บันทึกการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๒ (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันพฤหัสบดีที่ ๑๒ ถึงวันเสาร์ที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๖๗ ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร อาคารรัฐสภา
undated
Original PDF at ratchakitcha.soc.go.th
The text below was extracted from the PDF's own text layer, not by OCR. The linked PDF is the record; treat this as an extract of it.
บันทึกการประชุมรวมกันของรัฐสภาครั้งที่ ๒ (สมัยสามัญประจําปครั้งที่หนึ่ง) เปนพิเศษวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ ถึงวันเสารที่ ๑๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๗ณ หองประชุมสภาผูแทนราษฎร อาคารรัฐสภาเริ่มประชุมเวลา ๐๙.๑๑ นาฬิกาเมื่อครบองคประชุมแลว นายวันมูหะมัดนอร มะทา ประธานรัฐสภา และนายมงคล สุระสัจจะรองประธานรัฐสภา ขึ้นบัลลังก ประธานรัฐสภาไดกลาวเปดประชุม จากนั้นไดเสนอใหที่ประชุมพิจารณาเรื่องดวนคือ คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายตอรัฐสภา ตามมาตรา ๑๖๒ ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยกอนที่ที่ประชุมจะพิจารณา ประธานรัฐสภาขอใหสมาชิกรัฐสภาซักถามและอภิปรายรวมกันตามขอบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๓ ขอ ๑๔๐ วรรคสอง ขอ ๑๔๑ ขอ ๑๔๒ และขอ ๑๔๓และไดแจงกําหนดเวลาการอภิปรายจะใชเวลาทั้งหมด ๒ วัน เปนเวลา ๒๙ ชั่วโมง มีสัดสวน คือประธานในที่ประชุมใชเวลา ๑ ชั่วโมง คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายและตอบขอซักถาม ๖ ชั่วโมงสมาชิกวุฒิสภา ๔.๕ ชั่วโมง สมาชิกฝายรัฐบาล ๔.๕ ชั่วโมง และสมาชิกฝายคาน ๑๓ ชั่วโมงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไดแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ดังตอไปนี้ตามที่ไดมีประกาศพระบรมราชโองการแตงตั้งให นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ และแตงตั้งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ กันยายนพุทธศักราช ๒๕๖๗ นั้น บัดนี้ คณะรัฐมนตรีไดกําหนดนโยบายการบริหารราชการแผนดินที่ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข โดยมีความสอดคลองกับหมวด ๕ หนาที่ของรัฐและหมวด ๖ แนวนโยบายแหงรัฐตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ตลอดจนยุทธศาสตรชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๑–๒๕๘๐) เรียบรอยแลวคณะรัฐมนตรีจึงขอแถลงนโยบายตอรัฐสภาใหทราบถึงเจตนารมณ ยุทธศาสตร และนโยบายของรัฐบาล ที่มุงมั่นจะสรางความสามัคคี ปรองดอง ใหเกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งจะนําไปสูความรวมมือกันในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองของประเทศ ใหกาวหนาเพื่อประโยชนสุขของประชาชนชาวไทยทุกคน หนา ๙๙เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๑๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘
ประเทศไทยกําลังเผชิญความทาทายอยูหลายประการ โดยเฉพาะดานเศรษฐกิจที่เราเติบโตนอยกวาศักยภาพจริง ปญหาหนี้สินเรื้อรัง ปญหาความเหลื่อมล้ําที่รุนแรงขึ้นทุกที ปญหาสิ่งแวดลอมปญหาสังคมและการเมืองทั้งหมดนี้คือ “ความทาทาย” ที่รัฐบาลพรอมจะประสานพลังกับทุกภาคสวน (Collaboration)เปลี่ยนความทาทายใหกลายเปน “ความหวัง โอกาส และความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม”ของคนทุกกลุมอยางเทาเทียม (Inclusiveness) รัฐบาลพรอมเสริมศักยภาพ สรางโอกาสใหประชาชนทั้งบทบาทและสิทธิ (Empowerment) เพื่อพลิกฟนประเทศจากปญหาที่รุมเราและทําใหประเทศไทยเดินไปขางหนาไดอยางมั่นคงประเทศไทยมีพื้นฐานศักยภาพที่แข็งแกรง แตเมื่อมองไปขางหนายังตองเผชิญความทาทายอีกหลายประการ ไดแกประการแรก ความทาทายของชีวิตความเปนอยูของประชาชนที่มีรายไดไมเพียงพอกับรายจายโดยเฉพาะปญหาหนี้สินครัวเรือน ซึ่งขณะนี้มีมูลคากวา ๑๖ ลานลานบาท หรือมากกวารอยละ ๙๐ของมูลคาผลิตภัณฑมวลรวมในประเทศ (GDP) ขณะที่สัดสวนหนี้เสีย (NPLs) ก็มีแนวโนมเพิ่มสูงขึ้นเชนเดียวกับปญหาหนี้นอกระบบภายใตบริบทของความเหลื่อมล้ําของรายไดระหวางคนจนและคนรวยและความเจริญกระจุกตัวอยูในกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญเปนหลัก สงผลใหคนไทยจํานวนมากเขาไมถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จําเปนและไมมีสิทธิในที่ดินทํากินประการที่สอง สังคมและเศรษฐกิจเราถูกทาทายดวยการเขาสูสังคมสูงวัยที่เร็วกวาระดับการพัฒนาประเทศและเร็วกวาประเทศอื่นในภูมิภาค โดยในป ๒๕๖๖ ประเทศไทยเริ่มเขาสูสังคมสูงวัยแบบสมบูรณ (Aged Society)นั่นคือมีสัดสวนผูสูงอายุมากกวารอยละ ๒๐ ของประชากรทั้งหมด และคาดวาอีก ๑๐ ป จะเขาสูสังคมสูงวัยแบบสุดยอด (Super Aged Society) ในขณะที่มีอัตราการเกิดลดลง คุณภาพและทักษะแรงงานของไทยสวนใหญอยูในระดับต่ํา เยาวชนและประชากรวัยแรงงานที่มีความรู อานออกเขียนไดขั้นพื้นฐานต่ํากวาเกณฑถึงรอยละ ๖๔.๗ คะแนนวัดผล PISA ของเด็กไทยต่ําสุดในรอบ ๒๐ ป ทุกทักษะนอกจากนี้ ยังมีเด็กและเยาวชนหลุดออกนอกระบบการศึกษามากกวา ๑ ลานคน ยิ่งไปกวานั้นคนไทยทุกชวงวัยกําลังเผชิญกับภาวะเครียดสะสมรุนแรงขึ้น คาดวาขณะนี้มีผูมีปญหาสุขภาพจิตกวา๑๐ ลานคน สูงกวาคาเฉลี่ยโลก กลาวโดยสรุปคือ คุณภาพของคนไทยในวัยทํางานลดลงมาก ในขณะที่การเขาสูสังคมสูงวัยและภาระคาใชจายของภาครัฐในการดูแลสวัสดิการและงบประมาณดานสาธารณสุขมีแนวโนมจะสูงขึ้นอยางหลีกเลี่ยงไมได หนา ๑๐๐เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๑๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘
ประการที่สาม ความมั่นคง ปลอดภัยของสังคมถูกคุกคามจากการแพรระบาดของยาเสพติดที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ โดยในชวงไตรมาสที่ ๒ ของป ๒๕๖๗พบวามีคดีอาญาที่เกี่ยวของกับยาเสพติดเพิ่มขึ้นรอยละ ๒๙.๙ เมื่อเทียบกับชวงเวลาเดียวกันในป ๒๕๖๖และมีจํานวนผูติดยาเสพติดที่เพิ่มสูงขึ้นถึง ๑.๙ ลานคน นอกจากนี้ อาชญากรรมออนไลนและการพนันออนไลนยังเพิ่มขึ้นอยางตอเนื่อง โดยมีสถิติการรับแจงความกวา ๕ แสนเรื่อง รวมมูลคาความเสียหายมากกวา๖ หมื่นลานบาทประการที่สี่ ผูประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยอม (SMEs) ซึ่งรองรับแรงงานกวารอยละ ๓๒ - ๓๕ ของแรงงานทั้งหมด และมีมูลคาประมาณรอยละ ๓๕ ของ GDP กําลังประสบปญหาสภาพคลองและสัดสวนหนี้เสีย (NPLs) ตอสินเชื่อรวมของ SMEs ที่เพิ่มสูงขึ้นเปนรอยละ ๗.๖ ซึ่งเปนผลจากกําลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวลง กระทบตอความสามารถในการจางงาน การปรับคาจางแรงงาน และกลายเปนขอจํากัดของการฟนตัวของเศรษฐกิจประการที่หา ผูประกอบการในอุตสาหกรรมดั้งเดิมไทยโดยเฉพาะ SMEs ยังไมสามารถปรับตัวตอการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอยางรวดเร็ว (Technological Disruption) รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสรางการผลิตในหวงโซอุปทานและแนวโนมความตองการใหม ๆ ของโลก ในขณะที่ตองเผชิญกับการแขงขันทางดานราคาของสินคานําเขาจากตางประเทศที่มีแนวโนมเพิ่มสูงขึ้นทั้งในรูปการนําเขาสินคาสําเร็จรูปและวัตถุดิบ โดยเฉพาะผานแพลตฟอรมออนไลนสงผลใหตองลดกําลังการผลิต ลดการจางงานหรือปดตัวลง สะทอนใหเห็นจากอัตราการใชกําลังการผลิตที่ลดระดับลงมาอยูในระดับต่ํากวารอยละ ๖๐ประการที่หก จากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก (Climate Change)ที่สงผลกระทบตอทั้งภาคเกษตรกรรมและภาคการทองเที่ยว ตัวอยางเชน ในป ๒๕๖๗ ประเทศไทยเผชิญกับภาวะภัยแลงในชวงครึ่งปแรกและจะเผชิญภาวะฝนตกหนักผิดปกติในชวงครึ่งหลังของปนอกจากนี้ ในชวงหลายปที่ผานมาสถานการณมลพิษทางอากาศ PM2.5 ของไทยยังย่ําแยตอเนื่องสงผลกระทบตอสุขภาพของพี่นองคนไทยอยางหลีกเลี่ยงไมไดและทําใหมีคนปวยจากมลพิษทางอากาศกวา๑๐ ลานคน ในป ๒๕๖๖ประการที่เจ็ด ประเทศไทยเราเผชิญกับความไรเสถียรภาพทางการเมืองมาอยางยาวนานอันเปนผลจากการรัฐประหาร ความขัดแยงแบงขั้วที่รุนแรง รวมถึงการถอดถอนรัฐบาลออกจากอํานาจในแบบที่คาดเดาไมได สงผลใหความเชื่อมั่นตอเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทยไดรับผลกระทบกระเทือนอยางรุนแรงโดยไมอาจหลีกเลี่ยงได หนา ๑๐๑เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๑๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘
ประการที่แปด ระบบรัฐราชการแบบรวมศูนยและตอบสนองความตองการของประชาชนไดไมเต็มที่การทํางานระหวางหนวยงานที่มีอํานาจและบทบาทซ้ําซอน โครงสรางของหนวยราชการที่แตกกระจายและไมประสานรวมมือกัน มีการขยายตัวไปสูสํานักงานสวนภูมิภาคมากเกินความจําเปน ระบบขนาดใหญโตเทอะทะ และเชื่องชา รูปแบบการประเมินและตัวชี้วัดการทํางานไมสะทอนความตองการของประชาชนเทาที่ควรขนาดและศักยภาพไมทันกับภารกิจที่เปลี่ยนแปลงไป แถมยังเปนภาระของประชาชนในการใชบริการอีกดวยและประการสุดทาย ประเทศไทยกําลังเผชิญความทาทายจากสถานการณภูมิรัฐศาสตร(Geopolitics) ที่เปลี่ยนไป เกิดการแบงฝายแยกขั้วระหวางประเทศมหาอํานาจและประเทศตาง ๆการกีดกันทางการคา (Protectionism) การใชกฎระเบียบโลกสรางอุปสรรคทางออมในการแขงขันสงผลใหทุกประเทศจําเปนตองปรับเปลี่ยนทาทีและยุทธศาสตรในการดําเนินนโยบายภาครัฐและปรับทาทีของประเทศในการมีปฏิสัมพันธกับนานาประเทศรัฐบาลจะรวมมือกับทุกภาคสวนพลิกความทาทายเปนโอกาสในการพัฒนาประเทศ โดยมุงที่จะแกไขปญหาเรงดวน พรอมกับสรางโอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคมใหกับประชาชนทุกคนและตอยอดการพัฒนาของภาคการผลิตและการบริการ เพิ่มความสามารถในการแขงขันเพื่อวางรากฐานสูการพัฒนาประเทศในอนาคต พรอมทั้งวางยุทธศาสตรใหไทยเปนศูนยกลางการผลิตทั้งอุตสาหกรรมและการเกษตรเพื่อตอบสนองปญหาทางภูมิรัฐศาสตรพลิกฟนความเชื่อมั่นของคนไทยและสากล เพื่อใหประเทศไทยเปนความภูมิใจของคนไทยที่นานาประเทศใหการยอมรับและเชื่อถือรัฐบาลตระหนักดีวาความเดือดรอนของพี่นองประชาชน ทั้งเรื่องปญหาหนี้สิน รายได คาครองชีพรวมทั้งความมั่นคงและปลอดภัยในสังคม คือ ปญหาเรงดวนที่รัฐบาลจะตองเรงสรางโอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ ดวยการแกหนี้ ลดรายจาย เพิ่มรายได กระตุนเศรษฐกิจ และแกไขปญหาที่กระทบความมั่นคงของสังคม เพื่อนําความหวังของคนไทยกลับมาใหเร็วที่สุด โดยมีนโยบายเรงดวนที่จะดําเนินการทันที ดังนี้นโยบายแรก รัฐบาลจะผลักดันใหเกิดการปรับโครงสรางหนี้ทั้งระบบโดยเฉพาะกลุมสินเชื่อบานและรถชวยเหลือลูกหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ ภายใตปรัชญาที่จะไมขัดตอวินัยทางการเงินและไมทําใหเกิดภาวะภัยทางจริยธรรม (Moral Hazard) ของผูมีภาระหนี้สิน ควบคูกับการเพิ่มความรูทางการเงินและสงเสริมการออมในรูปแบบใหม ๆ ที่สอดคลองกับวิถีชีวิตของคนไทย โดยจะดําเนินนโยบายผานสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ธนาคารพาณิชย และบริษัทบริหารสินทรัพยหนา ๑๐๒เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๑๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘
นโยบายที่สอง รัฐบาลจะดูแลและสงเสริมพรอมกับปกปองผลประโยชนของผูประกอบการไทยโดยเฉพาะ SMEs จากการแขงขันที่ไมเปนธรรมของคูแขงทางการคาตางชาติโดยเฉพาะผานแพลตฟอรมออนไลนและการแกไขปญหาหนี้ของ SMEs เชน การพักหนี้ การจัดทํา Matching Fund ซึ่งเปนการลงทุนรวมกันระหวางรัฐบาลและเอกชน เพื่อประคับประคองใหกลับมาเปนกลไกที่แข็งแรงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนโยบายที่สาม รัฐบาลจะเรงออกมาตรการเพื่อลดราคาคาพลังงานและสาธารณูปโภคปรับโครงสรางราคาพลังงานควบคูกับการเรงรัดจัดทํา ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวของ เชน ขอกําหนดเกี่ยวกับการทําสัญญาซื้อขายพลังงานไดโดยตรง (Direct PPA) รวมทั้งการพัฒนาระบบสํารองน้ํามันเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคงทางยุทธศาสตรของประเทศ (Strategic Petroleum Reserve : SPR) สํารวจหาแหลงพลังงานเพิ่มเติม และการเจรจาประเด็นพื้นที่ทับซอนกับกัมพูชา (OCA) เพื่อลดตนทุนดานพลังงานพรอมทั้งผลักดันการพัฒนาระบบขนสงมวลชนสาธารณะ (Mass Transit) และการกําหนดโครงสรางอัตราคาโดยสารรวม ในเขตกรุงเทพมหานครเพื่อรองรับนโยบาย “คาโดยสารราคาเดียว” ตลอดสายเพื่อลดภาระคาเดินทางนโยบายที่สี่ รัฐบาลจะสรางรายไดใหมของรัฐดวยการนําเศรษฐกิจนอกระบบภาษี (Informal Economy)และเศรษฐกิจใตดิน (Underground Economy) เขาสูระบบภาษีที่คาดวาจะมีมูลคาสูงกวารอยละ ๕๐ของ GDP เพื่อนําไปจัดสรรสวัสดิการดานการศึกษา สาธารณสุข และสาธารณูปโภค รวมทั้งอุดหนุนคาใชจายขั้นพื้นฐานของประชาชน พรอมทั้งจะปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวของใหทันสมัย สอดคลองกับสถานการณปจจุบันนโยบายที่หา รัฐบาลจะเรงกระตุนเศรษฐกิจ สรางความเชื่อมั่นและกระตุนใหเกิดการจับจายใชสอยควบคูกับการบรรเทาภาระคาใชจายและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยใหความสําคัญกับกลุมเปราะบางเปนลําดับแรก และผลักดันโครงการดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet) ซึ่งจะเปนการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลและพัฒนาศูนยขอมูลภาครัฐที่มุงการพัฒนานโยบายที่ตอบสนองความตองการของประชาชน พรอมเพิ่มโอกาสในการเขาถึงแหลงทุนเพื่อการพัฒนาหมูบานและชุมชน และการประกอบอาชีพนโยบายที่หก รัฐบาลจะยกระดับการทําเกษตรแบบดั้งเดิมใหเปนเกษตรทันสมัย โดยใชแนวคิด“ตลาดนํา นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได” นําเทคโนโลยีดานการเกษตร (Agri-Tech) เชน เกษตรแมนยํา(Precision Agriculture) และเทคโนโลยีดานอาหาร (Food Tech) มาใชพัฒนาอาชีพดานการเกษตรหนา ๑๐๓เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๑๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘
ประมง ปศุสัตว และอาชีพที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสรางความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงการควาโอกาสในตลาดใหม ๆรวมทั้งอาหารฮาลาล และฟนนโยบาย “ครัวไทยสูครัวโลก” ซึ่งเปนจุดเดนของประเทศไทยเพื่อตอบสนองความตองการของโลกดานความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และเรงเพิ่มมูลคาสินคาเกษตรและราคาพืชผลการเกษตร รวมทั้งเพื่อยกระดับรายไดของเกษตรกรนโยบายที่เจ็ด รัฐบาลจะเรงสงเสริมการทองเที่ยว ดวยการสานตอความสําเร็จในการปรับโครงสรางการตรวจลงตราทั้งหมดของประเทศเพื่ออํานวยความสะดวกแกผูขอวีซา เชน กลุมผูเขารวมงานแสดงสินคานานาชาติ (MICE) และกลุมชาวตางชาติที่ทํางานทางไกล (Digital Nomad) ซึ่งสรางรายไดจากการทองเที่ยวถึง ๑.๘๙๒ ลานลานบาท ในป ๒๕๖๖ โดยสงเสริมอุตสาหกรรมทองเที่ยวรูปแบบใหมเพิ่มแหลงทองเที่ยวที่มนุษยสรางขึ้น (Man-made Destinations) เชน สวนน้ํา สวนสนุก ศูนยการคาสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) นําคอนเสิรต เทศกาล และการแขงขันกีฬาระดับโลกมาจัดในประเทศไทย รวมถึงสงเสริมการทองเที่ยวเมืองนาเที่ยว เพื่อดึงดูดนักทองเที่ยวและเม็ดเงินมหาศาลที่จะกระจายลงสูผูประกอบการภายในประเทศไดอยางรวดเร็วปญหาที่กระทบตอสังคมและสรางความสูญเสียอยางมหาศาลอีกสองประเด็นปญหา คือปญหายาเสพติด ปญหาอาชญากรรมและอาชญากรรมออนไลนนโยบายที่แปด รัฐบาลจะแกปญหายาเสพติดอยางเด็ดขาดและครบวงจร เริ่มตั้งแตการตัดตนตอการผลิตและจําหนายดวยการรวมมือกับประเทศเพื่อนบาน การสกัดกั้นควบคุมการลักลอบนําเขาและตัดเสนทางการลําเลียงยาเสพติด การปราบปรามและการยึดทรัพยผูคาอยางเด็ดขาด การคนหาผูเสพในชุมชนเพื่อเขาสูกระบวนการรักษา ตลอดจนการบําบัดรักษาผูติดยาเสพติด การฝกอาชีพ การศึกษา และการฟนฟูสภาพทางสังคม รวมทั้งมีระบบติดตามดูแลชวยเหลือเพื่อไมใหกลับไปสูวงจรยาเสพติดอีก เพื่อคืนคนคุณภาพกลับสูสังคมนโยบายที่เกา รัฐบาลจะเรงแกปญหาอาชญากรรม อาชญากรรมออนไลน/มิจฉาชีพ และอาชญากรรมขามชาติเพื่อปกปองผลประโยชนของประชาชน โดยการเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการปองกันและปราบปรามแกงคอลเซ็นเตอร และรับมือกับอาชญากรรมออนไลนอยางรวดเร็ว ชวยเหลือเหยื่อของมิจฉาชีพอยางทันทวงทีโดยผนึกกําลังกับประเทศเพื่อนบานและสรางกลไกการรวมรับผิดชอบของบริษัทผูประกอบกิจการโทรคมนาคมและธนาคารพาณิชย หนา ๑๐๔เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๑๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘
นโยบายที่สิบ รัฐบาลจะสงเสริมพัฒนาศักยภาพ และจัดสวัสดิการสังคมใหสอดคลองกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สรางความเทาเทียมทางโอกาสและเศรษฐกิจโดยเฉพาะกลุมเปราะบางที่สําคัญ ไดแกคนพิการ ผูสูงอายุ กลุมชาติพันธุ บุคคลไรรัฐ ไรสัญชาติเพื่อใหสามารถเขาถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐไดโดยสะดวกตามที่กฎหมายบัญญัติเพื่อใหการพัฒนาประเทศเปนไปอยางตอเนื่องในระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลจะตอยอดการพัฒนาของภาคการผลิตและการบริการ เพิ่มความสามารถในการแขงขันเพื่อวางรากฐานสูการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยปรับโครงสรางของเศรษฐกิจ (Industry Transformation) และพัฒนาเครื่องยนตทางเศรษฐกิจใหม ๆ (New Growth Engine) ที่จะปูพื้นฐานใหเศรษฐกิจไทยขยายตัวอยางแข็งแกรงดวยการสงเสริมความคิดริเริ่มสรางสรรคและการปรับตัวใหทันตอการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของความตองการของผูบริโภคดวยการใชเทคโนโลยี เพื่อเรงใหประเทศไทยหลุดพนจากกับดักรายไดปานกลางโดยเร็วและพัฒนาบทบาทใหเปนผูเลนสําคัญทางเศรษฐกิจในเวทีโลก โดยดําเนินการ ดังนี้๑. การสรางโอกาสตอยอดจากอุตสาหกรรมเดิม โดย๑.๑ รัฐบาลจะสงเสริมการเปลี่ยนผานอุตสาหกรรมยานยนตเครื่องยนตสันดาปไปสูยานยนตแหงอนาคต(HEVs PHEVs BEVs และ FCEVs) โดยเรงดึงดูดนักลงทุนจากตางประเทศใหมาตั้งฐานการผลิตยานยนตไฟฟาในประเทศอยางตอเนื่อง ดวยแนวทางที่จะเพิ่มสัดสวนการใชวัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content)และการถายโอนเทคโนโลยีสมัยใหมใหแกธุรกิจไทย ในขณะที่ยังรักษาการจางงานควบคูกับสงเสริมการพัฒนายกระดับทักษะและการปรับทักษะของแรงงานไทยในอุตสาหกรรมยานยนตเครื่องยนตสันดาปและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง๑.๒ รัฐบาลจะสงเสริมการยกระดับภูมิปญญาไทยไปสูวัฒนธรรมสรางสรรค (Creative Culture)เพื่อสงเสริม Soft Power ของประเทศ เราจะสนับสนุนและสงเสริมการปรับใชภูมิปญญาพื้นบาน (Local Wisdom)ซึ่งเปนศักยภาพของคนไทยและทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ทั้งอาหารทองถิ่นไทย ผาไทย มวยไทยศิลปะการแสดงไทย ดนตรีไทย ผสมผสานกับศิลปะรวมสมัย และสุราชุมชน เพื่อยกระดับสินคาโครงการ OTOPทั้งดานมาตรฐานและดีไซนใหทันสมัย โดดเดน แตกตาง และสามารถตอบสนองตอความตองการของผูบริโภคทั่วโลกรวมทั้งจะสนับสนุนการสอดแทรกทุนทางวัฒนธรรมในภาพยนตรไทยและสื่อทุกรูปแบบหนา ๑๐๕เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๑๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘
๒. สงเสริมโอกาสในอุตสาหกรรมแหงอนาคต โดย๒.๑ รัฐบาลจะสงเสริมเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy or Eco-friendly Economy)โดยอาศัยจุดแข็งของที่ตั้งใกลเสนศูนยสูตรเขาถึงพลังงานแสงอาทิตยไดตลอดทั้งป สนับสนุนใหประเทศไทยเปนแหลงผลิตพลังงานสะอาด ทั้งพลังงานแสงอาทิตย เชน การติดตั้งแผงโซลารเซลลบนหลังคาและผืนน้ําพลังงานน้ํา และพลังงานทางเลือกอื่น ๆ รวมทั้งพัฒนาตลาดซื้อขายไฟฟาเสรีและคารบอนเครดิต (Carbon Credit)เพื่อความยั่งยืน และการเสริมสรางความมั่นคงดานพลังงานรูปแบบใหมสําหรับทั้งการบริโภคภายในประเทศและการสงออกพลังงานสูภูมิภาคอาเซียนรวมทั้งการปรับกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมภาคเกษตรกรรม และภาคธุรกิจบริการใหเปนมิตรกับสิ่งแวดลอม๒.๒ รัฐบาลจะตอยอดพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) จากความเขมแข็งเดิมในอุตสาหกรรมดิจิทัล เชน การผลิตอุปกรณอิเล็กทรอนิกส การผลิตฮารดดิสกใหเปนอุตสาหกรรมดิจิทัลสมัยใหมจะดึงดูดนักลงทุนจากตางประเทศเพื่อตั้ง Data Center และโรงงานผลิตชิปและชิปดีไซน และผลิตSemiconductor ในประเทศไทย กระตุนใหเกิดความตองการใชอุปกรณอิเล็กทรอนิกสอัจฉริยะในประเทศรัฐบาลนี้จะวางรากฐานใหคนไทยทุกกลุมวัยใชปญญาประดิษฐ (AI) ในการพัฒนาตนเอง เพิ่มประสิทธิภาพการทํางานและสรางสรรคนวัตกรรม นําประเทศสูความล้ําสมัย โดยไมละเลยจุดสมดุลของความเปนเจาของอธิปไตยขอมูลและการเปดกวางของโอกาสสําหรับการพัฒนา๒.๓ รัฐบาลจะมุงเนนการพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพ (Care and Wellness Economy)และบริการทางการแพทย (Medical Hub) โดยอาศัยพื้นฐานจิตวิญญาณการบริการของคนไทยที่ไดรับการยอมรับจากนานาชาติ โดยตอยอดจากธุรกิจการทองเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทยแผนไทยที่เปนจุดแข็งเพื่อรองรับความตองการดานสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากการที่ประชากรโลกเขาสูสังคมสูงวัย พรอมกับสงเสริมการผลิตและการใชงานอุปกรณทางการแพทยภายในประเทศ สนับสนุนการยกระดับสมุนไพรและผลิตภัณฑสมุนไพรไทยโดยใชนวัตกรรม รวมถึงการใชกัญชาเพื่อการแพทยที่สรางมูลคาเพิ่มในทางเศรษฐกิจและควบคุมผลกระทบทางสังคมโดยการตรากฎหมาย ตลอดจนสนับสนุนการนําเทคโนโลยีสุขภาพ (Health Tech) และนวัตกรรมดานเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) มายกระดับมาตรฐานสาธารณสุขไทยใหทัดเทียมมาตรฐานนานาชาติเพื่อใหประเทศไทยเปนศูนยกลางบริการทางการแพทยของภูมิภาคหนา ๑๐๖เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๑๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘
๒.๔ รัฐบาลจะมุงสูเปาหมายที่จะทําใหประเทศไทยเปนหนึ่งในศูนยกลางการเงินของโลก(Financial Hub) โดยรัฐบาลจะผลักดันการยกรางกฎหมายชุดใหมที่มีความเปนสากล โปรงใส และเอื้อตอการประกอบธุรกิจ ออกแบบสิทธิประโยชนที่จูงใจนักลงทุนและพัฒนาระบบนิเวศของอุตสาหกรรมการเงินโดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรและโครงสรางพื้นฐานที่ทันสมัยใหสอดรับกับความตองการของบริษัทดานการเงินระดับโลก๓. รัฐบาลจะพัฒนาโครงสรางพื้นฐานเพื่อขยายโอกาส โดย๓.๑ รัฐบาลจะพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับความสามารถทางนวัตกรรมใหสามารถแขงขันไดในเวทีโลก โดยมุงเนนการพัฒนางานวิจัยใหเปนผลิตภัณฑและบริการที่สามารถออกขายสูตลาดโลกไดจริง สรางงาน สรางมูลคาเพิ่มจากหิ้งสูหาง และเปดการรวมมือกับภาคเอกชนเต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการใชสิทธิประโยชนดานการลงทุน การตั้งกองทุนสนับสนุน การจัดซื้อโครงสรางพื้นฐานและเทคโนโลยีของภาครัฐมาสนับสนุน การนําเขาเทคโนโลยีจากตางประเทศมาสูผูประกอบการไทย๓.๒ รัฐบาลจะเดินหนาลงทุนพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานคมนาคมขนาดใหญ (Mega Projects)อยางตอเนื่อง ทั้งทางราง ทางน้ํา ทางถนน และทางอากาศอยางไรรอยตอ สงเสริมใหเกิดความปลอดภัยทางถนนลดตนทุนระบบโลจิสติกส พัฒนาระบบขนสงควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) สรางรถไฟทางคูและรถไฟความเร็วสูงควบคูกับการพัฒนาเมืองที่สอดคลองกับความตองการของพื้นที่ เพื่อใหเกิดการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจ ยกระดับทาเรือเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเชื่อมตอการขนสงสินคา พัฒนาสนามบินและเสนทางการบินใหม ๆเชน สนามบินลานนา สนามบินอันดามัน เพื่อมุงสูการเปนศูนยกลางทางการบิน (Aviation Hub)เพิ่มประตูบานใหม (Gateway) รองรับความตองการเดินทางที่เพิ่มขึ้น ขับเคลื่อนโครงการ Landbridgeโดยเฉพาะดานการลงทุนโดยเอกชน เพื่อใหประเทศเปนศูนยกลางการคมนาคมและขนสงของภูมิภาค(Logistics Hub)๓.๓ รัฐบาลจะเรงพัฒนาระบบสาธารณูปโภคที่มีคุณภาพ ครอบคลุมและเขาถึงไดทั้งในดานพื้นที่และราคา สรางความมั่นคงทางพลังงาน สงเสริมการใชพลังงานอยางคุมคา สนับสนุนใหประชาชนผลิตกระแสไฟฟาระบบโซลารเซลลใชในครัวเรือนและมีรายไดจากการจําหนายกระแสไฟฟาที่ผลิตเกินกวาความตองการคืนใหรัฐ และจัดหาแหลงน้ําใหเพียงพอตอความตองการเพื่อรองรับการเติบโตของเมืองและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หนา ๑๐๗เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๑๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘
๓.๔ รัฐบาลจะพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานเทคโนโลยีดิจิทัล โดยกํากับดูแลใหเกิดการจัดสรรคลื่นความถี่และสิทธิในวงโคจรดาวเทียมใหเกิดประโยชนสูงสุดตอการพัฒนาประเทศและการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานทางดิจิทัลที่มีคุณภาพ มั่นคง ปลอดภัย ครอบคลุม เพียงพอและเขาถึงไดทั้งในดานพื้นที่และราคาเพื่อใหประชาชนสามารถเขาถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมอยางทั่วถึงและเปนธรรม ตลอดจนสรางระบบนิเวศเพื่อดึงดูดใหผูประกอบการดานเทคโนโลยีขนาดใหญของโลกลงทุนในอุตสาหกรรมที่จะเอื้อใหเกิดประโยชนตอผูประกอบการไทยในอุตสาหกรรมดิจิทัลตลอดหวงโซอุปทาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขันของประเทศ๓.๕ รัฐบาลจะเปลี่ยนโครงสรางทางภาษีครั้งใหญที่ใหความสําคัญกับการกระจายรายไดดึงแรงงานนอกระบบที่มีอยูมากกวารอยละ ๕๐ เขาสูระบบ ศึกษาความเปนไปไดของการปฏิรูประบบภาษีไปสูแบบ Negative Income Tax ที่ผูมีรายไดนอยจะไดรับ “เงินภาษีคืนเปนขั้นบันได” ตามเกณฑที่กําหนด๓.๖ รัฐบาลจะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดินของรัฐ เรงจัดทําแผนที่ที่ทันสมัยและใชเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐและแกปญหาที่ดินทับซอน ยุติความขัดแยงและแกไขขอพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน ทั้งระหวางหนวยงานภาครัฐดวยกันเองและระหวางภาครัฐและประชาชนเพื่อสนับสนุนใหประชาชนเขาถึงสิทธิที่ดิน ที่อยูอาศัย และที่ดินทํากินเพิ่มขึ้นรัฐบาลเชื่อวาทุนมนุษยเปนรากฐานที่สําคัญของการพัฒนาประเทศ รัฐบาลจะเรงสงเสริมผลักดันใหเกิดการพัฒนาคนไทยทุกชวงวัยอยางเต็มกําลังและความสามารถ โดย๑. รัฐบาลจะสงเสริมการเกิดและเติบโตอยางมีคุณภาพของเด็กทุกคนอยางเทาเทียม เด็กไทยทุกคนจะตองเขาถึงศูนยดูแลเด็กปฐมวัยที่มีมาตรฐาน เมื่อเติบโตก็ไดเรียนหนังสือที่ใหความสําคัญกับการพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร เทคโนโลยี และการคิดวิเคราะหอยางมีเหตุผล สงเสริมการปลดล็อกศักยภาพทั้งดานศิลปะวัฒนธรรม และความสามารถทางกีฬา และพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุนทั้งในระบบ นอกระบบตามอัธยาศัย และการเรียนรูตลอดชีวิต โดยใชเทคโนโลยีที่ทันสมัยเขามาสนับสนุน ตอบโจทยศักยภาพของผูเรียนลดภาระและลดความเหลื่อมล้ําในการเขาถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ สงเสริมใหเกิดการเรียนสองภาษาโดยใช AIเปนตัวชวย เนนการสอนทักษะที่ใชประโยชนไดในชีวิตจริงเพื่อการสรางรายได (Learn to Earn)สงเสริมใหเกิดความรวมมือระหวางรัฐ องคกรปกครองสวนทองถิ่น และภาคเอกชนในการจัดการศึกษาทุกระดับรวมทั้งการเฟนหาและชวยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา พรอมทั้งสงเสริมการปฏิรูประบบอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาเพื่อใหตอบสนองตอความตองการแรงงานในอนาคตและรองรับการเรียนรูตลอดชีวิต(Life-Long Learning) หนา ๑๐๘เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๑๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘
๒. รัฐบาลจะยกระดับทักษะและปลดล็อกศักยภาพของคนไทยเพื่อสรางงานสรางรายได โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการสราง Soft Power ของประเทศ ผานการสงเสริม ๑ ครอบครัว ๑ ซอฟตพาวเวอร (OFOS)จัดตั้งศูนยสรางสรรคการออกแบบและสงเสริมวัฒนธรรมในพื้นที่ เชน ศูนยสรางสรรคการออกแบบ (TCDC)สํานักงานสงเสริมวัฒนธรรมสรางสรรค (THACCA) เพื่อยกระดับและพัฒนาความสามารถดานวัฒนธรรมสรางสรรคของคนไทยใหสรางมูลคาเสริมทักษะเดิม (Reskill) เพิ่มทักษะใหม (Upskill) ใหเทาทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเพื่อใหแรงงานไดรับคาจางที่เหมาะสมกับทักษะที่เพิ่มขึ้น เชน ทักษะดานการประยุกตใช AI รวมทั้งสงเสริมใหผูประกอบการทั้งภาครัฐและภาคเอกชนดึงศักยภาพของผูสูงอายุมาใชใหเกิดประโยชนสูงสุด๓. รัฐบาลจะยกระดับระบบสาธารณสุขใหดียิ่งกวาเดิม รัฐบาลนี้จะตอยอดจากรัฐบาลที่แลวในการยกระดับระบบสาธารณสุขไทย จาก “๓๐ บาทรักษาทุกโรค” จากพื้นฐานความสําเร็จหลายสิบปของนโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรค มาเปน “๓๐ บาทรักษาทุกที่” ผานการเชื่อมโยงขอมูลสุขภาพในระบบบริการสาธารณสุข และการขยายเครือขายการบริการระดับปฐมภูมิ พัฒนาระบบการแพทยทางไกล(Telemedicine) เพื่อใหคนไทยเขาถึงระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ลดเวลาและคาใชจายและสามารถรองรับความตองการใหม ๆ จากสถานการณสังคมสูงวัย รัฐบาลจะสานตอโครงการฉีดวัคซีนปากมดลูก (HPV) ใหครอบคลุมทุกพื้นที่ และใชศักยภาพของเครือขายสาธารณสุขในการสงเสริมปองกัน และควบคุมโรคไมติดตอพรอมทั้งเพิ่มการเขาถึงการรักษาและบริการดานสุขภาพจิตและยาเสพติดโดยเนนการปองกัน (Prevention) ใหความรูและการสรางความตระหนัก๔. รัฐบาลจะสงเสริมความเสมอภาคทางเพศ โดยเรงแกไขปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวของใหผูที่มีความหลากหลายทางเพศไดเขาถึงสิทธิที่พึงมี ทั้งการสมรสที่ถูกตองตามกฎหมายเชน สิทธิในการตั้งครอบครัว สิทธิในการดูแลระหวางคูชีวิต การเขาถึงสวัสดิการ โดยเริ่มตนจากสวัสดิการขาราชการรัฐบาลจะตอยอดความสําเร็จของรัฐบาลชุดที่ผานมาเพื่อใหกฎหมายสมรสเทาเทียมถูกบังคับใชอยางมีประสิทธิภาพและเปนไปตามเจตนารมณที่ตั้งไวและในฐานะนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ ๒ ของประเทศไทย จะสงเสริมความเทาเทียมของชายและหญิงทั้งในระดับครอบครัวและในที่ทํางาน เพื่อใหผูหญิงทุกคนในประเทศไทยไมตองเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ อยูในสังคมที่สามารถเปนทั้งแมและเจริญเติบโตในหนาที่การงานไดไมนอยไปกวาผูชาย หนา ๑๐๙เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๑๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘
ในการบริหารประเทศในยุคนี้ เราจะไมสามารถมองผานความทาทายและโอกาสของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมไปได รัฐบาลมีนโยบายในการสรางความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมควบคูไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ดังนี้๑. รัฐบาลจะใหความสําคัญกับการฟนฟูทรัพยากรธรรมชาติ อนุรักษความหลากหลายทางชีวภาพและรักษาสมดุลของระบบนิเวศทองถิ่น เพื่อใหเปนรากฐานสําคัญในการดํารงชีวิต และเพิ่มขีดความสามารถของพื้นที่และชุมชนทองถิ่นในการจัดการสิ่งแวดลอมและปรับตัวตอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรัฐบาลจะสรางการมีสวนรวมในการรับมือกับภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะการแกปญหา PM2.5 และการบริหารจัดการน้ําที่จะตองไดรับความรวมมือระหวางประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลจะจัดการกับปญหาการลักลอบกําจัดหรือฝงกลบกากอุตสาหกรรม/ของเสียอันตรายดวยความเขมงวด และสนับสนุนการมีสวนรวมของชุมชนในการอนุรักษ ฟนฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ซึ่งรวมถึงทรัพยากรทางทะเลและชายฝงทั้งระบบ๒. รัฐบาลจะยกระดับการบริหารจัดการน้ํา จะจัดหาน้ําสะอาดสําหรับอุปโภคบริโภคใหประชาชนทุกพื้นที่เขาถึงได และจะเรงใหน้ําถึงไรนาดวยการเพิ่มศักยภาพแหลงกักเก็บน้ํา และเพิ่มประสิทธิภาพระบบกระจายน้ํา ควบคูกับการขยายเขตชลประทาน พรอมทั้งเพิ่มแหลงน้ําเพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ รัฐบาลจะแกปญหาน้ําทวม น้ําแลงรวมกับทุกภาคสวน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ําทั้งระบบโดยคํานึงถึงความสอดคลองกับศักยภาพของลุมน้ําและความตองการของประชาชนในพื้นที่เพื่อสรางสมดุลระหวางการอนุรักษ ฟนฟู และการใชประโยชนจากทรัพยากรน้ําอยางยั่งยืน๓. รัฐบาลจะสานตอนโยบายความเปนกลางทางคารบอน (Carbon Neutrality) เพื่อใหประเทศไทยเปนผูนําของอาเซียนในดานการลดการปลอยกาซคารบอนไดออกไซดสูชั้นบรรยากาศซึ่งจะชวยเปดประตูบานใหญสูการคาโลกและชวยสรางขอไดเปรียบใหผูผลิตสินคาและบริการในประเทศตลอดจนสงเสริมใหไทยเปนศูนยกลางดานการซื้อขายคารบอนเครดิต (Carbon Credit) ของอาเซียนผานตลาดหลักทรัพยไทยประเทศไทยเราเผชิญกับความไรเสถียรภาพทางการเมืองและความขัดแยงแบงขั้วอุดมการณที่รุนแรงมาอยางยาวนาน สงผลกระทบตอความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและตางประเทศกระทบตอการเติบโตทางเศรษฐกิจอยางตอเนื่อง ดังนั้น รัฐบาลนี้จําเปนจะตองพลิกฟนความเชื่อมั่นของทั้งคนไทยและตางชาติ ดวยการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยใหเขมแข็ง มีเสถียรภาพมีนิติธรรม และความโปรงใส ดังนี้ หนา ๑๑๐เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๑๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘
๑. รัฐบาลจะเรงจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนใหเปนประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุดโดยยึดโยงกับประชาชนและหลักการของประชาธิปไตย สอดคลองกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล เคารพพหุวัฒนธรรม เพื่อเปนบันไดสูการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทยใหมีความเขมแข็งและยั่งยืนโดยมีเสถียรภาพทางการเมืองเปนปจจัยเรงที่สําคัญ รวมถึงการสรางสันติภาพและสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใตที่ประชาชนมีสวนรวมอยางยั่งยืน๒. รัฐบาลจะยึดมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law) และความโปรงใส (Transparency)สรางความชอบธรรมในการบริหารราชการแผนดินดวยการฟนฟูหลักนิติธรรมที่เขมแข็ง มีประสิทธิภาพใชงบประมาณของรัฐนอยที่สุดแตมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการสรางรายไดและสรางโอกาสแกประเทศและประชาชน โปรงใส และเปนที่ยอมรับจากนานาประเทศใหเปนทุนทางสังคมและทางความคิดที่สําคัญในการพัฒนาประเทศ๓. รัฐบาลจะปฏิรูประบบราชการและกองทัพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เปลี่ยนผานราชการไทยไปสูราชการทันสมัยในระบบดิจิทัล (Digital Government) ปรับขนาดใหมีความคลองตัว เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการใชงบประมาณและการปฏิบัติราชการ ปรับขนาดและกําลังคนภาครัฐใหสอดคลองกับภารกิจเปลี่ยนผานรูปแบบการเกณฑทหารไปสูแบบสมัครใจ เนนใชเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรภาครัฐเปนคนดีและเกง มีคุณธรรม มุงมั่นและมืออาชีพ โปรงใสและตรวจสอบได สงเสริมใหมีการเผยแพรขอมูลหรือขาวสารสาธารณะของรัฐและตอตานการทุจริตคอรรัปชันทุกรูปแบบ เนนการมีสวนรวมของภาคประชาชนรวมทั้งใหความสําคัญกับการกระจายอํานาจสูองคกรปกครองสวนทองถิ่นและภาคประชาชนเพื่อใหประชาชนมีสวนรวมคิดตัดสินใจในกระบวนการพัฒนาทองถิ่น และการดูแลชุมชน๔. รัฐบาลจะยกระดับการบริการภาครัฐใหตอบสนองความตองการของประชาชนมากยิ่งขึ้นปรับบทบาทภาครัฐเปนการสงเสริมสนับสนุน (Enable) การอํานวยความสะดวก (Facilitate)และการกํากับกฎกติกา (Regulate) เพื่อใหประชาชนและเอกชนไดรับบริการที่สะดวก รวดเร็วพรอมทั้งจะลดกฎหมายและขั้นตอนที่ไมจําเปน (Ease of Doing Business) เพื่อไมใหภาครัฐเปนอุปสรรคของภาคธุรกิจหรือขัดขวางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศรัฐบาลจะแปลงความทาทายดานภูมิรัฐศาสตรระหวางประเทศมหาอํานาจไปสูยุทธศาสตรที่จะเสริมสรางโอกาสใหประเทศไทยและเกื้อกูลผลประโยชนของพี่นองประชาชนมากที่สุด ดังนี้หนา ๑๑๑เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๑๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘
๑. รัฐบาลจะรักษาจุดยืนของการไมเปนสวนหนึ่งของความขัดแยงระหวางประเทศ (Non-Conflict)และจะดําเนินความสัมพันธกับนานาประเทศอยางจริงใจและสรางสรรคในกรอบของกฎหมายระหวางประเทศและบรรทัดฐานสากล โดยมีผลประโยชนของชาติเปนแกนกลางสําคัญ และมุงมั่นที่จะทํางานรวมกับนานาประเทศเพื่อสงเสริมสันติภาพและความมั่งคั่งรวมกัน (Active Promoter of Peace and Common Prosperity)เพื่อใหประเทศไทยเปนพื้นที่แหงโอกาสสําหรับคนไทยและชาวตางชาติ เพื่อดึงดูดแรงงานทักษะสูงผูประกอบการและนักลงทุนกลุมเปาหมายเขามาเพื่อสงเสริมการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย๒. รัฐบาลจะเดินหนาสานตอนโยบายการทูต เศรษฐกิจเชิงรุก และการสราง Soft Powerเพื่อสงเสริมการคา การลงทุน และการทองเที่ยวระหวางกัน โดยเฉพาะตลาดใหม ๆ เพื่อเสริมสรางโอกาสความรวมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจ และแกไขปญหาที่ตองอาศัยความรวมมือระหวางประเทศทั้งระบบทวิภาคี (Bilateral) และพหุภาคี (Multilateral) และเรงเจรจาขอตกลงการคาเสรี (FTA)กับประเทศคูคาสําคัญ ยกระดับมาตรฐานของประเทศ เพิ่มบทบาทประเทศไทยในเวทีโลกและเตรียมความพรอมเพื่อเขาเปนสมาชิกองคการเพื่อความรวมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่รัฐบาลจะสานตอจากรัฐบาลชุดที่ผานมาแมวาการบริหารงานของรัฐบาลจะเผชิญกับความทาทายหลายดาน อันเปนปญหาโครงสรางทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่สั่งสมตอเนื่องมากวา ๑๐ ป และถูกซ้ําเติมดวยโควิด-๑๙ ทําใหระดับหนี้สาธารณะของประเทศอยูในระดับที่สูงขึ้นอยางตอเนื่อง หากไรซึ่งมาตรการทางการเงินและการคลังที่เอื้อตอการขยายตัวทางเศรษฐกิจ คาดวาประเทศจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยูในระดับไมเกินรอยละ ๓ ตอปซึ่งจะสงผลใหระดับหนี้สาธารณะของประเทศใกลเต็มเพดานที่รอยละ ๗๐ ของ GDP ในป ๒๕๗๐จึงเปนความทาทายอันยิ่งยวดที่รัฐบาลจะตองเรงฟนฟูเศรษฐกิจของประเทศใหกลับมาเติบโตอยางเขมแข็งอีกครั้งโดยเร็ว โดยการแสวงหาโอกาสใหม ๆ ที่จะเพิ่มรายไดทั้งในระดับประเทศและระดับปจเจกบุคคลไมวาจะเปนการปรับโครงสรางเศรษฐกิจ การพัฒนาเครื่องยนตทางเศรษฐกิจใหม ๆ การยกระดับภูมิปญญาไทยไปสูวัฒนธรรมสรางสรรค รวมถึงการเรงบริหารทรัพยสินของรัฐใหไดประโยชนสูงสุดซึ่งการดําเนินการตาง ๆเหลานั้นจะกลายเปนเม็ดเงินกลับเขาสูระบบภาษี และจะกลับกลายเปนศักยภาพทางนโยบายการคลัง(Fiscal Space) ที่เพียงพอสําหรับการเปนแกนหลักในการผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในอนาคตหนา ๑๑๒เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๑๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจะใหความสําคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศและดําเนินนโยบายการคลังโดยบริหารคาใชจายในการพัฒนาประเทศใหเปนไปอยางมีประสิทธิภาพและเหมาะสมและเกิดประโยชนสูงสุด ที่สําคัญไดแก การเรงรัดเพิ่มประสิทธิภาพของการใชจายงบประมาณใหสามารถกระจายเม็ดเงินสูเศรษฐกิจโดยเร็ว การพิจารณาใชจายจากแหลงเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณทั้งในสวนของเงินกูและการใหเอกชนเขามามีสวนรวมในการลงทุนพัฒนาประเทศ รวมทั้งพิจารณาใชเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ ในการสนับสนุนการดําเนินนโยบายเพื่อลดภาระการลงทุนจากงบประมาณแผนดินและการกูเงินภายใตกรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศอยางเครงครัดทายที่สุด รัฐบาลมีความมุงมั่นที่จะพิทักษรักษาไวซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย สรางความเขาใจที่ถูกตอง เผยแพรขอมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติพระราชกรณียกิจของสถาบันพระมหากษัตริยและดําเนินงานตามแนวพระราชดําริอยางตอเนื่อง รวมทั้งสงเสริมสถาบันศาสนาใหเปนกลไกในการสรางคุณธรรมและจริยธรรมในการดําเนินชีวิต ตลอดจนดูแลใหมีการปฏิบัติตามและบังคับใชกฎหมายอยางเครงครัดและจริงจังโดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวของกับผลกระทบตอชีวิตและทรัพยสิน รวมถึงการปองกันและลดผลกระทบตอสิ่งแวดลอมในนามนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน ในนามรัฐบาล ขอใหความมั่นใจกับรัฐสภาแหงนี้วาจะมุงมั่นตั้งใจบริหารราชการแผนดินดวยความซื่อสัตยสุจริต และยึดประโยชนของประชาชนเปนที่ตั้งพรอมทั้งประสานพลังจากทุกภาคสวน จากทุกชวงวัย จากทุกความเชี่ยวชาญขับเคลื่อนนโยบายที่อยูบนพื้นฐานของความเปนจริง ซึ่งตอบสนองสถานการณปจจุบันใหสําเร็จ พัฒนาเศรษฐกิจ สังคมการเมืองของประเทศชาติใหเจริญกาวหนาเพื่อสรางโอกาสอยางเทาเทียม ทําใหคนไทย มีกิน มีใช มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีเพื่อนําพาความภาคภูมิใจกลับมาสูคนไทย และ ประเทศไทยเพื่อสรางความหวังและอนาคตที่ดีกวาใหประเทศไทย จากวันนี้ไปถึงอนาคตเมื่อนายกรัฐมนตรีไดแถลงนโยบายจบแลว ประธานรัฐสภาไดอนุญาตใหสมาชิกรัฐสภาไดอภิปรายซักถามนายกรัฐมนตรี (นางสาวแพทองธาร ชินวัตร) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงการคลัง(นายพิชัย ชุณหวชิร) รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม (พันตํารวจเอก ทวี สอดสอง) รัฐมนตรีวาการกระทรวงสาธารณสุข (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน) รัฐมนตรีวาการกระทรวงการตางประเทศ (นายมาริษ เสงี่ยมพงษ)รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นายชูศักดิ์ ศิรินิล) และรัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงการคลังหนา ๑๑๓เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๑๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘
(นายจุลพันธ อมรวิวัฒน) ตอบขอซักถามของสมาชิกรัฐสภา โดยมีประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภาผลัดเปลี่ยนกันดําเนินการประชุม เมื่อสมาชิกฯ อภิปรายจนไดเวลาพอสมควรแลว ประธานรัฐสภาไดสั่งพักการประชุมเวลา ๐๐.๔๑ นาฬิกา ของวันศุกรที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๗ และนัดประชุมตอในเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกาเมื่อถึงเวลา ๐๙.๐๓ นาฬิกา รองประธานรัฐสภาไดดําเนินการประชุมตอ ภายหลังการอภิปรายซักถามนโยบายของสมาชิกรัฐสภา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงคมนาคม (นายสุริยะ จึงรุงเรืองกิจ)รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (นายประเสริฐ จันทรรวงทอง)รัฐมนตรีวาการกระทรวงพาณิชย (นายพิชัย นริพทะพันธุ) รัฐมนตรีวาการกระทรวงการทองเที่ยวและกีฬา(นายสรวงศ เทียนทอง) รัฐมนตรีวาการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย(นายวราวุธ ศิลปอาชา) รัฐมนตรีวาการกระทรวงแรงงาน (นายพิพัฒน รัชกิจประการ) รัฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตํารวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) รัฐมนตรีวาการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายเอกนัฏ พรอมพันธุ)รัฐมนตรีวาการกระทรวงยุติธรรม (พันตํารวจเอก ทวี สอดสอง) รัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงพาณิชย(นายนภินทร ศรีสรรพางค) รัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงการคลัง (นายเผาภูมิ โรจนสกุล) รัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงการคลัง (นายจุลพันธ อมรวิวัฒน) รัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงศึกษาธิการ(นายสุรศักดิ์ พันธเจริญวรกุล) รัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงคมนาคม (นางมนพร เจริญศรี)และรัฐมนตรีชวยวาการกระทรวงคมนาคม (นายสุรพงษ ปยะโชติ) ตอบขอซักถามของสมาชิกรัฐสภาโดยมีประธานรัฐสภาและรองประธานรัฐสภาผลัดเปลี่ยนกันดําเนินการประชุม เมื่อการอภิปรายไดยุติลงการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีตอรัฐสภา ตามมาตรา ๑๖๒ ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยจึงเปนอันเสร็จสิ้น จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม (นายภูมิธรรม เวชยชัย)ไดกลาวขอบคุณสมาชิกรัฐสภาที่ไดอภิปรายใหความคิดเห็นและขอเสนอแนะที่เปนประโยชนตอการบริหารราชการแผนดิน รัฐบาลจะรับไปประกอบการพิจารณาดําเนินการขับเคลื่อนนโยบายใหมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อประโยชนสูงสุดของประชาชนตอไปเลิกประชุมเวลา ๐๑.๑๐ นาฬิกา ของวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๖๗วาที่รอยตํารวจตรี อาพัทธ สุขะนันทเลขาธิการรัฐสภาหนา ๑๑๔เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๑๐ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ มกราคม ๒๕๖๘Powered by TCPDF (www.tcpdf.org)