ThaiGovData

ประกาศนายทะเบียนมูลนิธิจังหวัดชัยภูมิ เรื่อง จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ [มูลนิธิอัมรินทรา]

undated

Original PDF at ratchakitcha.soc.go.th

The text below was extracted from the PDF's own text layer, not by OCR. The linked PDF is the record; treat this as an extract of it.

ประกาศนายทะเบียนพรรคการเมืองเรื่อง การจดทะเบียนจัดตั้งพรรครวมพลังประชาชนดวย นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามมติในการประชุมครั้งที่ ๙๕/๒๕๖๗ เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๗ ไดจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองชื่อพรรครวมพลังประชาชนตามมาตรา ๑๗ แหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ เลขที่ ๒/๒๕๖๗ตั้งแตวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๗ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับคําประกาศอุดมการณทางการเมืองของพรรคการเมือง นโยบายพรรคการเมือง ขอบังคับพรรคการเมือง และรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรครวมพลังประชาชน ดังนี้ขอบังคับพรรครวมพลังประชาชน พ.ศ. ๒๕๖๗โดยที่ประชุมผูรวมกันจัดตั้งพรรครวมพลังประชาชน เมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ไดกําหนดขอบังคับพรรคการเมืองเพื่อใหเปนไปตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ ดังนี้ขอ ๑ ขอบังคับนี้เรียกวา “ขอบังคับพรรครวมพลังประชาชน พ.ศ. ๒๕๖๗”ขอ ๒ ขอบังคับพรรครวมพลังประชาชนนี้ใหใชบังคับตั้งแตวันที่ไดรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองเปนตนไป หมวด ๑บททั่วไปขอ ๓ ชื่อพรรคการเมืองนี้เขียนเปนภาษาไทยวา “พรรครวมพลังประชาชน” เขียนเปนภาษาอังกฤษวา “People’s Power Party” ใชชื่อยอเปนอักษรภาษาไทยวา “รพปช” และใชชื่อยอเปนภาษาอังกฤษวา “PSPT”ขอ ๔ ภาพเครื่องหมายพรรค “รวมพลังประชาชน” มีดังนี้(๑) ภาพเครื่องหมายพรรค หนา ๕๔เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ (๒) มีความหมายวา การรูรักสามัคคีอีกทั้งหลอมรวมดวงใจเปนหนึ่งเดียวของคนในชาติภาพเครื่องหมายพรรคภายใตรูปลักษณของอักษรไทยสีน้ําเงินและสัญลักษณแทนกลุมคน สีน้ําเงิน สีสมหลอมรวมกันเปนหนึ่งเดียว มีองคประกอบหมายความวา การรวมตัวของผูที่มีอุดมการณรักชาติ รูรักสามัคคีรวมพลังกันเปนหนึ่งเดียวเพื่อที่จะดูแลทุกขสุขของพี่นองประชาชนอีกทั้งการสรางศรัทธารักษาไวซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริยและกาวขามความขัดแยงของคนในชาติตลอดไปขอ ๕ สํานักงานใหญตั้งอยู ณ บานเลขที่ ๑๙/๓๐ หมู ๘ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวงจ.ปทุมธานี ๑๒๑๒๐ หมวด ๒คําประกาศอุดมการณทางการเมืองขอ ๖ คําประกาศเจตนารมณและอุดมการณทางการเมืองของพรรครวมพลังประชาชนเพื่อที่จะสรางองคกรที่เกิดขึ้นจากประชาชนที่แทจริงโดยไมมีการครอบงําจากบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยพรรครวมพลังประชาชนจะเขามาดูแลแกไข สรางสรรคและสงเสริมในชีวิตความเปนอยูของพี่นองประชาชนอยางจริงจังและจริงใจใหเปนรูปธรรมดวยนโยบาย กินไดและจับตองไดเพื่อประโยชนสุขของพี่นองประชาชนคนไทยทั้งประเทศใหเปนที่ยอมรับจากสากลโดยแนวทางประชาธิปไตยอีกทั้งสถานการณที่เปนอยูในปจจุบันพรรคการเมืองมีขอจํากัดในการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองประชาชนถูกจํากัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและประชาชนขาดโอกาสในการมีสวนรวมทางการเมืองที่จะแกไขปญหาตาง ๆใหบรรลุผลที่ตั้งใจจึงไดดําเนินการจดจัดตั้ง “พรรครวมพลังประชาชน” เกิดขึ้นจากประชาชนโดยประชาชน เพื่อประชาชน อยางแทจริงตามแนวทางแหงประชาธิปไตย ดังนั้น พรรครวมพลังประชาชนจึงขอประกาศวาพรรคมีความมุงมั่นที่จะดําเนินการฟนฟูประเทศในทุก ๆ ดาน ใหประชาชนมีศักดิ์ศรีความเปนมนุษยมีสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคอยางแทจริงนําประเทศไปสูความเปนประชาธิปไตยอยางแทจริง เพื่อรวมกันแกปญหาความยากจนความเหลื่อมล้ํา และปญหาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะตองไดรับการแกไขอยางเรงดวนจากประชาชนเอง ในสวนกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมตองเปนไปตามมาตรฐานสากลโดยใชหลักนิติธรรม การบริหารราชการแผนดิน สวนการปฏิบัติหนาที่ราชการจะตองเปนไปดวยความโปรงใสมีธรรมาภิบาลปราศจากการทุจริตคอรรัปชั่น ขจัดการปฏิวัติรัฐประหารอีกทั้งปลูกฝงใหประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะตองมีความรักความสามัคคีเพื่อใหบรรลุผลตามเจตนารมณหนา ๕๕เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ดังกลาวตองอาศัยความรวมมือของประชาชนคนไทยทุกคนเพื่อใหพรรครวมพลังประชาชนเปนที่พึ่งที่หวังของประชาชนคนไทยทั้งประเทศดวยความมุงมั่น จากประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศไดสําเร็จตามจุดมุงหมายที่ตั้งไวทุกประการเพิ่มความเปนปกแผนสันติสุข และความศิวิไลซใหเกิดขึ้นบนผืนแผนดินไทย หมวด ๓นโยบายพรรคขอ ๗ ดานการเมือง๗.๑ มุงสงเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขโดยจะสนับสนุนการแกไขเพิ่มเติมพัฒนาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายตางที่ไมสอดคลองกับหลักการประชาธิปไตยโดยจะใหประชาชนมีบทบาทและมีสวนรวมอยางเปนรูปธรรมและชัดเจนโดยจัดตั้งสภาประชาชนที่มีอํานาจในการตรวจสอบและถวงดุลอํานาจรัฐไดอยางเหมาะสม๗.๒ สรางประชาธิปไตยที่แทจริงใหเกิดขึ้นทั้งระบบการเมือง การปกครอง กฎกติกาสงเสริมใหสังคมยึดมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรม เสรีภาพและสิทธิมนุษยชน สงเสริมใหเกิดการเรียนรูและเขาใจในคุณคาและวัฒนธรรมประชาธิปไตย อยูรวมกันอยางสมานฉันท มีอิสระเสรี ในการคิดสรางสรรคและใชสิทธิของตน สามารถและปญหาความขัดแยงแตกตางไดดวยวิถีทางสันติวิธีขอ ๘ ดานการบริหารราชการแผนดิน๘.๑ มุงปรับขนาดของภาครัฐใหเหมาะสม เพิ่มบทบาทประชาชน ใหประชาชนไดรับการบริการจากภาครัฐที่สะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการกระจายอํานาจใหประชาชนไดมีสวนรวมในการตรวจสอบการทํางานภาครัฐและปกครองตนเอง บริหารจัดการและพัฒนาทองถิ่นใหมากขึ้น๘.๒ ปองกันและปราบปรามการทุจริตในการบริหารงานภาครัฐทุกระดับ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจและปรับปรุงบทลงโทษใหเกิดความรูสึกเกรงกลัวในการที่จะกระทําความผิดขอ ๙ ดานกฎหมาย๙.๑ ยกเลิกกฎหมายที่ไมเปนธรรมกับพี่นองประชาชนและที่เปนอุปสรรคในการทํามาหาเลี้ยงชีพและการประกอบธุรกิจของทุกภาคสวน หนา ๕๖เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ๙.๒ ปรับปรุงและแกไขกฎหมายและการบังคับใชกฎหมายที่ไมเปนธรรมกับพี่นองประชาชนโดยพัฒนากฎหมายใหเปนไปตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม คุมครองสิทธิมนุษยชน ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพและสิทธิความเทาเทียม๙.๓ ปองกันและปราบปรามยาเสพติดอยางจริงจังและตอเนื่องใหเปนรูปธรรมพรอมพัฒนากฎหมายในการกระทําความผิดใหเขมขนและผูใชกฎหมายเขมแข็งขึ้นขอ ๑๐ ดานกระบวนการยุติธรรมกระบวนการยุติธรรมจะตองรัดกุม ชัดเจน ถูกตองตรงไปตรงมาขอ ๑๑ ดานการศึกษา๑๑.๑ ยกระดับการศึกษาโดยพัฒนาในทุก ๆ ดานที่เกี่ยวของโดยมุงสงเสริมการบริหารการศึกษาโดยการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น และการปฏิรูปการศึกษาในทุกมิติ ๑๑.๒ เปดโอกาสใหการเขาถึงระบบการศึกษาอยางทั่วถึงโดยใหเรียนฟรีจนจบปริญญาตรี๑๑.๓ ยกเลิกกองทุนเงินใหกูยืมเพื่อการศึกษา และดูแลคุณภาพชีวิตของบุคลากรทางการศึกษาใหมีชีวิตความเปนอยูที่ดีขึ้น๑๑.๔ สงเสริมและพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา ใหมีคุณธรรม จริยธรรมและจิตสํานึกของความเปนมืออาชีพ๑๑.๕ พัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษยในทุกมิติ เตรียมความพรอมรองรับการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วของเทคโนโลยีและนวัตกรรม มุงสรางโอกาสใหคนไทยทุกคนเขาถึงการศึกษาและพัฒนาทักษะที่มีคุณภาพตามมาตรฐานโลกขอ ๑๒ ดานเศรษฐกิจ๑๒.๑ สนับสนุนระบบเศรษฐกิจเสรี สงเสริมใหมีการแขงขันที่เสรีและเปนธรรมมุงขจัดการผูกขาด รัฐมีบทบาทสนับสนุนและสรางสภาวะที่เอื้อใหภาคเอกชนเปนหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจใชทรัพยากรอยางมีประสิทธิภาพในการพัฒนาโครงสรางพื้นฐานดานตาง ๆ เพื่อใหเศรษฐกิจเจริญเติบโตอยางยั่งยืนและมีการกระจายอยางทั่วถึงเทาเทียม สงเสริมใหประชาชนไดนอมนําหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเปนหลักในการดํารงชีวิตและการประกอบอาชีพหนา ๕๗เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ๑๒.๒ มุงสรางเศรษฐกิจใหเติบโตเต็มศักยภาพและลดความเหลื่อมลํ้า โดยสงเสริมใหเศรษฐกิจเติบโตอยางยั่งยืนตอเนื่องมีเสถียรภาพมุงขจัดความยากจนสรางรายได รวมทั้งใหประชาชนไดรับประโยชนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยมีการกระจายทรัพยากรและรายไดอยางทั่วถึงและเปนธรรมมุงลดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจอยางจริงจัง มุงขจัดการผูกขาด สงเสริมการแขงขันที่เสรีและเปนธรรม๑๒.๓ มุงพัฒนาใหประเทศไทยเปนประเทศพัฒนาแลว โดยเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขันภาคเอกชนและของประเทศในทุกมิติ พัฒนาทรัพยากรมนุษยใหมีคุณภาพ มีทักษะและมีประสบการณในการประกอบอาชีพ มุงยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบใหไดมาตรฐานโลกสงเสริมการวิจัยและพัฒนาอยางจริงจัง สรางโครงสรางพื้นฐานและระบบโลจิสติกสอยางครอบคลุมเพียงพอเพื่อลดตนทุนและเพิ่มขีดความสามารถดานการคมนาคมขนสงใชพลังงานอยางมีประสิทธิภาพและสนับสนุนการใชพลังงานหมุนเวียนอีกทั้งพลังงานทางเลือกอยางเปนรูปธรรม พัฒนาการบริหารงานภาครัฐใหมีประสิทธิภาพมีขนาดที่เหมาะสมกับภารกิจ เพิ่มบทบาท ภาคเอกชน ใชประโยชนจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมอยางจริงจังและพัฒนาตอยอดงานวิจัยตาง ๆ เพื่อตอยอดใหเกิดเปนรูปธรรมและเกิดประโยชนกับประชาชนโดยการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อยกระดับความสามารถในการแขงขัน๑๒.๔ มุงสรางโอกาสอยางเสมอภาค ใหประชาชนสามารถดํารงชีพและพัฒนาตนเองโดยเฉพาะโอกาสในการเขาถึงความรู เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่ดินทํากิน สวัสดิการ การบริการที่มีคุณภาพจากภาครัฐ อีกทั้งการสงเสริมใหประชาชนสามารถเขาถึงแหลงทุนไดงาย โดยยกระดับกองทุนหมูบานและชุมชนเมืองใหเปนธนาคารประชาชนเพื่อใหพี่นองประชาชนเขาถึงแหลงทุนไดงายอีกทั้งเรียนรูการสรางวินัยทางการเงินดูแลสวัสดิการ๑๒.๕ มุงเพิ่มคุณคาและมูลคาใหภาคการผลิตและบริการ นําสังคมไทยเขาสูการเกษตรสมัยใหมที่ยั่งยืนและเปนมิตรกับสิ่งแวดลอม เพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพทางการเกษตรโดยการใชเทคโนโลยีและนวัตกรรม สนับสนุนใหไทยเปนศูนยกลางการผลิตอาหารโลกสรางมูลคาและเพิ่มคุณคาใหแกผลิตผลทางการเกษตรโดยสนับสนุนพัฒนาในเรื่องเกษตรอุตสาหกรรม พรอมทั้งยกระดับภาคอุตสาหกรรมใหเขาสูอุตสาหกรรมสรางสรรคที่ใชปญญาเทคโนโลยีและนวัตกรรม สงเสริมเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มมูลคาโดยพัฒนาใหเปนเกษตรกรมืออาชีพหนา ๕๘เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ๑๒.๖ ยกระดับรายไดจากการทองเที่ยวโดยการพัฒนาการทองเที่ยวในทุกมิติใหไทยเปนจุดหมายปลายทางการทองเที่ยวระดับโลก๑๒.๗ เตรียมความพรอมรองรับการเขาสูภาวะสังคมผูสูงวัยในทุกมิติ สงเสริมการดึงแรงงานสูงวัย เขาสูระบบเศรษฐกิจ สงเสริมการใชเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเพื่อบรรเทาปญหาการขาดแคลนแรงงานอีกทั้งยังเปดโอกาสใหผูสูงอายุไดมีโอกาสในการพัฒนาประเทศโดยการนําประสบการณตาง ๆ แนวความคิดตาง ๆ จากผูสูงอายุมาเปนแนวทางมีสวนพัฒนาประเทศตอไปขอ ๑๓ ดานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม๑๓.๑ มุงเนนการอนุรักษและการปฏิบัติตอสิ่งแวดลอมอยางมีคุณคาและเปนมิตรเพื่อใหเกิดการสมดุล และอยูรวมกันอยางยั่งยืนโดยเฉพาะทรัพยากรตาง ๆ ระบบนิเวศน โดยใหความรูความเขาใจปมปญหา แนวทางอนุรักษ ฟนฟู และการพัฒนาอยางเปนระบบ เปนรูปธรรมและยั่งยืนขอ ๑๔ ดานสาธารณสุข๑๔.๑ มุงพัฒนาระบบสาธารณสุขอยางตอเนื่อง คนไทยมีหลักประกันดานสุขภาพไดรับบริการที่มีคุณภาพ สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึงและยั่งยืนในทุกมิติอีกทั้งพรอมทั้งพัฒนา๑๔.๒ สนับสนุน สงเสริมแพทยทางเลือก (แพทยแผนไทย) ใหเปนรูปธรรมและใหประชาชนเขาถึงระบบแพทยทางเลือก (แพทยแผนไทย) อยางทั่วถึงในทุกมิติขอ ๑๕ ดานสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศสงเสริมการใชเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยอีกทั้งสงเสริมและพัฒนาสื่อตาง ๆใหมีคุณภาพเพื่อเปนแหลงขอมูลขาวสารที่ประชาชนสามารถเขาถึงอยางถูกตองตรงไปตรงมาขอ ๑๖ ดานสังคมและวัฒนธรรม๑๖.๑ สนับสนุน สงเสริม อนุรักษวัฒนธรรมประเพณีอันดีของไทยใหแพรหลายไปทั่วโลก๑๖.๒ ยึดหลักปฏิบัติเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริยและประชาชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ําและความไมเทาเทียมที่เกิดขึ้นในสังคม๑๖.๓ ปลูกจิตสํานึกความเปนไทยและอุดมการณประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขของชาติแกประชาชนอยางกวางขวางอยางตอเนื่อง ตามขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีและวัฒนธรรมของไทย หนา ๕๙เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ๑๖.๔ สนับสนุน สงเสริม ปกปอง ทะนุบํารุงศาสนาที่ประชาชนเลื่อมใสศรัทธาใหมีเอกภาพ ในการประพฤติ ปฏิบัติเลื่อมใส ศรัทธา ดวยความบริสุทธิ์และใหสถาบันทางศาสนามีสวนรวมในการพัฒนาประเทศไดอยางถูกตองและเทาเทียมขอ ๑๗ ดานอื่น ๆ๑๗.๑ สรางความสัมพันธที่ดีกับประเทศเพื่อนบานและมิตรประเทศอื่น ๆ ปกปองผลประโยชนของประเทศและคนไทย รวมทั้งเพิ่มพูนบทบาทที่สรางสรรคและโดดเดนของไทยในเวทีโลก๑๗.๒ ปราบปรามยาเสพติดใหหมดไปอยางมีประสิทธิภาพใหเปนรูปธรรมและแกกฎหมายใหมีบทลงโทษสูงขึ้น หมวด ๔สวนที่ ๑โครงสรางการบริหารพรรคขอ ๑๘ โครงสรางการบริหารพรรครวมพลังประชาชน ประกอบดวย(๑) คณะกรรมการบริหารพรรค(๒) คณะกรรมการสาขา(๓) ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดสวนที่ ๒ขอ ๑๙ คณะกรรมการบริหารมีจํานวนไมนอยกวา ๙ คน ประกอบไปดวย(๑) หัวหนาพรรค(๒) เลขาธิการพรรค(๓) รองเลขาธิการพรรค(๔) เหรัญญิกพรรค(๕) นายทะเบียนสมาชิกพรรค(๖) ผูชวยนายทะเบียนพรรค(๗) โฆษกพรรค(๘) ผูอํานวยการพรรค(๙) กรรมการบริหารพรรค หนา ๖๐เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ขอ ๒๐ การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคใหดําเนินการในที่ประชุมใหญพรรคโดยการลงคะแนนลับ ใหที่ประชุมใหญเลือกตั้งตําแหนงคณะกรรมการบริหารพรรคจนครบและมีจํานวนไมนอยกวาตามที่กําหนดในขอ ๑๙ ในการเสนอชื่อผูเขารับการเลือกตั้งเปนกรรมการบริหารพรรคในแตละตําแหนงตองมีผูเขารวมประชุมรับรองไมนอยกวากึ่งหนึ่งของกรรมการที่มีทั้งหมดและผูที่ไดรับการเสนอชื่อควรอยูในที่ประชุมในกรณีบุคคลตามวรรคสามไดรับการเสนอชื่อเปนกรรมการบริหารพรรคตองไดรับความยินยอมจากบุคคลนั้นและหากผูไดรับการเสนอชื่อไมอยูในที่ประชุมใหมีหนังสือยินยอมการดํารงตําแหนงขอ ๒๑ กรรมการบริหารตองเปนสมาชิกพรรค อายุไมต่ํากวายี่สิบป มีวาระการดํารงตําแหนงคราวละสี่ปนับแตวันที่ไดรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรค หรือนับแตวันที่ที่ประชุมใหญพรรคเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม แลวแตกรณี กรรมการบริหารพรรคตองไมเปนกรรมการสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดในขณะเดียวกันขอ ๒๒ ในระหวางการดํารงตําแหนงประธานสภาผูแทนราษฎร และรองประธานสภาผูแทนราษฎรจะเปนกรรมการบริหารพรรคหรือดํารงตําแหนงใดในพรรคขณะเดียวกันมิไดขอ ๒๓ ความเปนกรรมการบริหารพรรคการเมืองสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ(๑) ตาย(๒) ลาออก โดยถือวามีผลสมบูรณเมื่อพรรคหรือหัวหนาพรรคไดรับหนังสือ(๓) ขาดจากสมาชิกภาพ(๔) อื่น ๆ ตามที่กฎหมายหรือขอบังคับพรรคกําหนดเมื่อตําแหนงกรรมการบริหารพรรควางลงตามวรรคหนึ่งใหหัวหนาพรรคแตงตั้งกรรมการบริหารคนใดคนหนึ่งที่เหมาะสมเขารักษาการแทน จนกวาจะมีการประชุมใหญเพื่อเลือกตั้งแทนตําแหนงที่วางซึ่งตองกระทําภายในเกาสิบวันนับตั้งแตวันที่ตําแหนงวางลงกรณีการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคแทนตําแหนงที่วางหรือการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคเพิ่มเติมใหผูไดรับเลือกตั้งแทนตําแหนงที่วางหรือเลือกตั้งเพิ่มเติมนั้นอยูในตําแหนงไดเพียงเทาวาระที่เหลืออยูของคณะกรรมการบริหารพรรค หนา ๖๑เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ขอ ๒๔ กรรมการบริหารพรรคพนจากตําแหนงทั้งคณะ เมื่อ(๑) ครบวาระการดํารงตําแหนงตามขอบังคับ(๒) ความเปนกรรมการบริหารของหัวหนาพรรคสิ้นสุดลงตามขอ ๒๓(๓) กรรมการบริหารพรรควางลงเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดตามขอ ๑๙ในกรณีเมื่อคณะกรรมการบริหารทั้งคณะพนจากตําแหนงตาม (๑) ใหกรรมการบริหารพรรคที่เหลืออยูปฏิบัติหนาที่ตอไป และใหเลือกตั้งกรรมการบริหารชุดใหมภายในหกสิบวันนับแตวันที่ครบวาระการดํารงตําแหนงในกรณีกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะพนจากตําแหนงตาม (๒) และ (๓) ใหกรรมการบริหารพรรคที่เหลืออยูปฏิบัติหนาที่ตอไป ใหเลขาธิการพรรครักษาการแทนหัวหนาพรรค ถาไมมีเลขาธิการพรรคใหกรรมการบริหารพรรคที่เหลืออยูประชุมเลือกกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งรักษาการแทน และใหเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหมภายในหกสิบวันนับแตวันที่กรรมการบริหารพรรคการเมืองพนจากตําแหนงทั้งคณะในกรณีกรรมการบริหารพรรคพนจากสมาชิกพรรคทั้งหมด ใหถือวาเปนเหตุใหเลิกพรรคขอ ๒๕ คณะกรรมการบริหารพรรคมีหนาที่และอํานาจ ดังตอไปนี้(๑) ดําเนินกิจกรรมของพรรคใหเปนไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นโยบายพรรคขอบังคับพรรค และมติของที่ประชุมใหญพรรค รวมตลอดทั้งระเบียบ ประกาศ และคําสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(๒) ควบคุมและกํากับดูแลมิใหสมาชิกพรรคหรือผูดํารงตําแหนงในพรรค กระทําการในลักษณะที่อาจทําใหการเลือกตั้งหรือการเลือกมิไดเปนไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ไมชอบดวยกฎหมายหรืออาจเปนคุณหรือเปนโทษแกบุคคลใดซึ่งสมัครเขารับเลือกเปนสมาชิกวุฒิสภา ไมวาโดยทางตรงหรือทางออม (๓) ใหความเห็นชอบในการจัดทําแผนหรือโครงการที่จะดําเนินกิจกรรมตามที่กําหนดไวในกฎหมายพรรคการเมือง หนา ๖๒เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ (๔) ดําเนินการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งของพรรคใหเปนไปตามที่กําหนดไวในกฎหมายพรรคการเมือง (๕) บริหารการเงิน ทรัพยสิน และประโยชนอื่นใดของพรรคและสาขาพรรคตลอดจนจัดทําบัญชีตามที่กําหนดไวในกฎหมายพรรคการเมืองใหถูกตองตามความเปนจริง(๖) ตรวจสอบและควบคุมมิใหมีการนําเงินหรือทรัพยสินของพรรคไปใชจายเพื่อการอื่นใดนอกจากที่กําหนดไวในกฎหมายพรรคการเมือง(๗) กรณีพรรคสิ้นสภาพความเปนพรรคการเมือง หรือยุบพรรคยังคงตองปฏิบัติหนาที่อยูจนกวาการชําระบัญชีจะแลวเสร็จ แตจะดําเนินกิจกรรมทางการเมืองในนามพรรคที่สิ้นสภาพความเปนพรรคการเมืองหรือยุบพรรคมิได(๘) ออกกฎระเบียบและจัดตั้งหนวยงานตาง ๆ เพื่อปฏิบัติงานใหเปนไปตามนโยบายพรรคและขอบังคับพรรค(๙) ควบคุมไมใหพรรค และผูซึ่งพรรคสงเขาสมัครรับเลือกตั้งใชเกินวงเงินตามที่กฎหมายกําหนด (๑๐) เลิกพรรค สาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด(๑๑) กําหนดใหมีการประชุมใหญพรรคอยางนอยปละหนึ่งครั้งและรายงานกิจการดานตาง ๆ ตอที่ประชุมใหญพรรค(๑๒) แตงตั้งและถอดถอนผูปฏิบัติงานในกิจการตาง ๆ ของพรรคและคณะทํางานเฉพาะกิจทั้งในสวนกลางและภูมิภาคขอ ๒๖ กรรมการบริหารพรรคแตละตําแหนงมีหนาที่และอํานาจ ดังนี้(๑) หัวหนาพรรค มีหนาที่และอํานาจ ดังตอไปนี้(ก) เปนประธานของคณะกรรมการบริหารพรรค และเปนผูเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคตลอดจนดําเนินการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค(ข) เปนผูเรียกประชุมใหญของพรรคตามความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรคและเปนประธานของที่ประชุมใหญพรรค ตลอดจนดําเนินการประชุมใหญพรรคหนา ๖๓เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ (ค) เปนผูเรียกประชุมรวมระหวางคณะกรรมการบริหารพรรคกับสมาชิกสภาผูแทนราษฎรของพรรค และเปนประธานของที่ประชุมตลอดจนเปนผูดําเนินการประชุมดังกลาว(ง) เปนผูลงนามประกาศ กฎระเบียบ มติของพรรค และคําสั่งพรรค(จ) ในกรณีที่มีความจําเปนในการดําเนินการทางการเมือง ใหมีอํานาจปฏิบัติการในนามของพรรคไดโดยความเห็นชอบของกรรมการบริหารพรรคไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนคณะกรรมการบริหารพรรคเทาที่มีอยูในขณะนั้น และใหถือวาการดําเนินการนั้นเปนมติพรรค(ฉ) เปนผูแตงตั้งและถอดถอนคณะทํางานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรค (ช) อํานาจอื่น ๆ ตามที่กําหนดไวในกฎหมายและขอบังคับพรรค(๒) เลขาธิการพรรค มีหนาที่และอํานาจดังตอไปนี้(ก) เปนผูตรวจสอบและกํากับดูแลกิจการทั้งปวงของพรรคตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย และใหรับผิดชอบโดยตรงจากหัวหนาพรรค หรือรองหัวหนาพรรค ในกิจการที่หัวหนาพรรคมอบหมายใหปฏิบัติ(ข) เปนผูเสนอรายงานตอคณะกรรมการบริหารพรรค ที่ประชุมรวมคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผูแทนราษฎรของพรรค และตอที่ประชุมใหญพรรค(ค) เปนเลขานุการของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ที่ประชุมรวมคณะกรรมการบริหารพรรค คณะที่ปรึกษาพรรค และสมาชิกสภาผูแทนราษฎรของพรรค และที่ประชุมใหญพรรค(ง) เปนผูกํากับดูแลการบริหารงานของสํานักงานใหญพรรค(๓) รองเลขาธิการพรรค มีหนาที่และอํานาจตามที่เลขาธิการพรรค หรือคณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย(๔) เหรัญญิกพรรค มีหนาที่ในการควบคุมรายรับ - รายจายเงิน บัญชีทรัพยสินหนี้สิน และงบการเงินของพรรค ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกําหนด(๕) นายทะเบียนสมาชิกพรรค มีหนาที่และอํานาจเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะตองหามของผูสมัครเขาเปนสมาชิกพรรค และจัดทําทะเบียนสมาชิกพรรคใหตรงตามความเปนจริงและตองใหสมาชิกพรรคตรวจดูไดโดยสะดวก ณ สํานักงานใหญของพรรค รวมทั้งหนา ๖๔เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ประกาศชื่อและนามสกุลของสมาชิกพรรคใหประชาชนทราบเปนการทั่วไปดวย เพื่อประโยชนในการตรวจสอบความถูกตอง (๖) ผูชวยนายทะเบียนสมาชิกพรรค มีหนาที่และอํานาจตามที่นายทะเบียนสมาชิกพรรคหรือคณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย(๗) โฆษกพรรค มีหนาที่และอํานาจ ดังตอไปนี้(ก) แถลงมติที่ประชุมของพรรค และแถลงกิจการตาง ๆ ของพรรค(ข) ประชาสัมพันธงานของพรรคตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย(๘) ผูอํานวยการพรรค มีหนาที่และอํานาจเกี่ยวกับงานทั่ว ๆ ไปของพรรค(๙) กรรมการบริหารพรรค มีหนาที่และอํานาจตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย สวนที่ ๓สาขาพรรคการเมืองขอ ๒๗ ภายในหนึ่งปนับแตวันที่นายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดทะเบียนจัดตั้งพรรคตองดําเนินการใหมีสาขาพรรคในแตละภาคตามบัญชีรายชื่อภาคและจังหวัดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนดอยางนอยภาคละหนึ่งสาขา โดยสาขาพรรคแตละสาขาตองมีสมาชิกพรรคที่มีภูมิลําเนาในจังหวัดตั้งแตหารอยคนขึ้นไปขอ ๒๘ จังหวัดใดที่มีสมาชิกพรรคที่มีภูมิลําเนาอยูในจังหวัดนั้นตั้งแตหารอยคนขึ้นไปสมาชิกพรรคอาจจัดประชุมเพื่อดําเนินการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองตามประกาศนายทะเบียนพรรคการเมืองเกี่ยวกับการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและการแตงตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบของสาขาพรรคการเมืองตองไมมีตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดอยูในจังหวัดนั้นขอ ๒๙ คณะกรรมการสาขาพรรคใหมีจํานวนไมนอยกวาเจ็ดคน ประกอบดวย(๑) หัวหนาสาขาพรรค(๒) รองหัวหนาสาขาพรรค(๓) เลขานุการสาขาพรรค หนา ๖๕เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ (๔) รองเลขานุการสาขาพรรค(๕) เหรัญญิกสาขาพรรค(๖) นายทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค(๗) โฆษกสาขาพรรคขอ ๓๐ กรรมการสาขาพรรคตองเปนสมาชิกพรรค มีอายุไมต่ํากวายี่สิบป มีวาระการดํารงตําแหนงคราวละสี่ปนับแตวันที่หัวหนาพรรคประกาศจัดตั้งสาขาพรรค หรือประกาศแตงตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหม แลวแตกรณีกรรมการสาขาพรรคตองไมเปนกรรมการบริหารพรรคในขณะเดียวกันขอ ๓๑ การเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคใหดําเนินการในที่ประชุมจัดตั้งสาขาพรรคหรือที่ประชุมใหญสาขาพรรค แลวแตกรณีใหที่ประชุมจัดตั้งสาขาพรรคหรือที่ประชุมใหญสาขาพรรคเลือกตั้งตําแหนงคณะกรรมการสาขาพรรคจนครบ และมีจํานวนไมนอยกวาตามที่กําหนดในขอ ๒๙ในการเสนอชื่อผูเขารับการเลือกตั้งเปนกรรมการสาขาพรรคแตละตําแหนงตองมีผูเขารวมประชุมรับรองไมนอยกวา ๒๐ คน และผูที่ไดรับการเสนอชื่อควรอยูในที่ประชุมในกรณีบุคคลตามวรรคสามไดรับการเสนอชื่อเปนกรรมการสาขาพรรคตองไดรับความยินยอมจากบุคคลนั้น และหากผูไดรับการเสนอชื่อไมอยูในที่ประชุมใหมีหนังสือยินยอมการดํารงตําแหนงขอ ๓๒ คณะกรรมการสาขาพรรค มีหนาที่และอํานาจ ดังนี้(๑) ดําเนินกิจกรรมของพรรคใหเปนไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นโยบายพรรคขอบังคับพรรคและมติของที่ประชุมใหญพรรค รวมตลอดทั้งระเบียบ ประกาศ และคําสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(๒) สงเสริมใหสมาชิกและประชาชนมีความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข การใชสิทธิและเสรีภาพอยางมีเหตุผลและมีความรับผิดชอบตอสังคม และความรูเกี่ยวกับหนาที่ของปวงชนชาวไทย(๓) รวมกับประชาชนในการหาแนวทางการพัฒนาประเทศ และการแกไขปญหาตาง ๆที่เกิดขึ้นในสังคมอยางมีเหตุผลโดยคํานึงถึงความสมดุลระหวางการพัฒนาดานวัตถุกับการพัฒนาดานจิตใจและความอยูเย็นเปนสุขของประชาชนประกอบกันหนา ๖๖เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ (๔) สงเสริมการมีสวนรวมของประชาชนในการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองรวมตลอดทั้งการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐและการดําเนินงานขององคกรอิสระอยางมีเหตุผล(๕) สงเสริมใหสมาชิกและประชาชนมีความสามัคคีปรองดอง รูจักยอมรับในความเห็นทางการเมือง โดยสุจริตที่แตกตาง และแกไขปญหาความขัดแยงทางการเมืองโดยสันติวิธีเพื่อประโยชนสุขของประเทศชาติ และประชาชน(๖) กิจกรรมอื่นอันจะยังประโยชนตอการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รวมทั้งการพัฒนาพรรคใหเปนสถาบันทางการเมืองของประชาชน ทั้งนี้ ตามที่ไดรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(๗) การจัดประชุมสมาชิกพรรคการเมืองเพื่อรับฟงความคิดเห็น การสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร(๘) การใหความเห็นเกี่ยวกับการกําหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ใชในการประกาศโฆษณาหาเสียง (๙) รับฟงความคิดเห็นจากสมาชิกพรรคการเมือง เพื่อเสนอใหพรรคการเมืองไปดําเนินการในสวนที่เกี่ยวของขอ ๓๓ กรรมการสาขาพรรคแตละตําแหนงมีหนาที่และอํานาจ ดังตอไปนี้(๑) หัวหนาสาขาพรรค มีอํานาจและหนาที่ ดังนี้(ก) จัดใหมีบัญชีรับและจายเงินของสาขาพรรค(ข) จัดทําบัญชีรายชื่อพรอมที่อยูของสมาชิกพรรคที่มีภูมิลําเนาในเขตจังหวัดซึ่งเปนที่ตั้งของสาขาพรรค(ค) เปนผูแทนของสาขาพรรคและเปนผูรับผิดชอบในกิจกรรมทั้งปวงของสาขาพรรค(ง) เปนประธานของคณะกรรมการสาขาพรรค เรียกประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคและเปนประธานการประชุม(จ) เรียกประชุมใหญสาขาพรรค และเปนประธานของที่ประชุม ตลอดจนดําเนินการประชุม หนา ๖๗เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ (ฉ) มีสิทธิยับยั้งมติคณะกรรมการสาขาพรรค หรือคณะกรรมการอื่น ๆที่คณะกรรมการสาขาพรรคจัดตั้งขึ้น เพื่อขอใหมีการทบทวนมติในกรณีที่มีความจําเปน แตทั้งนี้ตองไมเกินสามวันซึ่งหากพนกําหนดดังกลาวใหถือวามติของที่ประชุมนั้นมีผลใชบังคับ(ช) ในกรณีที่มีความจําเปนในการดําเนินการทางการเมือง ใหมีอํานาจปฏิบัติการในนามของสาขาพรรคได โดยความเห็นชอบของกรรมการสาขาพรรคไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนคณะกรรมการสาขาพรรคเทาที่มีอยูในขณะนั้น และใหถือวาการดําเนินการนั้นเปนมติของสาขาพรรค(ซ) อํานาจอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกําหนด(๒) รองหัวหนาสาขาพรรค มีอํานาจหนาที่ความรับผิดชอบตามที่หัวหนาสาขาพรรคมอบหมาย (๓) เลขานุการสาขาพรรค มีอํานาจหนาที่รับผิดชอบ(ก) ตรวจสอบและกํากับดูแลกิจการทั้งปวงของสาขาพรรคตามที่คณะกรรมการสาขาพรรคมอบหมาย และใหรับผิดชอบโดยตรงจากหัวหนาสาขาพรรคในกิจการที่หัวหนาสาขาพรรคมอบหมายใหปฏิบัติ (ข) เสนอรายงานตอที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรค และที่ประชุมใหญสาขาพรรค (ค) เปนเลขานุการของที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรค และที่ประชุมใหญสาขาพรรค (ง) กํากับดูแลการบริหารงานของสํานักงานสาขาพรรค(๔) รองเลขานุการสาขาพรรค มีอํานาจหนาที่รับผิดชอบตามที่เลขานุการสาขาพรรคหรือคณะกรรมการสาขาพรรคมอบหมาย(๕) เหรัญญิกสาขาพรรค มีอํานาจหนาที่รับผิดชอบในการควบคุมรายรับ - รายจายบัญชี ทรัพยสิน หนี้สิน และงบการเงินของสาขาพรรคตามที่คณะกรรมการสาขาพรรคกําหนด(๖) นายทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค มีอํานาจรับผิดชอบทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค(๗) โฆษกสาขาพรรค มีอํานาจหนาที่รับผิดชอบ(ก) แถลงมติที่ประชุมและกิจการตาง ๆ ของสาขาพรรค(ข) ประชาสัมพันธงานของสาขาพรรคตามที่คณะกรรมการสาขาพรรคมอบหมายหนา ๖๘เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ขอ ๓๔ ความเปนกรรมการสาขาพรรคสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ(๑) ตาย(๒) ลาออก โดยใหถือวามีผลสมบูรณเมื่อพรรคหรือหัวหนาพรรคไดรับหนังสือ(๓) ขาดจากสมาชิกภาพ(๔) อื่น ๆ ตามที่กฎหมายหรือขอบังคับพรรคกําหนดเมื่อตําแหนงกรรมการสาขาพรรควางลงตามวรรคหนึ่ง ใหหัวหนาสาขาพรรคแตงตั้งกรรมการสาขาพรรคคนใดคนหนึ่งที่เหมาะสมเขารักษาการแทน จนกวาจะมีการประชุมเลือกตั้งแทนตําแหนงที่วางซึ่งตองกระทําภายในเกาสิบวันนับแตวันที่ตําแหนงวางลงหากตําแหนงหัวหนาสาขาพรรควางลงตามวรรคหนึ่ง ใหรองหัวหนาสาขาพรรคลําดับตนรักษาการแทน ถาไมมีรองหัวหนาสาขาพรรค ใหคณะกรรมการสาขาพรรคที่เหลืออยูเลือกกรรมการสาขาพรรคคนใดคนหนึ่งรักษาการแทน และใหมีอํานาจเรียกประชุมใหญสาขาเพื่อเลือกตั้งหัวหนาสาขาพรรคแทนตําแหนงที่วางภายในเกาสิบวันนับแตวันที่ตําแหนงวางลงกรณีการเลือกตั้งกรรมการสาขาพรรคแทนตําแหนงที่วางหรือการเลือกตั้งกรรมการสาขาพรรคเพิ่มเติมใหผูไดรับเลือกตั้งแทนตําแหนงที่วางหรือเลือกตั้งเพิ่มเติมนั้น อยูในตําแหนงไดเพียงเทาวาระที่เหลืออยูของคณะกรรมการสาขาพรรคขอ ๓๕ กรรมการสาขาพรรคพนจากตําแหนงทั้งคณะ เมื่อ(๑) ครบวาระการดํารงตําแหนงตามขอบังคับพรรค(๒) กรรมการสาขาพรรควางลงเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการสาขาพรรคทั้งหมดตามขอ ๒๙ในกรณีกรรมการสาขาพรรคทั้งคณะพนจากตําแหนงตาม (๑) ใหกรรมการสาขาพรรคที่เหลืออยูปฏิบัติหนาที่ตอไป และใหประชุมใหญสาขาพรรคเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหมภายในหกสิบวันนับแตวันที่ครบวาระการดํารงตําแหนงในกรณีกรรมการสาขาพรรคทั้งคณะพนจากตําแหนงตาม (๒) ใหกรรมการสาขาพรรคที่เหลืออยูปฏิบัติหนาที่ตอไป และใหดําเนินการจัดประชุมใหญสาขาพรรคเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหมภายในหกสิบวันนับแตวันที่กรรมการสาขาพรรควางลงทั้งคณะหนา ๖๙เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ในกรณีที่ไมมีกรรมการสาขาพรรคเหลืออยู หรือมีแตไมยินยอมดําเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหม คณะกรรมการบริหารพรรคจะดําเนินการเองหรือจะมอบหมายใหสมาชิกสาขาพรรคจํานวนหนึ่งดําเนินการแทนก็ไดขอ ๓๖ เมื่อดําเนินการจัดตั้งสาขาพรรคครบตามที่กําหนดในมาตรา ๓๓ แหงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐ แลว หากตอมาภายหลังมีสาขาพรรคไมครบตามมาตรา ๓๓ ใหดําเนินการจัดตั้งสาขาพรรคใหครบตามมาตรา ๓๓ ภายในหกสิบวันนับแตวันที่สาขาพรรค มีจํานวนไมครบตามมาตรา ๓๓ สวนที่ ๔ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดขอ ๓๗ ในจังหวัดที่มิไดเปนที่ตั้งสาขาพรรคการเมือง ถาพรรคการเมืองนั้นมีสมาชิกซึ่งมีภูมิลําเนาอยูในจังหวัดนั้นเกินหนึ่งรอยคน พรรคการเมืองนั้นอาจแตงตั้งสมาชิกซึ่งมีภูมิลําเนาอยูในจังหวัดนั้น ซึ่งมาจากการเลือกของสมาชิกดังกลาวใหเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดไดตามจํานวนที่เห็นสมควร เพื่อดําเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองในจังหวัดนั้นการแตงตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดใหเปนไปตามประกาศนายทะเบียนพรรคการเมืองเกี่ยวกับการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและการแตงตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดขอ ๓๘ ใหตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด มีจํานวนไมนอยกวา ๑ คนขอ ๓๙ ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดตองเปนสมาชิกพรรค มีอายุไมต่ํากวายี่สิบปมีวาระการดํารงตําแหนงคราวละสี่ปนับแตวันที่มีประกาศแตงตั้งเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดตองไมเปนกรรมการบริหารพรรคในขณะเดียวกันขอ ๔๐ การแตงตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดใหดําเนินการในที่ประชุมของสมาชิกพรรคในจังหวัดนั้นไมนอยกวาหาสิบคนในการเสนอชื่อผูเขารับการเสนอชื่อเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด ตองมีผูเขารวมประชุมรับรองไมนอยกวา ๒๐ คน และผูที่ไดรับการเสนอชื่อควรอยูในที่ประชุมบุคคลตามวรรคหนึ่งไดรับการเสนอชื่อเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดตองไดรับความยินยอมจากบุคคลนั้น และหากผูไดรับการเสนอชื่อไมอยูในที่ประชุมใหมีหนังสือยินยอมการดํารงตําแหนงหนา ๗๐เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ขอ ๔๑ ความเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดสิ้นสุดลง เมื่อ(๑) ครบวาระการดํารงตําแหนงตามขอบังคับพรรค(๒) ตาย(๓) ลาออก โดยใหถือวามีผลสมบูรณเมื่อพรรคหรือหัวหนาพรรคไดรับหนังสือ(๔) ขาดจากสมาชิกภาพ(๕) หัวหนาพรรคโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรคสั่งใหพนจากการเปนตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด(๖) อื่น ๆ ตามที่กฎหมายหรือขอบังคับพรรคกําหนดในกรณีตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดพนจากตําแหนงตาม (๑) ใหตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดที่เหลืออยูปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวาจะมีการแตงตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดขึ้นใหมและใหจัดประชุมสมาชิกเพื่อดําเนินการแตงตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดภายในหกสิบวันนับแตวันที่ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดครบวาระการดํารงตําแหนง หากตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดวางลงตาม (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดที่เหลืออยูอาจเรียกประชุมสมาชิกเพื่อดําเนินการแตงตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดแทนตําแหนงที่วางหรือเลือกเพิ่มเติมก็ได ทั้งนี้ ใหอยูในตําแหนงไดเพียงเทาวาระที่เหลืออยูของตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดที่แตงตั้งขึ้นกอนการเลือกแทนตําแหนงที่วางหรือเลือกเพิ่มเติมในกรณีที่ไมมีตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดเหลืออยูปฏิบัติหนาที่ตาม (๒) (๓) (๔) (๕)และ (๖) ใหถือวาตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดดังกลาวสิ้นสภาพไปขอ ๔๒ ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด มีหนาที่และอํานาจ ดังนี้(๑) ดําเนินกิจกรรมของพรรคใหเปนไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นโยบายพรรคขอบังคับพรรค และมติของที่ประชุมใหญพรรค รวมตลอดทั้งระเบียบ ประกาศ และคําสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(๒) สงเสริมใหสมาชิกและประชาชนมีความรูความเขาใจที่ถูกตองเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข การใชสิทธิและเสรีภาพอยางมีเหตุผล และมีความรับผิดชอบตอสังคม และความรูเกี่ยวกับหนาที่ของปวงชนชาวไทยหนา ๗๑เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ (๓) รวมกับประชาชนในการหาแนวทางการพัฒนาประเทศ และการแกไขปญหาตาง ๆที่เกิดขึ้นในสังคมอยางมีเหตุผลโดยคํานึงถึงความสมดุลระหวางการพัฒนาดานวัตถุกับการพัฒนาดานจิตใจและความอยูเย็นเปนสุขของประชาชนประกอบกัน(๔) สงเสริมการมีสวนรวมของประชาชนในการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองรวมตลอดทั้งการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐและการดําเนินงานขององคกรอิสระอยางมีเหตุผล(๕) สงเสริมใหสมาชิกและประชาชนมีความสามัคคีปรองดอง รูจักยอมรับในความเห็นทางการเมืองโดยสุจริตที่แตกตาง และแกไขปญหาความขัดแยงทางการเมืองโดยสันติวิธีเพื่อประโยชนสุขของประเทศชาติและประชาชน(๖) กิจกรรมอื่นอันจะยังประโยชนตอการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รวมทั้งการพัฒนาพรรคใหเปนสถาบันทางการเมืองของประชาชน ทั้งนี้ ตามที่ไดรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(๗) การจัดประชุมสมาชิกพรรคการเมืองเพื่อรับฟงความคิดเห็นการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร(๘) การใหความเห็นเกี่ยวกับการกําหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ใชในการประกาศโฆษณาหาเสียง (๙) รับฟงความคิดเห็นจากสมาชิกพรรคการเมือง เพื่อเสนอใหพรรคการเมืองไปดําเนินการในสวนที่เกี่ยวของ หมวด ๕การบริหารจัดการสาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดขอ ๔๓ การบริหารจัดการสาขาพรรค(๑) ใหมีการรับสมัครสมาชิกพรรค(๒) ใหมีการจัดทําทะเบียนสมาชิกพรรคในพื้นที่ที่รับผิดชอบของสาขาพรรค(๓) ประกาศชื่อและนามสกุลของสมาชิกพรรคใหประชาชนทราบเปนการทั่วไป(๔) จัดใหมีบัญชีรับและจายเงินของสาขาพรรคขอ ๔๔ การบริหารจัดการตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดหนา ๗๒เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ (๑) ใหมีการรับสมัครสมาชิกพรรค(๒) ใหมีการจัดทําทะเบียนสมาชิกพรรคในพื้นที่ที่รับผิดชอบของตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด (๓) ประกาศชื่อและนามสกุลของสมาชิกพรรคใหประชาชนทราบเปนการทั่วไป(๔) จัดใหมีบัญชีรับและจายเงินของตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดหมวด ๖การประชุมสวนที่ ๑การประชุมใหญพรรคขอ ๔๕ พรรคการเมืองตองจัดใหมีการประชุมใหญสามัญของพรรคอยางนอยปละหนึ่งครั้งขอ ๔๖ สมาชิกซึ่งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสี่ของจํานวนสมาชิกซึ่งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร หรือกรรมการบริหารพรรคจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสามของจํานวนกรรมการบริหารพรรค หรือสมาชิกจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยูของพรรคหรือไมนอยกวาสองรอยหาสิบคนแลวแตจํานวนใดจะนอยกวา มีสิทธิเขาชื่อกันยื่นคํารองขอตอหัวหนาพรรคใหจัดการประชุมใหญวิสามัญของพรรคไดในกรณีตามวรรคหนึ่งคณะกรรมการบริหารพรรคตองจัดใหมีการประชุมใหญวิสามัญของพรรคภายในหกสิบวันนับแตวันที่ไดรับหนังสือจากสมาชิกซึ่งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือกรรมการบริหารพรรค หรือสมาชิกพรรค แลวแตกรณีขอ ๔๗ องคประชุมของที่ประชุมใหญพรรค ประกอบดวย(๑) กรรมการบริหารพรรคไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด(๒) ผูแทนของสาขาพรรคไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสาขาพรรค ซึ่งในจํานวนนี้จะตองประกอบดวยผูแทนของสาขาพรรคไมนอยกวาสองสาขาซึ่งมาจากตางภาคกัน(๓) ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดไมนอยกวากึ่งหนึ่งของตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด (๔) สมาชิกพรรค หนา ๗๓เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ขอ ๔๘ องคประชุมใหญของพรรคตามขอ ๔๗ ตองมีรวมกันทั้งหมดไมนอยกวาสองรอยหาสิบคนการลงมติใหถือเสียงขางมากของที่ประชุม ในกรณีที่มีเสียงเทากันใหประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเปนเสียงชี้ขาดขอ ๔๙ ใหหัวหนาพรรคเปนประธานในที่ประชุมใหญพรรค ถาหัวหนาพรรคไมมาประชุมใหเลขาธิการพรรคทําหนาที่แทน ถาเลขาธิการพรรคไมมาประชุม ใหที่ประชุมใหญเลือกกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งเปนประธาน และใหรองเลขาธิการพรรคเปนเลขานุการที่ประชุม แตถารองเลขาธิการพรรคไมมาประชุมหรือไมอาจปฏิบัติหนาที่ได ใหที่ประชุมใหญเลือกกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งทําหนาที่แทนในกรณีที่กรรมการบริหารพรรคเหลือเพียงหนึ่งคนใหเปนประธานในที่ประชุมใหญและใหเลือกสมาชิกพรรคที่เขารวมประชุมเปนเลขานุการที่ประชุมขอ ๕๐ การดําเนินกิจการดังตอไปนี้ ใหกระทําโดยที่ประชุมใหญของพรรค(๑) การแกไขเปลี่ยนแปลงคําประกาศอุดมการณทางการเมืองของพรรคหรือนโยบายของพรรค(๒) การแกไขเปลี่ยนแปลงขอบังคับพรรค(๓) การเลือกตั้งหัวหนาพรรค เลขาธิการพรรค เหรัญญิกพรรค นายทะเบียนสมาชิกพรรคและกรรมการบริหารพรรค(๔) การเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งของพรรค(๕) ใหความเห็นชอบรายงานการเงินและการดําเนินกิจการของพรรคที่ไดดําเนินการไปในรอบปที่ผานมา(๖) กิจการที่เสนอโดยคณะกรรมการบริหารพรรคหรือหัวหนาสาขาพรรค(๗) กิจการอื่นตามที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมืองกฎหมายหรือขอบังคับพรรค การลงมติในที่ประชุมใหญใหกระทําโดยเปดเผย แตการลงมติเลือกบุคคลตาม (๓) และ (๔) ใหลงคะแนนลับ หนา ๗๔เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ขอ ๕๑ คําบอกกลาวเรียกประชุมใหญทุกคราวใหหัวหนาพรรคแจงกําหนดการประชุมใหกรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด สมาชิกพรรคทราบลวงหนาไมนอยกวาเจ็ดวัน โดยใหระบุวัน เวลา สถานที่ และระเบียบวาระการประชุมดวยสวนที่ ๒การประชุมใหญสาขาพรรคขอ ๕๒ หัวหนาสาขาพรรคตองจัดใหมีการประชุมใหญสามัญสาขาพรรคอยางนอยปละหนึ่งครั้งขอ ๕๓ องคประชุมของที่ประชุมใหญสาขาพรรค ประกอบดวย(๑) กรรมการสาขาพรรคไมนอยกวากึ่งหนึ่งของกรรมการสาขาพรรคทั้งหมด(๒) สมาชิกสาขาพรรคขอ ๕๔ องคประชุมใหญของสาขาพรรคตามขอ ๕๓ ตองมีรวมกันทั้งหมดไมนอยกวาหนึ่งรอยคนการลงมติใหถือเสียงขางมากของสมาชิกพรรคที่มารวมประชุม กรณีที่มีเสียงเทากันใหประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเปนเสียงชี้ขาดขอ ๕๕ ใหหัวหนาสาขาพรรคเปนประธานในที่ประชุมใหญสาขาพรรค ถาหัวหนาสาขาพรรคไมมาประชุม ใหรองหัวหนาสาขาพรรคทําหนาที่แทน ถารองหัวหนาสาขาพรรคไมมาหรือไมอยูในที่ประชุมใหคณะกรรมการสาขาพรรคที่มาประชุมเลือกกรรมการสาขาพรรคคนใดคนหนึ่งเปนประธานที่ประชุมและใหเลขานุการสาขาพรรคทําหนาที่เปนเลขานุการในที่ประชุมในกรณีที่กรรมการสาขาพรรคเหลือเพียงหนึ่งคนใหเปนประธานในที่ประชุมใหญสาขาพรรคและใหเลือกสมาชิกสาขาพรรคที่เขารวมประชุมเปนเลขานุการที่ประชุมขอ ๕๖ กิจการดังตอไปนี้ใหกระทําโดยที่ประชุมใหญสาขาพรรค(๑) กิจการตามที่บัญญัติไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมืองหรือกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวของ หรือระเบียบ หรือประกาศของคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือประกาศของนายทะเบียนพรรคการเมือง(๒) เลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคหรือกรรมการสาขาพรรคขอ ๕๗ คําบอกกลาวเรียกประชุมใหญสาขาพรรคใหหัวหนาสาขาพรรค แจงกําหนดการประชุมใหกรรมการสาขาพรรค สมาชิกพรรคซึ่งมีภูมิลําเนาอยูในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบของสาขาพรรคนั้นหนา ๗๕เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ทราบลวงหนาไมนอยกวาเจ็ดวัน โดยใหระบุ วัน เวลา และสถานที่ประชุมและระเบียบวาระการประชุมกรณีที่ไมมีคณะกรรมการสาขาพรรค ใหกรรมการบริหารพรรค หรือสมาชิกสาขาพรรคที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย แจงกําหนดการประชุมใหสมาชิกพรรคซึ่งมีภูมิลําเนาอยูในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบของสาขาพรรคนั้นทราบตามวรรคหนึ่งสวนที่ ๓การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคขอ ๕๘ การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ใหหัวหนาพรรคเปนผูมีหนังสือเชิญประชุมและตองมีกรรมการบริหารพรรคมาประชุมไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนคณะกรรมการบริหารพรรคที่มีอยูในขณะนั้นจึงจะเปนองคประชุม ใหหัวหนาพรรคเปนประธานที่ประชุม ถาหัวหนาพรรคไมมาประชุมหรือไมอาจปฏิบัติหนาที่ได ใหเลขาธิการพรรคทําหนาที่เปนประธานที่ประชุมแทนและรองเลขาธิการพรรค เปนเลขานุการในที่ประชุม แตถารองเลขาธิการพรรคไมมาประชุมหรือไมอาจปฏิบัติหนาที่ไดก็ใหผูอํานวยการพรรคทําหนาที่แทนกรณีเลขาธิการพรรค หรือรองเลขาธิการพรรคไมมาประชุมหรือไมอาจปฏิบัติหนาที่ไดใหคณะกรรมการบริหารพรรคที่เหลืออยูขณะนั้น เลือกกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งทําหนาที่แทนขอ ๕๙ มติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคใหถือเสียงขางมาก ในกรณีที่มีเสียงเทากันใหประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเปนเสียงชี้ขาดสวนที่ ๔การประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคขอ ๖๐ การประชุมคณะกรรมการสาขาพรรค ใหหัวหนาสาขาพรรคเปนผูมีหนังสือเชิญประชุมและตองมีกรรมการสาขาพรรคมาประชุมไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนคณะกรรมการสาขาพรรคที่มีอยูในขณะนั้นจึงจะเปนองคประชุม โดยใหหัวหนาสาขาพรรคเปนประธานในที่ประชุม หากหัวหนาสาขาพรรคไมมาประชุมหรือไมอาจปฏิบัติหนาที่ไดใหรองหัวหนาสาขาพรรคทําหนาที่แทน และใหเลขานุการสาขาพรรคเปนเลขานุการในที่ประชุม ถาเลขานุการสาขาพรรคไมมาประชุมหรือไมอาจปฏิบัติหนาที่ไดใหรองเลขานุการสาขาพรรคทําหนาที่แทน หนา ๗๖เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ กรณีรองหัวหนาสาขาพรรค หรือรองเลขานุการสาขาพรรคไมมาประชุมหรือไมอาจปฏิบัติหนาที่ไดใหคณะกรรมการสาขาพรรคที่เหลืออยูขณะนั้น เลือกกรรมการสาขาพรรคคนใดคนหนึ่งทําหนาที่แทนขอ ๖๑ มติของที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรคใหถือเสียงขางมาก ในกรณีที่มีเสียงเทากันใหประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเปนเสียงชี้ขาดหมวด ๗สมาชิกพรรคขอ ๖๒ สมาชิกพรรคตองมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหาม ดังตอไปนี้(๑) มีอายุไมต่ํากวาสิบแปดป(๒) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ในกรณีเปนผูมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติตองไดสัญชาติไทยมาแลวไมนอยกวาหาป(๓) ไมเปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๙๘ (๑) (๒) (๔)(๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๑) (๑๔) (๑๖) (๑๗) หรือ (๑๘) ของรัฐธรรมนูญ(๔) ไมเคยตองคําพิพากษาอันถึงที่สุดใหจําคุกวากระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการหรือตอตําแหนงหนาที่ในการยุติธรรม หรือกระทําความผิดตามกฎหมายวาดวยความผิดของพนักงานในองคการหรือหนวยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพยที่กระทําโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญาเวนแตเปนการรอการลงโทษ(๕) ไมเคยตองคําพิพากษาอันถึงที่สุดใหจําคุกวากระทําความผิดตามกฎหมายวาดวยการกูยืมเงิน ที่เปนการฉอโกงประชาชน กฎหมายวาดวยยาเสพติดในความผิดฐานเปนผูผลิตนําเขา สงออก หรือผูคา กฎหมายวาดวยการพนันในความผิดฐานเปนเจามือหรือเจาสํานักกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการคามนุษย หรือกฎหมายวาดวยการปองกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน(๖) ไมเปนสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นหรือผูยื่นคําขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองอื่นหรือผูแจงการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองอื่นหนา ๗๗เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ขอ ๖๓ การสมัครเปนสมาชิกพรรคใหยื่นใบสมัครตามแบบพิมพของพรรคดวยตนเองพรอมดวยเอกสารประกอบ หรือวิธีการสมัครทางอิเล็กทรอนิกสและใหออกใบเสร็จรับเงินตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคเริ่มตั้งแตไดชําระคาบํารุงพรรคการเมืองขอ ๖๔ สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคสิ้นสุดลง เมื่อ(๑) ตาย(๒) ลาออก(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามขอ ๖๒ เวนแตเปนกรณีมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๙๖ (๑) ของรัฐธรรมนูญ และเปนการบวชตามประเพณีนิยม แตในระหวางมีลักษณะตองหามดังกลาวจะใชสิทธิในฐานะสมาชิกพรรคมิได(๔) ไมชําระคาบํารุงพรรคการเมืองเปนเวลาสองปติดตอกัน(๕) พรรคมีมติใหออกเพราะกระทําผิดวินัยหรือจรรยาบรรณอยางรายแรงหรือมีเหตุรายแรงอื่น(๖) พรรคสิ้นสภาพความเปนพรรคการเมือง หรือยุบพรรคการเมืองการลาออกจากสมาชิกพรรคตามวรรคหนึ่ง (๒) ใหถือวาสมบูรณเมื่อไดยื่นใบลาออกตอนายทะเบียนสมาชิกพรรคการเมือง หรือนายทะเบียนพรรคการเมืองการสิ้นสุดของสมาชิกภาพตามวรรคหนึ่ง (๕) หากสมาชิกผูนั้นดํารงตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมติของพรรคตองมีคะแนนเสียงไมนอยกวาสามในสี่ของที่ประชุมรวมของคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่สังกัดพรรคการสิ้นสุดของสมาชิกภาพของสมาชิกตามวรรคหนึ่ง (๓) (๔) และ (๕) ใหพรรคแจงสมาชิกผูนั้นทราบโดยเร็วขอ ๖๕ สมาชิกพรรคมีหนาที่และความรับผิดชอบตอพรรค ดังตอไปนี้(๑) รวมรับผิดชอบตอเสถียรภาพของพรรค และใหความรวมมือในกิจกรรมของพรรคดวยจิตสํานึกในอุดมคติของพรรคในฐานะเปนเจาของพรรครวมกัน(๒) สนับสนุนสมาชิกพรรคผูที่พรรคไดพิจารณาสงลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกระดับและใหความรวมมือในการดําเนินงานของพรรคดวยความเต็มใจ และบริสุทธิ์ใจเพื่อความกาวหนาของพรรคหนา ๗๘เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ (๓) ปฏิบัติตามกฎระเบียบขอบังคับของพรรคอยางเครงครัด ใหการสนับสนุนนโยบายและมติของพรรคอยางจริงจัง(๔) รวมกิจกรรมทางการเมืองของพรรคดวยความเต็มใจและเต็มความสามารถขอ ๖๖ ความรับผิดชอบของพรรคตอสมาชิกพรรค ดังตอไปนี้(๑) ดําเนินการทางการเมืองอยางจริงจังและตอเนื่อง เพื่อใหพรรคไดกาวไปสูการมีบทบาททางการเมืองและเขาสูการบริหารประเทศตามนโยบายของพรรคเพื่อบรรลุเปาหมายตามอุดมการณ(๒) สงเสริมสถานภาพของสมาชิกพรรค ใหมีสมรรถภาพตอการดํารงชีวิตของตนเองและครอบครัวและจัดกิจกรรมที่เปนประโยชนเพื่อสมานสามัคคีระหวางมวลสมาชิกทั่วประเทศ(๓) ใหสวัสดิการคุมครองจากอิทธิพล อํานาจมืด และสงเสริมอาชีพใหกับมวลสมาชิก(๔) ใหความสําคัญแกมวลสมาชิกพรรคทุกทานอยางเต็มรูปแบบ โดยใหถือวาสมาชิกพรรคเปนบุคคลสําคัญและเปนองคกรหลักของพรรคหมวด ๘มาตรฐานทางจริยธรรมของสมาชิกพรรคและกรรมการบริหารพรรคสวนที่ ๑มาตรฐานทางจริยธรรมอันเปนอุดมการณขอ ๖๗ ตองยึดมั่นและธํารงไวซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยขอ ๖๘ ตองพิทักษรักษาไวซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแหงอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชนของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบรอยของประชาชนขอ ๖๙ ตองถือผลประโยชนของประเทศชาติเหนือกวาประโยชนสวนตนขอ ๗๐ ตองปฏิบัติหนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริต ไมแสวงหาประโยชนโดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผูอื่น หรือมีพฤติการณที่รูเห็นหรือยินยอมใหผูอื่นใชตําแหนงหนาที่ของตนแสวงหาประโยชนโดยมิชอบขอ ๗๑ ตองไมขอ ไมเรียก ไมรับ หรือยอมจะรับทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดในประการที่อาจทําใหกระทบกระเทือนตอการปฏิบัติหนาที่หนา ๗๙เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ขอ ๗๒ ตองไมรับของขวัญของกํานัล ทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใด เวนแตเปนการรับจากการใหโดยธรรมจรรยา และการรับที่มีบทบัญญัติแหงกฎหมาย ระเบียบ หรือขอบังคับใหรับไดสวนที่ ๒มาตรฐานทางจริยธรรมอันเปนคานิยมหลักขอ ๗๓ ไมกระทําการอันเปนการขัดกันระหวางประโยชนสวนตนกับประโยชนสวนรวม ทั้งนี้ไมวาโดยทางตรงหรือทางออมขอ ๗๔ ยึดมั่นหลักนิติธรรม และประพฤติตนอยูในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชนขอ ๗๕ ปฏิบัติหนาที่ดวยความยุติธรรม เปนอิสระ เปนกลาง และปราศจากอคติโดยไมหวั่นไหวตออิทธิพล กระแสสังคม หรือแรงกดดันอันมิชอบดวยกฎหมาย โดยคํานึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมแหงสถานภาพขอ ๗๖ รักษาไวซึ่งความลับในการประชุม การพิจารณาวินิจฉัย รวมทั้งเคารพตอมติของที่ประชุมและเหตุผลอยางเครงครัดขอ ๗๗ ใหขอมูลขาวสารตามขอเท็จจริงแกประชาชนหรือสื่อมวลชนอันอยูในความรับผิดชอบของตนถูกตองครบถวนและไมบิดเบือนขอ ๗๘ ไมใหคําปรึกษาแกบุคคลภายนอก หรือแสดงความคิดเห็น หรือขอมูลตอสื่อสาธารณะหรือสาธารณชนในเรื่องที่อยูในระหวางการพิจารณา อันอาจกอใหเกิดความเสียหายหรือเสียความเปนธรรมแกการปฏิบัติหนาที่ เวนแตเปนการปฏิบัติหนาที่ตามกฎหมายขององคกรขอ ๗๙ ไมกระทําการใดที่กอใหเกิดความเสื่อมเสียตอเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหนงขอ ๘๐ ไมปลอยปละละเลยหรือยินยอมใหบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลที่อยูในกํากับดูแลหรือความรับผิดชอบของตน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใดจากคูกรณีหรือจากบุคคลอื่นใดในประการที่อาจทําใหกระทบกระเทือนตอการปฏิบัติหนาที่ของตนขอ ๘๑ ไมคบหาสมาคมกับคูกรณี ผูประพฤติผิดกฎหมาย ผูมีอิทธิพล หรือผูมีความประพฤติหรือผูมีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนตอความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหนาที่ หนา ๘๐เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ขอ ๘๒ ไมกระทําการอันมีลักษณะเปนการลวงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ จนเปนเหตุทําใหผูถูกกระทําไดรับความเดือดรอนเสียหายหรือกระทบตอการปฏิบัติหนาที่ โดยผูถูกกระทําอยูในภาวะจําตองยอมรับในการกระทํานั้น ไมนําความสัมพันธทางเพศที่ตนมีตอบุคคลใดมาเปนเหตุหรือมีอิทธิพลครอบงําใหใชดุลพินิจในการปฏิบัติหนาที่อันเปนคุณหรือเปนโทษแกบุคคลใดสวนที่ ๓จริยธรรมทั่วไปขอ ๘๓ ปฏิบัติหนาที่อยางเต็มกําลังความสามารถ และยึดมั่นในความถูกตองชอบธรรมโปรงใสและตรวจสอบได และปฏิบัติตามกฎหมาย โดยคํานึงถึงผลประโยชนของชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวมขอ ๘๔ ดูแลรักษาและใชทรัพยสินของพรรคอยางประหยัด คุมคา โดยระมัดระวังมิใหเสียหายหรือสิ้นเปลืองโดยไมจําเปนขอ ๘๕ รักษาความลับของพรรค และระเบียบแบบแผนของพรรคขอ ๘๖ ดําเนินการอื่นใหเปนไปตามกฎหมาย ระเบียบ และระบบคุณธรรม รวมทั้งสงเสริมและสนับสนุนใหเกิดความสามัคคี ในการปฏิบัติหนาที่เพื่อประโยชนสวนรวมสวนที่ ๔การฝาฝนและไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมขอ ๘๗ การฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในสวนที่ ๑ ใหถือวามีลักษณะรายแรงการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในสวนที่ ๒ และสวนที่ ๓ จะถือวามีลักษณะรายแรงหรือไม ใหพิจารณาถึงพฤติกรรมของการฝาฝนหรือไมปฏิบัติ เจตนาและความรายแรงของความเสียหายที่เกิดจากการฝาฝนหรือไมปฏิบัติ นั้นขอ ๘๘ การดําเนินการแกบุคคลใดวากระทําการฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมนี้ ใหเปนไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ หรือขอบังคับวาดวยการนั้นหมวด ๙การสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อและการคัดเลือกบุคคลซึ่งพรรคเห็นสมควรจะเสนอใหไดรับพิจารณาแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีหนา ๘๑เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ สวนที่ ๑คณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งขอ ๘๙ เมื่อมีกรณีตองสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้ง พรรคตองจัดใหมีคณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งขอ ๙๐ ใหมีคณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้ง มีจํานวน ๑๕ คน ประกอบดวย(๑) กรรมการบริหารพรรค จํานวน ๗ คน(๒) หัวหนาสาขาพรรคไมนอยกวาสี่สาขาซึ่งมาจากตางภาคกัน จํานวน ๔ คน(๓) ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด จํานวน ๔ คนขอ ๙๑ การเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งใหดําเนินการในที่ประชุมใหญพรรคโดยการลงคะแนนลับตามลําดับ ดังนี้(๑) ใหที่ประชุมใหญกําหนดจํานวนของคณะกรรมการสรรหาตามขอ ๙๐(๒) ใหที่ประชุมใหญเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาจนครบจํานวนตามที่กําหนดใน (๑)ซึ่งในการเสนอชื่อผูเขารับการเลือกตั้งเปนกรรมการสรรหา ตองมีผูเขารวมประชุมรับรองไมนอยกวาสิบคนและผูที่ไดรับการเสนอชื่อตองอยูในที่ประชุมขอ ๙๒ กรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งมีวาระการดํารงตําแหนงคราวละสี่ปนับแตวันที่ที่ประชุมใหญพรรคใหความเห็นชอบขอ ๙๓ ความเปนกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ(๑) ตาย(๒) ลาออก โดยใหถือวามีผลสมบูรณเมื่อพรรคไดรับหนังสือลาออก(๓) ขาดจากสมาชิกภาพ(๔) พนจากความเปนกรรมการบริหารพรรค หัวหนาสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมือง(๕) อื่น ๆ ตามที่กฎหมายหรือขอบังคับพรรคกําหนดประจําจังหวัดเมื่อตําแหนงกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งวางลงตามวรรคหนึ่ง ใหหัวหนาพรรคแตงตั้งกรรมการบริหารพรรค หรือกรรมการสาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด แลวแตกรณีเขาทําหนาที่แทนจนกวาจะมีการเลือกตั้งแทนตําแหนงที่วาง ซึ่งตองกระทําภายในเกาสิบวันนับแตวันที่ตําแหนงวางลง หนา ๘๒เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ขอ ๙๔ กรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งทั้งคณะพนจากตําแหนง เมื่อ(๑) ครบวาระการดํารงตําแหนงตามขอบังคับพรรค(๒) กรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งวางลงเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งทั้งหมดในกรณีกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งพนจากตําแหนงตาม (๑) ใหกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งที่เหลืออยูปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวาจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งชุดใหม ซึ่งตองกระทําภายในหกสิบวันนับแตวันที่ครบวาระการดํารงตําแหนงในกรณีกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งทั้งคณะพนจากตําแหนงตาม (๒) ใหกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งที่เหลืออยูปฏิบัติหนาที่ตอไป จนกวาจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งชุดใหม ซึ่งตองกระทําภายในหกสิบวันนับแตวันที่กรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งพนจากตําแหนงทั้งคณะ สวนที่ ๒การสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งขอ ๙๕ พรรคการเมืองซึ่งประสงคจะสงผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งในจังหวัดใด ตองมีสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดในจังหวัดนั้นในกรณีที่พรรคการเมืองใดมีสาขาพรรคการเมืองมากกวาหนึ่งสาขาหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดมากกวาหนึ่งตัวแทนในจังหวัดใด ใหพรรคการเมืองนั้นกําหนดวาจะใหสาขาพรรคการเมืองสาขาใดหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดใดในจังหวัดนั้นเปนสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดเพื่อดําเนินการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งขอ ๙๖ การสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งใหดําเนินการตามวิธีการ ดังตอไปนี้(๑) ใหคณะกรรมการสรรหากําหนดวัน เวลา และสถานที่ในการสมัครเปนผูสมัครรับเลือกตั้ง และประกาศใหสมาชิกพรรคทราบเปนการทั่วไป(๒) เมื่อพนกําหนดเวลารับสมัครตาม (๑) ใหคณะกรรมการสรรหาตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะตองหามของผูสมัครในแตละเขตเลือกตั้ง แลวสงรายชื่อผูสมัครใหสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด หนา ๘๓เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ (๓) เมื่อสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดไดรับรายชื่อผูสมัครจากคณะกรรมการสรรหาแลวใหหัวหนาสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดจัดการประชุมสมาชิกพรรคเพื่อรับฟงความคิดเห็นและใหสมาชิกใหความเห็นชอบหรือไมใหความเห็นชอบตามรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาสงมา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑและวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด(๔) ใหสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดสงรายชื่อผูสมัครในแตละเขตเลือกตั้งทั้งที่ไดรับความเห็นชอบและไมไดรับความเห็นชอบพรอมความคิดเห็นตาม (๓)ใหคณะกรรมการสรรหาเพื่อพิจารณาเสนอความคิดเห็น(๕) ใหคณะกรรมการสรรหาสงรายชื่อผูสมัครของแตละเขตเลือกตั้งพรอมความคิดเห็นตาม (๓) และ (๔) ใหคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองพิจารณาใหความเห็นชอบบุคคลที่จะเสนอใหเปนผูสมัครรับเลือกตั้ง สวนที่ ๓การสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อขอ ๙๗ การสงผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใหพรรคการเมืองจัดทําบัญชีรายชื่อเพื่อสงใหสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดโดยตองคํานึงถึงผูสมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคตาง ๆ และความเทาเทียมกันระหวางชายและหญิงดวย ในกรณีที่พรรคการเมืองใดมีสาขาพรรคการเมืองมากกวาหนึ่งสาขาหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดมากกวาหนึ่งตัวแทนในจังหวัดใด ใหพรรคการเมืองนั้นกําหนดวาจะใหสาขาพรรคการเมืองสาขาใดหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดใดในจังหวัดนั้นเปนสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดเพื่อดําเนินการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อขอ ๙๘ การสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใหดําเนินการตามวิธีการ ดังตอไปนี้(๑) ใหคณะกรรมการสรรหากําหนดวัน เวลา และสถานที่ในการสมัครและการเสนอรายชื่อบุคคลเปนผูสมัครรับเลือกตั้ง และมีหนังสือแจงไปยังคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองหัวหนาสาขาพรรคการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด และประกาศใหสมาชิกทราบเปนการทั่วไปหนา ๘๔เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ (๒) ใหกรรมการบริหารพรรคการเมือง หัวหนาสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด เสนอรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใหคณะกรรมการสรรหา(๓) เมื่อพนกําหนดเวลารับสมัครและเสนอรายชื่อตาม (๑) แลว ใหคณะกรรมการสรรหาตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะตองหามและจัดทําบัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งไมเกินหนึ่งรอยรายชื่อโดยตองคํานึงถึงผูสมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคตาง ๆ และความเทาเทียมกันระหวางชายและหญิงแลวสงบัญชีรายชื่อดังกลาวใหสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด(๔) เมื่อสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดไดรับบัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งตาม (๓) จากคณะกรรมการสรรหาแลว ใหหัวหนาสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด จัดการประชุมสมาชิกเพื่อรับฟงความคิดเห็นและใหสมาชิกใหความเห็นชอบหรือไมใหความเห็นชอบตามรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาสงมา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑและวิธีการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนดและสงบัญชีรายชื่อดังกลาวทั้งที่ไดรับความเห็นชอบและไมไดรับความเห็นชอบพรอมความคิดเห็นใหคณะกรรมการสรรหาเพื่อพิจารณาจัดทําบัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งพรอมเสนอความคิดเห็น(๕) ใหคณะกรรมการสรรหาสงบัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งพรอมความคิดเห็นตาม (๔) ใหคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองเพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบบุคคลที่เหมาะสมเปนผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อแลวจัดลําดับตามที่เห็นวาเหมาะสมเพื่อใหไดบัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเพื่อประโยชนในการสงเสริมการมีสวนรวมของสมาชิก ในกรณีที่สมาชิกผูใดมีภูมิลําเนาอยูในจังหวัดที่ยังมิไดมีการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดใหสามารถใชสิทธิการเปนสมาชิกในจังหวัดใกลเคียงที่มีสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองกําหนดสวนที่ ๔ขอยกเวนในการสงผูสมัครรับเลือกตั้งขอ ๙๙ ในการเลือกตั้งทั่วไป การสงผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อใหดําเนินการสรรหาตามวิธีการที่กําหนดในขอ ๙๖ และขอ ๙๘ เวนแตกรณีหนา ๘๕เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ที่เปนการสงผูสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้งสําหรับการเลือกตั้งแทนการเลือกตั้งที่เปนโมฆะหรือการเลือกตั้งใหมในกรณีที่ไมมีผูใดไดรับเลือกตั้งหรือกรณีผูสมัครตายกอนปดการรับสมัครรับเลือกตั้ง ใหคณะกรรมการสรรหาผูสมัครรับเลือกตั้งและคณะกรรมการบริหารพรรคเปนผูพิจารณารวมกัน สวนที่ ๕การคัดเลือกบุคคลซึ่งพรรคเห็นสมควรจะเสนอใหไดรับพิจารณาแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีขอ ๑๐๐ ในการเลือกตั้งทั่วไป ใหพรรคที่สงผูสมัครรับเลือกตั้งแจงรายชื่อบุคคลซึ่งพรรคนั้นมีมติวาจะเสนอใหสภาผูแทนราษฎรเพื่อพิจารณาใหความเห็นชอบแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีไมเกินสามรายชื่อตอคณะกรรมการการเลือกตั้งกอนปดการรับสมัครเลือกตั้ง พรรคจะไมเสนอรายชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่งก็ไดขอ ๑๐๑ การเสนอชื่อบุคคลตามขอ ๙๙ ตองเปนไปตามหลักเกณฑ ดังตอไปนี้(๑) ตองมีหนังสือยินยอมของบุคคลซึ่งไดรับการเสนอชื่อ โดยมีรายละเอียดตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด(๒) ผูไดรับการเสนอชื่อตองเปนผูมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามที่จะเปนรัฐมนตรีตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด และไมเคยทําหนังสือยินยอมตาม (๑) ใหพรรคการเมืองอื่นในการเลือกตั้งคราวนั้นการเสนอชื่อบุคคลใดที่มิไดเปนไปตามวรรคหนึ่ง ใหถือวาไมมีการเสนอชื่อบุคคลนั้นหมวด ๑๐หลักเกณฑและวิธีการคัดเลือกบุคคลดํารงตําแหนงทางการเมืองขอ ๑๐๒ กรณีที่จะมีการแตงตั้งบุคคลเปนผูดํารงตําแหนงทางการเมือง ใหพรรคประกาศใหสมาชิกทราบเปนการทั่วไปเพื่อเชิญชวน ใหกรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรคตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด และสมาชิกพรรค เสนอชื่อบุคคลที่เห็นสมควรจะเสนอใหไดรับการพิจารณาแตงตั้งเปนผูดํารงตําแหนงทางการเมืองตอคณะกรรมการบริหารพรรคภายในระยะเวลาที่กําหนดและใหคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามที่กฎหมายกําหนดและเปนบุคคลที่มีความรู ความสามารถ ซื่อสัตยสุจริต มีคุณธรรมจริยธรรมจากรายชื่อบุคคลที่กรรมการบริหารพรรค กรรมการสาขาพรรค ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดหรือสมาชิกพรรคเสนอมาเพื่อแตงตั้งเปนผูดํารงตําแหนงทางการเมืองหนา ๘๖เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ หมวด ๑๑การบริหารการเงินและทรัพยสิน และการจัดทําบัญชีของพรรคสาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดขอ ๑๐๓ ใหคณะกรรมการบริหารพรรคมีหนาที่บริหารการเงิน ทรัพยสิน และประโยชนอื่นใดของพรรคและสาขาพรรค ตลอดจนจัดใหมีการทําบัญชีใหถูกตองตามความเปนจริงใหหัวหนาสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด จัดใหมีบัญชีรับและจายเงินของสาขาพรรคหรือที่ตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดไดรับหรือจาย โดยบันทึกบัญชีใหแลวเสร็จภายในสิบหาวันนับแตวันที่รายการนั้นเกิดขึ้น และสรุปรายงานใหพรรคทราบเปนประจําทุกสิ้นเดือนและปดประกาศไว ณ สํานักงานสาขาพรรคหรือที่ทําการตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดใหหัวหนาสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด จัดใหมีการทําบัญชีรายชื่อพรอมที่อยูของสมาชิกที่มีภูมิลําเนาอยูในเขตจังหวัด ซึ่งเปนที่ตั้งของสาขาพรรคหรือในเขตจังหวัดที่ตนเปนตัวแทน และปดประกาศไว ณ สํานักงานสาขาพรรคหรือที่ทําการตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดขอ ๑๐๔ การลงรายการบัญชีของพรรคตองมีรายการและเอกสารประกอบการลงบัญชีที่ถูกตองครบถวน โดยตองจัดทําภายในระยะเวลา ดังนี้(๑) การลงบัญชีรายวันแสดงรายไดหรือรายรับ และแสดงคาใชจายหรือรายจายและบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาค ตองลงรายการใหแลวเสร็จภายในสิบหาวันนับแตรายการนั้นเกิดขึ้น(๒) การลงบัญชีแยกประเภท บัญชีแสดงรายการทรัพยสิน และบัญชีแสดงหนี้สินตองลงรายการใหแลวเสร็จภายในสิบหาวันนับแตวันสิ้นเดือนของเดือนที่รายการนั้นเกิดขึ้นหมวด ๑๒รายไดของพรรคและอัตราคาธรรมเนียม และคาบํารุงพรรคการเมืองขอ ๑๐๕ พรรคอาจมีรายได ดังตอไปนี้(๑) เงินทุนประเดิมของพรรค(๒) เงินคาธรรมเนียมและคาบํารุงพรรคการเมือง(๓) เงินที่ไดจากการจําหนายสินคาหรือบริการของพรรคหนา ๘๗เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ (๔) เงิน ทรัพยสิน และประโยชนอื่นใดที่ไดจากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรค(๕) เงิน ทรัพยสิน และประโยชนอื่นใดที่ไดจากการรับบริจาค(๖) เงินอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง(๗) ดอกผลและรายไดที่เกิดจากเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดของพรรคสวนที่ ๑การหารายไดจากการจําหนายสินคาขอ ๑๐๖ การจําหนายสินคาหรือบริการตองไมมุงแสวงหาผลกําไรมาแบงปนกันในทางธุรกิจโดยราคาหรือคาตอบแทนจากการจําหนายสินคาหรือการใหบริการจะตองคํานึงถึงราคาตามปกติในทองที่นั้นขอ ๑๐๗ สถานที่จําหนายสินคาหรือบริการ ไดแก ที่ตั้งสํานักงานใหญพรรค ที่ตั้งสํานักงานสาขาพรรค สถานที่ทําการตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด บริเวณสถานที่จัดกิจกรรมระดมทุนหรือบริเวณสถานที่จัดประชุมใหญของพรรค สาขาพรรคขอ ๑๐๘ เมื่อพรรค สาขาพรรค หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด ดําเนินการจําหนายสินคาหรือบริการ ใหหัวหนาพรรคโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารพรรคจัดทําทะเบียนสินคาหรือบริการ ซึ่งประกอบดวย รายการ จํานวนเงิน หรือมูลคาของสินคาหรืออัตราคาบริการแตละประเภทใหครบถวนถูกตองขอ ๑๐๙ การจําหนายสินคาหรือบริการใหบันทึกบัญชีรายวันแสดงรายไดหรือรายรับและใหแสดงในงบการเงินประจําปของพรรคใหครบถวนถูกตองสวนที่ ๒การจัดกิจกรรมระดมทุนขอ ๑๑๐ การจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคตองกระทําโดยเปดเผยและแสดงวัตถุประสงควาเปนการระดมทุนของพรรคอยางชัดเจนการใหเงิน ทรัพยสินแกพรรค รวมถึงการใหประโยชนอื่นใดแกพรรคที่ไดจากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคใหอยูภายใตบังคับบทบัญญัติเรื่องการรับบริจาคขอ ๑๑๑ สถานที่จัดกิจกรรมระดมทุน ไดแก ที่ตั้งสํานักงานใหญพรรค ที่ตั้งสํานักงานสาขาพรรค สถานที่ทําการตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัด บริเวณสถานที่จัดประชุมใหญของพรรคสาขาพรรค หรือสถานที่ที่พรรคเห็นสมควร หนา ๘๘เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ขอ ๑๑๒ ภายในสามสิบวันนับแตวันที่จัดกิจกรรมระดมทุนสิ้นสุดลง ใหหัวหนาพรรคจัดทํารายละเอียดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมระดมทุน คาใชจายในการจัดกิจกรรมและจํานวนเงินที่ไดรับจากการจัดกิจกรรมระดมทุน และใหหัวหนาพรรคประกาศใหประชาชนทราบเปนการทั่วไป พรอมทั้งแจงใหนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบดวยขอ ๑๑๓ การจัดกิจกรรมระดมทุน ใหบันทึกบัญชีรายวันแสดงรายไดหรือรายรับ และบัญชีรายวันแสดงคาใชจายหรือรายจาย และใหแสดงในงบการเงินประจําปของพรรคใหครบถวนถูกตองสวนที่ ๓การรับบริจาคของพรรคขอ ๑๑๔ ใหหัวหนาพรรคและเหรัญญิกพรรคเปดบัญชีเงินฝากกับธนาคารพาณิชย โดยระบุชื่อเจาของบัญชี “พรรครวมพลังประชาชน”ในการรับบริจาคของพรรคใหหัวหนาพรรคและเหรัญญิกพรรคเปดบัญชีเงินฝากกับธนาคารพาณิชยโดยระบุชื่อเจาของบัญชี “พรรครวมพลังประชาชน” (เพื่อการบริจาค)ใหหัวหนาพรรคแจงหมายเลขบัญชีของบัญชีเงินฝากและจํานวนเงินที่เปดบัญชีของทุกบัญชีใหนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในเจ็ดวันนับแตวันที่เปดบัญชีขอ ๑๑๕ การรับบริจาคเปนเงินสดใหหัวหนาพรรคและเหรัญญิกพรรคนําเงินฝากไวในบัญชีธนาคารพาณิชยตามขอ ๑๑๔ ภายในเจ็ดวันนับแตวันที่ไดรับบริจาค กรณีรับบริจาคเปนตั๋วแลกเงินหรือเช็ค จะตองไมถูกปฏิเสธการจายเงิน จึงถือไดวาเปนการบริจาคแกพรรคขอ ๑๑๖ เมื่อมีการบริจาคใหผูรับบริจาคจัดทําบันทึกการรับบริจาคใหแลวเสร็จภายในสามวันนับแตวันที่ไดรับบริจาคและใหจัดสงบันทึกการรับบริจาคพรอมเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดใหแกพรรคภายในเจ็ดวันนับแตวันที่ไดรับบริจาค ถาหากทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใดมิอาจนําสงแกพรรคไดใหผูรับบริจาคแจงรายละเอียดเกี่ยวกับการรับบริจาคนั้นใหพรรคทราบขอ ๑๑๗ เมื่อพรรคไดรับหลักฐานตามขอ ๑๑๖ ใหออกใบเสร็จรับเงิน (เงินบริจาค)หรือหลักฐานการรับบริจาคทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใด ภายในวันที่ไดรับบริจาคแลวจัดสงใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการรับบริจาคใหแกผูบริจาคภายในเจ็ดวันนับแตวันที่ออกหลักฐานนั้นหนา ๘๙เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ขอ ๑๑๘ ใหพรรคบันทึกการรับบริจาคไวในบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาคของพรรคใหแลวเสร็จภายในสิบหาวันนับแตวันที่เกิดรายการ โดยอยางนอยตองมีรายการ ดังนี้(๑) ชื่อ ที่อยูของพรรค(๒) ชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยูของผูบริจาค(๓) ชื่อตัว ชื่อสกุล และตําแหนงผูรับบริจาค(๔) วัน เดือน ปที่รับบริจาค(๕) รายละเอียดการรับบริจาค(๖) จํานวนเงินหรือมูลคาทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใด(๗) เอกสารอางอิง(๘) ลายมือชื่อหัวหนาพรรคและเหรัญญิกพรรคขอ ๑๑๙ ใหหัวหนาพรรคประกาศบัญชีรายชื่อผูบริจาค จํานวนเงิน รายการทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใดที่ไดรับบริจาคที่มีมูลคาไมนอยกวาหาพันบาท เพื่อใหประชาชนทราบเปนประจําทุกวันที่ ๑ ของเดือนถัดไป พรอมทั้งวัตถุประสงคของการบริจาค การตีราคาทรัพยสิน หรือการประเมินมูลคาประโยชนอื่นใดที่ไดรับบริจาคใหคํานวณราคา ทรัพยสิน อัตราคาเชา คาตอบแทน หรือคาของสิทธิที่รับตามปกติทางการคาในทองที่นั้นขอ ๑๒๐ เมื่อหัวหนาพรรคดําเนินการตามขอ ๑๑๙ แลว ใหแจงนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในสิบหาวันนับแตวันที่ประกาศขอ ๑๒๑ บุคคลใดจะบริจาคเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดใหแกพรรคมีมูลคาเกินสิบลานบาทตอพรรคตอปมิได และในกรณีที่บุคคลนั้นเปนนิติบุคคล การบริจาคเงินทรัพยสินหรือประโยชนอื่นใดใหแกพรรค ไมวาพรรคเดียวหรือหลายพรรคเกินปละหาลานบาท ตองแจงใหที่ประชุมใหญผูถือหุนทราบในการประชุมใหญคราวตอไปหลังจากบริจาคแลวพรรคจะรับบริจาคเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดซึ่งมีมูลคาเกินวรรคหนึ่งมิไดสวนที่ ๔อัตราคาธรรมเนียมและคาบํารุงพรรคการเมืองขอ ๑๒๒ สมาชิกพรรคตองชําระคาธรรมเนียมและคาบํารุงพรรคการเมืองปละไมนอยกวายี่สิบบาท และแบบตลอดชีพไมนอยกวาสองรอยบาทหนา ๙๐เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ เพื่อประโยชนในการนับรอบระยะเวลาการชําระคาบํารุงพรรคการเมืองประจําปของสมาชิกใหถือวารอบระยะเวลาการชําระคาบํารุงพรรคการเมืองประจําปของปที่สมาชิกไดชําระคาบํารุงพรรคการเมืองเปนครั้งแรกสิ้นสุดลงในวันสิ้นปปฏิทินของปเดียวกันนั้น และใหเริ่มตนนับรอบระยะเวลาการชําระคาบํารุงพรรคการเมืองประจําปของปถัดไปใหม โดยใหเริ่มตนนับตั้งแตวันที่ ๑ มกราคมและสิ้นสุดลงในวันที่ ๓๑ ธันวาคมของปเดียวกัน ทั้งนี้ สมาชิกพรรคอาจชําระคาบํารุงพรรคการเมืองประจําปของปถัดไปภายในกรอบระยะเวลาดังกลาวเมื่อใดก็ไดหมวด ๑๓การใชจายของพรรคขอ ๑๒๓ เงินและทรัพยสินของพรรคตองนําไปใชจายเพื่อดําเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรค คาใชจายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของพรรคและสมาชิกและคาใชจายในการบริหารพรรคพรรคตองเปดเผยคาใชจายในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธการดําเนินกิจกรรมของพรรคทุกประเภท เพื่อใหสมาชิกและประชาชนทราบเปนการทั่วไป โดยปดประกาศ ณ ที่ทําการของพรรคหรือเผยแพรผานในระบบฐานขอมูลพรรคการเมือง หรือวิธีการอื่นใดที่เขาถึงไดโดยสะดวกภายในระยะเวลาสามสิบวันนับแตไดดําเนินการเสร็จสิ้นแลวขอ ๑๒๔ ในกรณีที่พรรค ผูบริหารพรรค หรือบุคคลใดใหเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดแกสมาชิกซึ่งดํารงตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ไมวาโดยทางตรงหรือทางออม และไมวาจะใหเปนประจําหรือเปนครั้งคราว ถาการใหหรือรับเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดนั้นไมเปนความผิดตามมาตรา ๑๔๔หรือมาตรา ๑๔๙ แหงประมวลกฎหมายอาญา ใหพรรค ผูบริหารพรรค หรือบุคคลนั้น แลวแตกรณีแจงใหนายทะเบียนพรรคการเมืองทราบถึงการใหเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดนั้น และประกาศใหประชาชนทราบเปนการทั่วไปดวยหามมิใหสมาชิกซึ่งดํารงตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎร รับเงิน ทรัพยสิน หรือประโยชนอื่นใดจากบุคคลใดโดยไมมีมูลอันจะอางไดตามกฎหมาย เวนแตเงินที่ไดมีการแจงไวตามวรรคหนึ่งขอ ๑๒๕ ใหเปนหนาที่ของคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะตองตรวจสอบและควบคุมมิใหมีการนําเงินหรือทรัพยสินของพรรคไปใชจายเพื่อการอื่นใดนอกจากที่กําหนดไวในขอ ๑๒๓และขอ ๑๒๔ หนา ๙๑เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘ หมวด ๑๔การเลิกพรรค สาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดขอ ๑๒๖ การเลิกพรรค สาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจําจังหวัดใหเปนไปตามมติคณะกรรมการบริหารพรรคในกรณีกรรมการบริหารพรรคพนจากตําแหนงทั้งคณะดวยเหตุพนจากสมาชิกพรรคใหถือวาเปนเหตุใหเลิกพรรคขอ ๑๒๗ ในกรณีที่พรรคตองสิ้นสภาพความเปนพรรคการเมือง หรือยุบพรรค ใหทรัพยสินของพรรคที่เหลือภายหลังจากการชําระบัญชีแลวตกเปนของกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรครวมพลังประชาชนรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรครวมพลังประชาชน จํานวน ๑๑ คน ประกอบดวย๑. นายอภิวิชญญ ทิพยรัตน หัวหนาพรรค๒. นายนิติพัฒน รัตนเดชดํารงค เลขาธิการพรรค๓. นางสาวชัญญพัชร โมอินทร รองเลขาธิการพรรค๔. นางสาววิไล คุมเจริญ เหรัญญิกพรรค๕. นายสหพัฒน เพ็งเรือง นายทะเบียนสมาชิกพรรค๖. นางสาวเอกสุพร พิมเพิ่ม ผูชวยนายทะเบียนสมาชิกพรรค๗. นายอมรศักดิ์ ขุนรักษเฉี้ยง โฆษกพรรค๘. นายภาคภูมิ สามพรานไพบูลย ผูอํานวยการพรรค๙. นางศิริรัตน เพ็งเรือง กรรมการบริหารพรรค๑๐. นายสุชิน ดิฐเล็ก กรรมการบริหารพรรค๑๑. นายประสิทธิ์ พึ่งพงษ กรรมการบริหารพรรคจึงประกาศใหทราบโดยทั่วกันประกาศ ณ วันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๗แสวง บุญมีเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งนายทะเบียนพรรคการเมืองหนา ๙๒เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๕๒ ง ราชกิจจานุเบกษา ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๘Powered by TCPDF (www.tcpdf.org)