูนั้นดํารงตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมติของพรรคตองมีคะแนนเสียงไมนอยกวาสามในสี่ของที่ประชุมรวมของคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่สังกัดพรรคการสิ้นสุดของสมาชิกภาพตาม (๓) (๔) และ (๕) ใหพรรคแจงสมาชิกพรรคผูนั้นทราบโดยเร็วขอ ๖๕ สมาชิกพรรคมีสิทธิตาง ๆ ดังตอไปนี้(๑) เสนอขอคิดเห็นอันเปนประโยชนตอพรรค(๒) ไดรับการคัดเลือกใหเปนผูสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรค(๓) ไดรับเลือกตั้งหรือแตงตั้งเปนผูปฏิบัติงานคณะทํางาน หรือคณะกรรมการสาขาพรรคตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด หรืออนุกรรมการในคณะตาง ๆ หรือกรรมการบริหารพรรคตลอดจนที่ปรึกษาพรรค(๔) เขารวมประชุมใหญสามัญประจําป และมีสิทธิลงคะแนนหรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมใหญ (๕) อื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคจะพิจารณาเปนแตละกรณีไปขอ ๖๖ สมาชิกพรรคมีหนาที่และความรับผิดชอบตอพรรค ดังตอไปนี้(๑) สนับสนุนสมาชิกพรรคผูที่พรรคไดพิจารณาสงลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกระดับและใหความรวมมือในการดําเนินงานของพรรคดวยความเต็มใจและบริสุทธิ์ใจ เพื่อการเจริญกาวหนาของพรรค (๒) สนับสนุนการรวมกิจกรรมทางการเมืองของพรรคอยางเต็มความสามารถหนา ๗๕เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (๓) ใหการสนับสนุนนโยบายและมติของพรรคอีกทั้งตองปฏิบัติตามกฎระเบียบขอบังคับของพรรคโดยเครงครัด(๔) ไมกระทําการใหราย หรือบอนทําลายตอพรรค สมาชิกพรรคหรือคณะกรรมการบริหารพรรคหรือสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด หรือผูที่พรรคสงลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกระดับ (๕) สงเสริมสนับสนุน และชักจูงใหผูอื่นเลือกผูสมัครของพรรคและชักจูงใหผูที่มีอุดมการณเดียวกันที่สนใจมาเขารวมงานทางการเมืองกับพรรค(๖) รวมรับผิดชอบตอเสถียรภาพของพรรค ใหความรวมมือในกิจกรรมของพรรคดวยจิตใตสํานึกในอุดมคติในฐานะเจาของพรรครวมกัน(๗) เปนผูที่พรอมจะเสียสละ พากเพียรในการทํางาน เพื่อพรรคตามประกาศอุดมการณของพรรคใหประสบผลสําเร็จตามความมุงหมาย(๘) เปนผูที่ใฝหาความรู มีอุดมการณอยางแรงกลา ยึดมั่นศึกษาแนวทางใหเกิดความเขาใจถองแทเพื่อการขยายอุดมการณแนวทางสูสาธารณชนตอไป(๙) ชวยขยายความศรัทธาตอพรรคใหแพรหลายในหมูประชาชน รวมผลักดันเพื่อใหพรรคหรือผูสมัครรับเลือกตั้งของพรรคไดรับชัยชนะในการเลือกตั้ง(๑๐) รวมระดมทุน รวมรณรงคทางการเมืองใหประชาชนมีความมั่นใจ มีความรูสึกที่ดีตอพรรคอยางกวางขวางเพื่อรวมสนับสนุนพรรค(๑๑) ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ขอบังคับพรรคอยางเครงครัด ใหการสนับสนุนนโยบายและมติของพรรคอยางจริงจังขอ ๖๗ พรรคมีหนาที่ความรับผิดชอบตอสมาชิกพรรค ดังตอไปนี้(๑) ดําเนินการทางการเมืองอยางจริงจังและตอเนื่องเพื่อใหพรรคไดกาวไปสูการมีบทบาททางการเมืองและเขาสูการบริหารประเทศตามนโยบายของพรรคเพื่อบรรลุเปาหมายตามอุดมการณ(๒) สงเสริมสถานภาพของสมาชิกใหมีสมรรถนะตอการดํารงชีวิตของตนเองและครอบครัวและจัดกิจกรรมที่เปนประโยชนเพื่อสมานสามัคคีระหวางมวลสมาชิกทั่วประเทศ(๓) ใหสวัสดิการคุมครองและสงเสริมอาชีพใหกับมวลสมาชิก(๔) ใหความสําคัญแกมวลสมาชิกพรรคทุกทานอยางเต็มรูปแบบโดยใหถือวาสมาชิกพรรคเปนบุคคลสําคัญและเปนองคกรหลักของพรรค หนา ๗๖เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ หมวด ๘มาตรฐานทางจริยธรรมของสมาชิกพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองขอ ๖๘ มาตรฐานทางจริยธรรมของสมาชิกพรรค มีดังตอไปนี้(๑) ตองมีความจงรักภักดีตอชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย และเปนแบบอยางที่ดีในการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข(๒) ตองยึดมั่นตออุดมการณการทํางานเพื่อประเทศชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริยอยางเต็มความสามารถดวยความรับผิดชอบ และยึดถือประโยชนของประเทศชาติ ประชาชนเหนือกวาประโยชนสวนตน(๓) ตองปฏิบัติตนอยูในกรอบศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม(๔) ตองใหเกียรติเคารพสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสมาชิกดวยกันพึงกลาวดวยถอยคําสุภาพ ไมพูดสอเสียด เสียดสี หรือใสความผูอื่น และตองประพฤติปฏิบัติตามหลักการอุดมการณของพรรค(๕) ตองไมกระทําการใด ๆ อันกอใหเกิดความเสียหายตอภาพลักษณและเกียรติภูมิของพรรคที่จะกอใหเกิดการเสื่อมเสียไมวาทั้งทางตรงหรือทางออม(๖) ตองยึดถือและปฏิบัติตามกฎระเบียบขอบังคับพรรค และมติที่ประชุมพรรคโดยเครงครัด(๗) ตองไมเรียกหรือรับทรัพยสิน หรือผลประโยชนอื่นใดโดยมิชอบ เพื่อกระทําการหรือไมกระทําการใด ๆ ในการปฏิบัติหนาที่หรือเพราะไดปฏิบัติหนาที่ และจะดูแลใหบุคคลในครอบครัวยึดถือปฏิบัติเชนเดียวกัน(๘) ตองใหขอมูลขาวสารแกประชาชนอยางถูกตองและทันการณโดยไมบิดเบือนขอเท็จจริงเพื่อใหผูอื่นและประชาชนเขาใจผิดตอพรรคหรือเพื่อประโยชนสวนตัวหรือบุคคลอื่นขอ ๖๙ มาตรฐานทางจริยธรรมของกรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด และสมาชิกสภาผูแทนราษฎรของพรรค มีดังตอไปนี้(๑) ตองไมอยูในขอผูกมัด อาณัติมอบหมายดวยประการใด ๆ ปฏิบัติหนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริต เพื่อประโยชนสวนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวมเพื่อใหเกิดสันติสุขโดยปราศจากการขัดกันแหงผลประโยชนหนา ๗๗เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (๒) ตองไมดํารงตําแหนงหรือหนาที่ใด ๆ ในหนวยราชการ หนวยงานของรัฐรัฐวิสาหกิจหรือตําแหนงสมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่น(๓) ตองไมรับหรือแทรกแซง หรือกาวกายการเขารับสัมปทานของหนวยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจหรือเขาไปเปนคูสัญญากับรัฐอันมีลักษณะเปนการผูกขาด ตัดตอนในลักษณะดังกลาวโดยทางตรงหรือทางออม(๔) ตองไมรับเงินหรือผลประโยชนอื่นใด ไมกระทําการใด ๆ ไมวาโดยทางตรงหรือทางออมอันเปนการขัดขวางหรือแทรกแซงการใชสิทธิหรือเสรีภาพของหนังสือพิมพหรือของสื่อมวลชนโดยมิชอบ(๕) ตองประพฤติตนและดํารงชีพอยางมีคุณธรรมและอยูในกรอบของกฎหมาย(๖) ตองศึกษาและทําความเขาใจในเนื้อหานโยบายพรรคและขอบังคับพรรคอยางถองแทในการเผยแพรขอมูล(๗) ตองมีจิตสํานึกในศักดิ์ศรีเกียรติยศชื่อเสียง มีความรับผิดชอบตอหนาที่การงานตามที่ไดรับมอบหมายจากพรรคอยางจริงจัง มีความรักชาติเปนอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อสรางความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองของประเทศ(๘) ตองยึดมั่นตออุดมการณในการทํางานเพื่อประเทศชาติ ประชาชน และชุมชนอยางเต็มความสามารถดวยความรับผิดชอบ ยึดถือประโยชนของประเทศชาติ ประชาชน เหนือกวาประโยชนอื่นใด(๙) ตองทําในสิ่งที่ถูกตอง มีจิตสํานึกสาธารณะ ซื่อสัตยสุจริต ยึดมั่นการปฏิบัติหนาที่โดยสันติวิธีมีความชอบธรรมปราศจากอคติหรือถูกครอบงําจากอิทธิพลใด ๆ มีความโปรงใสและสามารถตรวจสอบได(๑๐) ตองใหเกียรติและเคารพสิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็นดวยถอยคําสุภาพไมพูดสอเสียดใสรายหรือใสความผูอื่น ปฏิบัติตามหลักการในการประชุม อภิปรายอยางมีประสิทธิภาพมีประเด็นไมวกวนซ้ําซากอันอาจทําใหเกิดความสูญเสียตอภาพลักษณและพฤติกรรมของตนเองและพรรค(๑๑) ตองไมเรียก รับทรัพยสินหรือผลประโยชนอื่นใดโดยมิชอบ เพื่อกระทําการหรือไมกระทําการใด ๆ ในการปฏิบัติหนาที่หรือเพราะไดปฏิบัติหนาที่ และจะดูแลใหบุคคลในครอบครัวปฏิบัติเชนเดียวกัน หนา ๗๘เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (๑๒) ตองใหขอมูลขาวสารแกประชาชน และชุมชนอยางถูกตอง และทันการณโดยไมบิดเบือนขอเท็จจริง เพื่อใหผูอื่น ประชาชนและชุมชนเขาใจผิดตอพรรค หรือเพื่อประโยชนสวนตัวหรือบุคคลอื่นใด (๑๓) ตองไมนํา ความลับของพรรคที่ไดมีมติไวไปเปดเผยตอบุคคลอื่น ๆ หากไดรับทราบขอมูลที่กอใหเกิดความเสื่อมเสียตอพรรคตองรีบแจงใหทางพรรคไดรับทราบโดยเร็วเพื่อหาทางแกไขตอไปหมวด ๙หลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกสมาชิกพรรคการเมืองเพื่อสงเขาสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อและการคัดเลือกบุคคลซึ่งพรรคการเมืองเห็นสมควรจะเสนอใหไดรับพิจารณาแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีสวนที่ ๑คณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งขอ ๗๐ เมื่อมีกรณีตองสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งพรรคตองจัดใหมีคณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งขอ ๗๑ ใหมีกรรมการคณะหนึ่งเปนคณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งมีจํานวนไมเกินสิบเอ็ดคนประกอบดวย (๑) กรรมการบริหารพรรค จํานวนสี่คน(๒) หัวหนาสาขาพรรคไมนอยกวาสี่สาขาซึ่งมาจากภาคตางกัน จํานวนสี่คน(๓) ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดซึ่งไมมีสาขาพรรคตั้งอยูจํานวนสามคนขอ ๗๒ การเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้ง ใหดําเนินการในที่ประชุมใหญพรรคโดยการลงคะแนนลับ สวนที่ ๒หลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกสมาชิกพรรคการเมืองเพื่อสงเขาสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งขอ ๗๓ พรรคซึ่งประสงคจะสงผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดตองมีสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดที่มีเขตพื้นที่รับผิดชอบหนา ๗๙เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ ในเขตเลือกตั้งนั้น การสงผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดใหพรรคสงผูสมัครรับเลือกตั้งจากผูซึ่งไดรับเลือกจากสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดที่มีเขตพื้นที่รับผิดชอบในเขตเลือกตั้งนั้นเปนผูสมัครรับเลือกตั้งขอ ๗๔ การสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งใหดําเนินการตามวิธีการ ดังตอไปนี้(๑) ใหคณะกรรมการสรรหากําหนดวัน เวลา และสถานที่ในการสมัครเปนผูสมัครรับเลือกตั้งและประกาศใหสมาชิกพรรคทราบเปนการทั่วไป(๒) เมื่อพนกําหนดเวลารับสมัครตาม (๑) ใหคณะกรรมการสรรหาตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะตองหามของผูสมัครในแตละเขตเลือกตั้ง แลวสงรายชื่อผูสมัครใหสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด(๓) เมื่อสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดไดรับรายชื่อผูสมัครจากคณะกรรมการสรรหาแลว ใหหัวหนาสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดจัดการประชุมสมาชิกเพื่อรับฟงความคิดเห็นและใหสมาชิกใหความเห็นชอบหรือไมใหความเห็นชอบตามรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาสงมา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑและวิธีการที่คณะกรรมการกําหนด(๔) ใหสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดสงรายชื่อผูสมัครในแตละเขตเลือกตั้งทั้งที่ไดรับความเห็นชอบและไมไดรับความเห็นชอบพรอมความคิดเห็นตาม (๓)ใหคณะกรรมการสรรหาเพื่อพิจารณาเสนอความคิดเห็น(๕) ใหคณะกรรมการสรรหาสงรายชื่อผูสมัครของแตละเขตเลือกตั้งพรอมความคิดเห็นตาม (๓) และ (๔) ใหคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองเพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบบุคคลที่จะเสนอใหเปนผูสมัครรับเลือกตั้ง สวนที่ ๓หลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกสมาชิกพรรคการเมืองเพื่อสงเขาสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อหนา ๘๐เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ ขอ ๗๕ การสงผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ใหพรรคการเมืองจัดทําบัญชีรายชื่อเพื่อสงใหสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดโดยใหคํานึงถึงผูสมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคตาง ๆ และความเทาเทียมกันระหวางชายและหญิงดวยขอ ๗๖ การสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใหดําเนินการตามวิธีการ ดังตอไปนี้(๑) ใหคณะกรรมการสรรหากําหนดวัน เวลา และสถานที่ในการสมัครและการเสนอรายชื่อบุคคลเปนผูสมัครรับเลือกตั้ง และมีหนังสือแจงไปยังคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง หัวหนาสาขาพรรคการเมืองตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด และประกาศใหสมาชิกทราบเปนการทั่วไป(๒) ใหกรรมการบริหารพรรคการเมือง หัวหนาสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด เสนอรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใหคณะกรรมการสรรหา(๓) เมื่อพนกําหนดเวลารับสมัครและเสนอรายชื่อตาม (๑) แลว ใหคณะกรรมการสรรหาตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะตองหามและจัดทําบัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งไมเกินหนึ่งรอยรายชื่อโดยตองคํานึงถึงผูสมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคตาง ๆ และความเทาเทียมระหวางชายและหญิงแลวสงบัญชีรายชื่อดังกลาวใหสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด(๔) เมื่อสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดไดรับบัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งตาม (๓) จากคณะกรรมการสรรหาแลว ใหหัวหนาสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด จัดการประชุมสมาชิกเพื่อรับฟงความคิดเห็นและใหสมาชิกใหความเห็นชอบหรือไมใหความเห็นชอบตามรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาสงมา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑและวิธีการที่คณะกรรมการกําหนด แลวสงบัญชีรายชื่อดังกลาวทั้งที่ไดรับความเห็นชอบและไมไดรับความเห็นชอบพรอมความคิดเห็นใหคณะกรรมการสรรหาเพื่อพิจารณาจัดทําบัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งพรอมเสนอความคิดเห็น (๕) ใหคณะกรรมการสรรหาสงบัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งตาม (๔) ใหคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองเพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบบุคคลที่เหมาะสมเปนผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อแลวจัดลําดับตามที่เห็นวาเหมาะสมเพื่อใหไดบัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อหนา ๘๑เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ เพื่อประโยชนในการสงเสริมการมีสวนรวมของสมาชิก ในกรณีที่สมาชิกผูใดมีภูมิลําเนาอยูในจังหวัดที่ยังมิไดมีการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดใหสามารถใชสิทธิการเปนสมาชิกในจังหวัดใกลเตียงที่มีสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดตามที่กําหนดในขอบังคับ สวนที่ ๔ขอยกเวนในการสงผูสมัครรับเลือกตั้งขอ ๗๗ ในการเลือกตั้งทั่วไป การสงผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ ใหดําเนินการสรรหาตามวิธีการที่กําหนดในขอ ๗๔ และขอ ๗๖ เวนแตกรณีที่เปนการสงผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งสําหรับการเลือกตั้งแทนเลือกตั้งที่เปนโมฆะ หรือการเลือกตั้งใหมในกรณีที่ไมมีผูใดไดรับเลือกตั้งหรือกรณีผูสมัครตายกอนปดการรับสมัครรับเลือกตั้งใหคณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งและคณะกรรมการบริหารพรรคเปนผูพิจารณารวมกัน สวนที่ ๕การคัดเลือกบุคคลซึ่งพรรคการเมืองเห็นสมควรจะเสนอใหไดรับพิจารณาแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีขอ ๗๘ กรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปใหพรรคประกาศใหสมาชิกทราบเปนการทั่วไปเพื่อเชิญชวนใหกรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด และสมาชิกพรรคเสนอชื่อบุคคลที่เห็นสมควรจะเสนอใหไดรับการพิจารณาแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีตอคณะกรรมการบริหารพรรคภายในระยะเวลาที่กําหนด และใหคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามที่กฎหมายกําหนด และเปนบุคคลที่มีความรู ความสามารถซื่อสัตยสุจริตมีคุณธรรมจริยธรรมจากรายชื่อบุคคลที่กรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรคตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด หรือสมาชิกพรรคเสนอมา เพื่อเสนอใหสภาผูแทนราษฎรพิจารณาใหความเห็นชอบแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีไมเกินสามรายชื่อ และแจงใหคณะกรรมการการเลือกตั้งกอนปดการรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรพรรคจะไมเสนอรายชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งก็ไดขอ ๗๙ การเสนอชื่อบุคคลตามขอ ๗๘ ตองเปนไปตามหลักเกณฑ ดังตอไปนี้(๑) ตองมีหนังสือยินยอมของบุคคลซึ่งไดรับการเสนอชื่อโดยมีรายละเอียดตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด หนา ๘๒เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (๒) ผูไดรับการเสนอชื่อตองเปนผูมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามที่จะเปนรัฐมนตรีตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดและไมเคยทําหนังสือยินยอมตาม (๑) ใหพรรคการเมืองอื่นในการเลือกตั้งคราวนั้นการเสนอชื่อบุคคลใดที่มิไดเปนไปตาม (๑) ใหถือวาไมมีการเสนอชื่อบุคคลนั้นหมวด ๑๐หลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกบุคคลดํารงตําแหนงทางการเมืองขอ ๘๐ กรณีที่จะมีการแตงตั้งบุคคลเปนผูดํารงตําแหนงทางการเมืองใหพรรคประกาศใหสมาชิกทราบเปนการทั่วไปเพื่อเชิญชวน ใหกรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด และสมาชิกพรรค เสนอชื่อบุคคลที่เห็นสมควรจะเสนอใหไดรับการพิจารณาแตงตั้งเปนผูดํารงตําแหนงทางการเมืองตอคณะกรรมการบริหารพรรคภายในระยะเวลาที่กําหนดและใหคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติ และไมมีลักษณะตองหามตามที่กฎหมายกําหนด และเปนบุคคลที่มีความรู ความสามารถ ซื่อสัตยสุจริต มีคุณธรรมจริยธรรมจากรายชื่อบุคคลที่กรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดหรือสมาชิกพรรคเสนอมาเพื่อแตงตั้งเปนผูดํารงตําแหนงทางการเมืองขอ ๘๑ ใหคณะกรรมการบริหารพรรคคัดเลือกบุคคลดํารงตําแหนงทางการเมืองของพรรคกําหนดคุณสมบัติและคุณลักษณะใหสอดคลองกับคุณสมบัติ และคุณลักษณะของสํานักงานเลขาธิการรัฐสภาหรือสํานักกิจการสภาหรือสภาผูแทนราษฎร หรือตามกฎหมายกําหนดเพื่อประโยชนในการทํางานทางการเมืองของพรรคในรัฐสภาขอ ๘๒ หามมิใหคณะกรรมการชุดดังกลาวพิจารณาใหบุคคลที่มิไดเปนสมาชิกของพรรคเขารับการดํารงตําแหนงทางการเมืองขอ ๘๓ หลักเกณฑและวิธีคัดเลือกบุคคลดํารงตําแหนงทางการเมืองของพรรคดังกลาวหามมิใหนําไปใชกับผูที่ดํารงตําแหนงผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อของพรรคขอ ๘๔ การพิจารณาคัดเลือกบุคคลใหดํารงตําแหนงทางการเมือง คณะกรรมการบริหารพรรคคัดเลือกตองพิจารณาถึงความรู ความสามารถ ประสบการณทางการทํางาน หรือทางการเมือง หรือผลสําเร็จของงานหรืออาชีพในอดีต สามารถที่จะปฏิบัติหนาที่ไดโดยไมบกพรองและมีความเสียสละตองานที่ไดรับมอบหมายหากภายหลังปรากฏวาผูที่ไดรับการคัดเลือกใหดํารงตําแหนงทางการเมืองของพรรคไมสามารถปฏิบัติงานหนา ๘๓เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ ในหนาที่ไดอยางสม่ําเสมอหรืออาจกระทําการใด ๆ หรือยินยอมใหผูใดกระทําการแทน อันเปนการฝาฝนหรือขัดตอระเบียบ คําสั่ง ขอบังคับพรรค หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมืองพ.ศ. ๒๕๖๐ หรือรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ใหคณะกรรมการบริหารพรรคประชุมพิจารณาถอดถอนได หมวด ๑๑การใหความรูทางการเมืองแกสมาชิกพรรค และประชาชนทั่วไปขอ ๘๕ เพื่อเปนการสงเสริมความรูความเขาใจทางการเมืองแกสมาชิกและประชาชนโดยทั่วไปอันจะสงผลใหการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามวิถีทางระบบรัฐสภาเปนที่ศรัทธาและเชื่อมั่นของปวงชนชาวไทย พรรคจึงไดกําหนดแนวทางการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองใหความรูทางการเมืองแกสมาชิกและประชาชนทั่วไป ดังตอไปนี้(๑) จัดเตรียมบุคลากรที่มีความรูความสามารถ มีความเชี่ยวชาญในแตละสาขาอาชีพเพื่อฝกอบรมแกสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป(๒) รวบรวมและเผยแพรขอมูลขาวสารทางดานการเมือง เศรษฐกิจและสังคมเพื่อกระตุนเตือนใหสมาชิกพรรค และประชาชนทั่วไปเขามามีสวนรวมทางการเมือง(๓) สงเสริมและสนับสนุนการรวมตัวกันในรูปขององคกรชุมชนทองถิ่นเพื่อใหความรูเกี่ยวกับสิทธิ การจัดการ การดูแลรักษาทรัพยากรของทองถิ่นตลอดจนปลูกฝงสิทธิทางการเมืองที่พึงมี(๔) สงเสริมใหมีการรวมกลุมกันของสมาชิกพรรคในแตละสาขาอาชีพเพื่อแลกเปลี่ยนความรูความเขาใจทางการเมืองรวมกับบุคลากรของพรรคอยางสม่ําเสมอ(๕) เผยแพรความรูทางการเมืองหรือการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองอยางตอเนื่อง(๖) สงเสริมใหสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไปไดเขาชม หรือเขาฟงการอภิปรายหรือบรรยายทางการเมืองอยางทั่วถึง(๗) สงเสริมใหสมาชิกพรรคและประชาชนมีความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข การใชสิทธิเสรีภาพอยางมีเหตุผลและมีความรับผิดชอบตอสังคม และความรูเกี่ยวกับหนาที่ของปวงชนชาวไทย(๘) รวมกับประชาชนในการหาแนวทางการพัฒนาประเทศและการแกไขปญหาตาง ๆที่เกิดขึ้นในสังคมอยางมีเหตุผลโดยคํานึงถึงความสมดุลระหวางการพัฒนาดานวัตถุกับการพัฒนาดานจิตใจและความอยูเย็นเปนสุขของประชาชนประกอบกันหนา ๘๔เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ (๙) สงเสริมการมีสวนรวมของประชาชนในการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองรวมตลอดทั้งการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐและการดําเนินงานขององคกรอิสระอยางมีเหตุผล(๑๐) สงเสริมใหประชาชนมีความสามัคคีปรองดอง รูจักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกตาง และแกไขปญหาความขัดแยงทางการเมืองโดยสันติวิธี เพื่อประโยชนสุขของประเทศชาติและประชาชน(๑๑) สําหรับกิจกรรมอื่นใดอันจะยังประโยชนตอการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รวมทั้งการพัฒนาพรรคใหเปนสถาบันทางการเมืองของประชาชนตามที่ไดรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการขอ ๘๖ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งใหความเห็นชอบแลว ใหหัวหนาพรรคจัดทําแผนหรือโครงการที่จะดําเนินกิจกรรมตามมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่งแหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ และเมื่อพรรคดําเนินการแลวสงใหนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในเดือนเมษายนของทุกป หมวด ๑๒การลงโทษสมาชิกพรรคขอ ๘๗ การกลาวหาสมาชิกของพรรควาไดกระทําหรือละเวนการกระทําอันควรแกการลงโทษตองทําเปนหนังสือถึงหัวหนาพรรค โดยมีสมาชิกไมนอยกวายี่สิบคนลงลายมือชื่อขอ ๘๘ เมื่อไดรับหนังสือแลวใหหัวหนาพรรคมอบอํานาจใหกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนทําการตรวจสอบมูลความผิดตามขอกลาวหานั้น ถาตรวจสอบแลวเห็นวาไมมีมูลหัวหนาพรรคมีอํานาจสั่งยกเลิกขอกลาวหานั้นเสียได แตหากเห็นวามีมูลใหเสนอขอกลาวหานั้นพรอมทั้งรายงานผลการตรวจสอบตอหัวหนาพรรคเพื่อ(๑) พิจารณาชี้ขาด หรือ(๒) แตงตั้งสมาชิกไมเกินกวาหาคน เปนกรรมการสอบสวนความผิดนั้นแลวเสนอความเห็นตอหัวหนาพรรคพิจารณาตอไปก็ไดขอ ๘๙ ในการสอบสวนความผิดสมาชิกตามขอกลาวหา ตองใหโอกาสแกผูถูกกลาวหาแกขอกลาวหาตลอดจนแสดงหลักฐานฝายตนภายในสิบหาวันนับแตวันที่ไดรับแจงขอกลาวหาหนา ๘๕เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ ขอ ๙๐ เมื่อการสอบสวนสิ้นสุดลงหัวหนาพรรคมีอํานาจสั่งการอยางใดอยางหนึ่ง ดังตอไปนี้(๑) ใหระงับเรื่อง(๒) ยกขอกลาวหา(๓) ตําหนิดวยวาจาหรือเปนลายลักษณอักษรแลวแตกรณี(๔) ภาคทัณฑในกรณีที่หัวหนาพรรคเห็นวาควรไดรับการลงโทษ โดยการใหพนจากการเปนสมาชิกพรรคใหหัวหนาพรรคเสนอตอคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาและลงมติ และมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคถือเปนที่สุด และสมาชิกผูนั้นขาดจากความเปนสมาชิกโดยทันที นับตั้งแตวันที่คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติ และมีหนังสือแจงสมาชิกผูนั้นทราบโดยเร็วขอ ๙๑ การพนจากสมาชิกพรรคกรณีเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ใหหัวหนาพรรคเสนอตอคณะกรรมการบริหารพรรคใหความเห็นชอบในเบื้องตน แลวดําเนินการตอไปตามขั้นตอนที่กําหนดไวในขอบังคับนี้หรือตามหลักเกณฑและวิธีการที่ไดบัญญัติไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ หรือตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ตามที่ไดบัญญัติไวแทนก็ได หมวด ๑๓การบริหารการเงินและทรัพยสิน และการจัดทําบัญชีของพรรคการเมืองสาขาพรรคการเมือง และตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดขอ ๙๒ ใหคณะกรรมการบริหารพรรคมีหนาที่บริหารการเงินทรัพยสินและประโยชนอื่นใดของพรรคและสาขาพรรคตลอดจนจัดใหมีการทําบัญชีใหถูกตองตามความเปนจริงใหหัวหนาสาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดจัดใหมีบัญชีรับและจายเงินของสาขาพรรค หรือที่ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดไดรับหรือจายโดยบันทึกบัญชีใหแลวเสร็จภายในสิบหาวันนับแตวันที่รายการนั้นเกิดขึ้นและสรุปรายงานใหพรรคทราบเปนประจําทุกสิ้นเดือนและปดประกาศไว ณ ที่ตั้งสํานักงานสาขาพรรค หรือสถานที่ทําการตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดใหหัวหนาสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด จัดใหมีการทําบัญชีรายชื่อพรอมที่อยูของสมาชิกที่มีภูมิลําเนาอยูในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งเปนที่ตั้งของสาขาพรรคการเมืองหรือในเขตเลือกตั้งที่ตนเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด และปดประกาศไว ณ สํานักงานสาขาพรรคหรือสถานที่ทําการตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดหนา ๘๖เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ ขอ ๙๓ การลงรายการบัญชีของพรรคตองมีรายการและเอกสารประกอบการลงบัญชีที่ถูกตองครบถวนโดยตองจัดทําภายในระยะเวลา ดังนี้(๑) การลงบัญชีรายวันแสดงรายไดหรือรายรับและแสดงคาใชจายหรือรายจายและบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาคตองลงรายการใหแลวเสร็จภายในสิบหาวันนับแตรายการนั้นเกิดขึ้น(๒) การลงบัญชีแยกประเภทและบัญชีแสดงรายการทรัพยสินและหนี้สินตองลงรายการใหแลวเสร็จภายในสิบหาวันนับแตวันสิ้นเดือนของเดือนที่รายการนั้นเกิดขึ้นหมวด ๑๔รายไดของพรรคการเมืองและอัตราคาธรรมเนียมและคาบํารุงพรรคการเมืองขอ ๙๔ พรรคอาจมีรายได ดังตอไปนี้(๑) เงินทุนประเดิมของพรรค(๒) เงินคาธรรมเนียมและคาบํารุงพรรค(๓) เงินที่ไดจากการจําหนายสินคาหรือบริการของพรรค(๔) เงิน ทรัพยสิน และประโยชนอื่นใดที่ไดจากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรค(๕) เงิน ทรัพยสิน และประโยชนอื่นใดที่ไดจากการรับบริจาค(๖) เงินอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง(๗) ดอกผลของเงินและรายไดจากเงินทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใดของพรรคสวนที่ ๑การหารายไดจากการจําหนายสินคาหรือบริการขอ ๙๕ การจําหนายสินคาหรือบริการตองไมมุงแสวงหาผลกําไรมาแบงปนกันในทางธุรกิจโดยราคาหรือคาตอบแทนจากการจําหนายสินคาหรือการใหบริการจะตองคํานึงถึงราคาตามปกติในทองที่นั้นขอ ๙๖ สถานที่จําหนายสินคาหรือบริการ ไดแก ที่ตั้งสํานักงานใหญพรรค ที่ตั้งสํานักงานสาขาพรรคบริเวณสถานที่จัดกิจกรรมระดมทุนบริเวณสถานที่จัดประชุมใหญประจําปของพรรคสาขาพรรคหรือสถานที่ทําการตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด หรือสถานที่ที่พรรคเห็นสมควรขอ ๙๗ เมื่อพรรคดําเนินการจําหนายสินคาหรือบริการ ใหหัวหนาพรรค โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค จัดทําทะเบียนสินคาหรือบริการซึ่งประกอบดวยรายการ จํานวนเงินหรือมูลคาของสินคา หรืออัตราคาบริการแตละประเภทใหครบถวนและถูกตองหนา ๘๗เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ ขอ ๙๘ การจําหนายสินคาหรือบริการใหบันทึกบัญชีรายวันแสดงรายไดหรือรายรับและใหแสดงในงบการเงินประจําปของพรรคใหครบถวนและถูกตองตามที่กฎหมายกําหนดขอ ๙๙ การจําหนายสินคาหรือบริการตองไมกระทําในชวงเกาสิบวันกอนวันครบอายุของสภาผูแทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในกรณีการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากครบอายุของสภาผูแทนราษฎร และตองไมกระทําในชวงที่มีพระราชกฤษฎีกาใหมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร และในกรณีที่เปนการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากเหตุอื่นนอกจากการครบอายุของสภาผูแทนราษฎร สวนที่ ๒การจัดกิจกรรมระดมทุนขอ ๑๐๐ การจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคตองกระทําโดยเปดเผย และแสดงวัตถุประสงควาเปนการระดมทุนของพรรคอยางชัดเจนการใหเงิน ทรัพยสินแกพรรค รวมถึงการใหประโยชนอื่นใดแกพรรคที่ไดจากการจัดกิจกรรมระดมทุนใหอยูภายใตบังคับบทบัญญัติเรื่องการรับบริจาคขอ ๑๐๑ สถานที่จัดกิจกรรมระดมทุนไดแก ที่ตั้งสํานักงานใหญพรรค ที่ตั้งสํานักงานสาขาพรรคบริเวณสถานที่จัดประชุมใหญประจําปของพรรค สาขาพรรค สถานที่ทําการตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดหรือสถานที่ที่พรรคเห็นสมควรขอ ๑๐๒ ภายในสามสิบวันนับแตวันที่จัดกิจกรรมระดมทุนสิ้นสุดลงใหหัวหนาพรรคจัดทํารายละเอียดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมระดมทุนคาใชจาย และจํานวนเงินที่ไดรับจากการจัดกิจกรรมระดมทุนและใหหัวหนาพรรคประกาศใหประชาชนทราบเปนการทั่วไปพรอมทั้งแจงใหนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบดวยขอ ๑๐๓ การจัดกิจกรรมระดมทุนใหบันทึกบัญชีรายวันแสดงรายไดหรือรายรับและนําไปแสดงในงบการเงินประจําปของพรรคใหครบถวนและถูกตองตามที่กฎหมายกําหนดขอ ๑๐๔ การจัดกิจกรรมระดมทุนตองไมกระทําในชวงเกาสิบวันกอนวันครบอายุของสภาผูแทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในกรณีการเลือกตั้งทั่วไปอันเนื่องมาจากครบอายุของสภาผูแทนราษฎรและตองไมกระทําในชวงที่มีพระราชกฤษฎีกาใหมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจนถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร และในกรณีที่เปนการเลือกตั้งอันเนื่องมาจากเหตุอื่นนอกจากการครบอายุของสภาผูแทนราษฎร หนา ๘๘เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ สวนที่ ๓การรับบริจาคของพรรคขอ ๑๐๕ ใหหัวหนาพรรคและเหรัญญิกพรรคเปดบัญชีเงินฝากกับธนาคารพาณิชยโดยระบุชื่อเจาของบัญชีในนามของพรรคนั้น และใหหัวหนาพรรคแจงหมายเลขบัญชีของบัญชีเงินฝากและจํานวนเงินที่เปดบัญชีของทุกบัญชีใหนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในเจ็ดวันนับแตวันที่เปดบัญชีดังกลาวขอ ๑๐๖ กรณีรับบริจาคเปนเงินสดใหหัวหนาพรรค และเหรัญญิกพรรคนําเงินฝากไวในบัญชีธนาคารพาณิชยตามขอ ๑๐๕ ภายในเจ็ดวันนับแตวันที่ไดรับบริจาคหากการรับบริจาคเปนตั๋วแลกเงินหรือเช็คจะตองไมถูกปฏิเสธการจายเงินจึงถือไดวาเปนการบริจาคแกพรรคขอ ๑๐๗ เมื่อมีการบริจาคใหผูรับบริจาคจัดทําบันทึกการรับบริจาคใหแลวเสร็จภายในสามวันนับแตวันที่ไดรับบริจาคและใหจัดสงบันทึกการรับบริจาคพรอมเงินทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดใหแกพรรคภายในเจ็ดวันนับแตวันที่ไดรับบริจาคถาหากทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใดมิอาจนําสงแกพรรคไดใหผูรับบริจาคแจงรายละเอียดเกี่ยวกับการรับบริจาคนั้นใหพรรคทราบขอ ๑๐๘ เมื่อพรรคไดรับหลักฐานตามขอ ๑๐๗ ใหออกใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการรับบริจาคทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดภายในวันที่ที่ไดรับบริจาคแลวจัดสงใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการรับบริจาคใหแกผูบริจาคภายในเจ็ดวันนับแตวันที่ออกหลักฐานนั้นขอ ๑๐๙ ใหพรรคบันทึกการรับบริจาคไวในบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาคของพรรคใหแลวเสร็จภายในสิบหาวันนับแตวันที่เกิดรายการโดยอยางนอยตองมีรายการ ดังนี้(๑) ชื่อ ที่อยูของพรรค(๒) ชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยูของผูบริจาค(๓) ชื่อตัว ชื่อสกุล และตําแหนงผูรับบริจาค(๔) วัน เดือน ปที่รับบริจาค(๕) รายละเอียดการรับบริจาค(๖) จํานวนเงินหรือมูลคาทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใด(๗) เอกสารอางอิง(๘) ลายมือชื่อหัวหนาพรรคและเหรัญญิกพรรคหนา ๘๙เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ ขอ ๑๑๐ ใหหัวหนาพรรคประกาศบัญชีรายชื่อผูบริจาค จํานวนเงิน รายการทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใดที่ไดรับบริจาคที่มีมูลคาไมนอยกวาหาพันบาท พรอมทั้งวัตถุประสงคของการบริจาคเพื่อใหประชาชนทราบเปนประจําทุกสิ้นเดือนแลวแจงใหนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในสิบหาวันนับแตวันที่ประกาศการตีราคาทรัพยสินหรือการประเมินมูลคาประโยชนอื่นใดที่ไดรับบริจาคใหคํานวณราคาทรัพยสินอัตราคาเชาคาตอบแทนหรือคาของสิทธิที่รับตามปกติทางการคาในทองที่นั้นขอ ๑๑๑ บุคคลใดจะบริจาคเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดใหแกพรรคมีมูลคาเกินสิบลานบาทตอพรรคตอปมิได และในกรณีที่บุคคลนั้นเปนนิติบุคคลการบริจาคเงินทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดใหแกพรรคไมวาพรรคเดียวหรือหลายพรรคเกินปละหาลานบาท ตองแจงใหที่ประชุมใหญผูถือหุนทราบในการประชุมใหญคราวตอไปหลังจากบริจาคแลวพรรคจะรับบริจาคเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดซึ่งมีมูลคาเกินวรรคหนึ่งมิไดสวนที่ ๔อัตราคาธรรมเนียมและคาบํารุงพรรคขอ ๑๑๒ สมาชิกพรรคตองชําระคาธรรมเนียม และคาบํารุงพรรคปละยี่สิบบาท แบบตลอดชีพสองรอยบาทเพื่อประโยชนในการนับรอบระยะเวลาการชําระคาบํารุงพรรคประจําปของสมาชิกใหถือวารอบระยะเวลาการชําระคาบํารุงพรรคประจําปของปที่สมาชิกไดชําระคาบํารุงพรรคเปนครั้งแรกสิ้นสุดลงในวันสิ้นปปฏิทินของปเดียวกันนั้น และใหเริ่มตนนับรอบระยะเวลาการชําระคาบํารุงพรรคประจําปของปถัดไปใหม โดยใหเริ่มตนนับตั้งแตวันที่ ๑ มกราคมและสิ้นสุดลงในวันที่ ๓๑ ธันวาคมของปเดียวกันทั้งนี้ สมาชิกอาจชําระคาบํารุงพรรคประจําปของปถัดไปภายในกรอบระยะเวลาดังกลาวเมื่อใดก็ไดหมวด ๑๕การเลิกพรรค สาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดขอ ๑๑๓ การเลิกพรรค สาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดใหเปนไปตามมติของคณะกรรมการบริหารพรรคขอ ๑๑๔ ในกรณีที่พรรคตองสิ้นสภาพความเปนพรรค หรือยุบพรรคใหทรัพยสินของพรรคที่เหลือภายหลังจากการชําระบัญชีแลวตกเปนของมูลนิธิราชประชานุเคราะห ในพระบรมราชูปถัมภหนา ๙๐เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘ ๒. เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคไทยภักดีชุดใหม จํานวน ๙ คน ไดแก๒.๑ นางสาวกรรญดา ณ หนองคาย หัวหนาพรรค๒.๒ นายทศพล พรหมเกตุ เลขาธิการพรรค๒.๓ นายจักรพงศ ฉัตรพศิน เหรัญญิกพรรค๒.๔ นายขจรรัฐ หมั่นเพียร นายทะเบียนสมาชิกพรรค๒.๕ วาที่รอยตรี สานนท บุญมี กรรมการบริหารพรรค๒.๖ นายปฏิยุทธ ทองประจง กรรมการบริหารพรรค๒.๗ นาวาโท ไชยยุทธ ศรีเปารยะ กรรมการบริหารพรรค๒.๘ นายกลารบ สิงหกมลศึก กรรมการบริหารพรรค๒.๙ นางสาวสุวรรณี วองชล กรรมการบริหารพรรคจึงประกาศใหทราบโดยทั่วกันประกาศ ณ วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๗แสวง บุญมีเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งนายทะเบียนพรรคการเมืองหนา ๙๑เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๗ มกราคม ๒๕๖๘Powered by TCPDF (www.tcpdf.org)