ThaiGovData

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ ๓/๒๕๖๘ เรื่อง ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑ บทนิยามคำว่า "จำหน่าย" เฉพาะในส่วนที่บัญญัติว่า "และให้หมายความรวมถึงมีไว้เพื่อจำหน่าย" ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง หรือไม่ [ระหว่าง ศาลอุทธรณ์ ผู้ร้อง - ผู้ถูกร้อง]

undated

Original PDF at ratchakitcha.soc.go.th

The text below was extracted from the PDF's own text layer, not by OCR. The linked PDF is the record; treat this as an extract of it.

ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริยศาลรัฐธรรมนูญคําวินิจฉัยที่ ๓/๒๕๖๘ เรื่องพิจารณาที่ ๓๓/๒๕๖๗วันที่ ๕ เดือน กุมภาพันธ พุทธศักราช ๒๕๖๘ศาลอุทธรณ ผูรอง- ผูถูกรองเรื่อง ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑ บทนิยามคําวา “จําหนาย” เฉพาะในสวนที่บัญญัติวา“และใหหมายความรวมถึงมีไวเพื่อจําหนาย” ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙วรรคหนึ่ง หรือไมศาลอุทธรณสงคําโตแยงของจําเลยที่ ๔ (นายธีร หรือชาง คมประมูล) ในคดีอาญาหมายเลขดําที่ ยส. ๑๙๙๖๐/๒๕๖๖ คดีหมายเลขแดงที่ ๙๐๒๖/๒๕๖๗ เพื่อขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ ขอเท็จจริงตามคําโตแยงและเอกสารประกอบ สรุปไดดังนี้พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหมเปนโจทกยื่นฟอง นายธีร หรือชาง คมประมูล เปนจําเลยที่ ๔ตอศาลจังหวัดเชียงใหมวา จําเลยที่ ๔ กับพวก รวมหกคน รวมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเปนยาเสพติดใหโทษในประเภท ๑ ไวในครอบครองเพื่อจําหนายโดยไมไดรับอนุญาตซึ่งมีปริมาณคํานวณเปนสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไป และสมคบกันกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลจังหวัดเชียงใหมพิพากษาวาจําเลยที่ ๔ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสาม (๒)ระหวาง หนา ๙เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ และมาตรา ๖๖ วรรคสาม ฐานรวมกันมีเมทแอมเฟตามีนไวในครอบครองเพื่อจําหนาย และความผิดอื่นตามกฎหมายที่เกี่ยวของ ลงโทษประหารชีวิตจําเลยที่ ๔ คําใหการของจําเลยที่ ๔ เปนประโยชนแกการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษใหหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ประกอบมาตรา ๕๒ (๑) คงจําคุกจําเลยที่ ๔ ตลอดชีวิต จําเลยที่ ๔ อุทธรณ ศาลอุทธรณพิพากษายืน จําเลยที่ ๔ ยื่นคํารองขออนุญาตฎีกาพรอมฎีกาคัดคานคําพิพากษาศาลอุทธรณ ศาลฎีกามีคําสั่งไมอนุญาตใหฎีกาและยกคํารอง ตอมามีการตราพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายยาเสพติดพ.ศ. ๒๕๖๔ ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยใหใชบังคับประมวลกฎหมายยาเสพติดแทน จําเลยที่ ๔ ยื่นคํารองขอใหศาลจังหวัดเชียงใหมกําหนดโทษใหมโดยใชประมวลกฎหมายยาเสพติดในสวนที่เปนคุณแกจําเลยที่ ๔ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ ศาลจังหวัดเชียงใหมยกคํารอง จําเลยที่ ๔ อุทธรณตอศาลอุทธรณแผนกคดียาเสพติดระหวางการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ จําเลยที่ ๔ โตแยงวา ประมวลกฎหมายยาเสพติดมาตรา ๑ บทนิยามคําวา “จําหนาย” เฉพาะในสวนที่บัญญัติวา “และใหหมายความรวมถึงมีไวเพื่อจําหนาย”ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ และมาตรา ๒๙ เนื่องจากเดิมพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษพ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเปนกฎหมายที่ใชขณะจําเลยที่ ๔ กระทําความผิด บัญญัติความผิดฐานจําหนายยาเสพติดใหโทษในประเภท ๑ และความผิดฐานมีไวในครอบครองซึ่งยาเสพติดใหโทษในประเภท ๑เพื่อจําหนาย เปนคนละฐานความผิดแยกออกจากกัน แตประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑บัญญัติบทนิยามคําวา “จําหนาย” ใหหมายความรวมถึงมีไวเพื่อจําหนายดวย มีผลทําใหผูกระทําความผิดฐานมียาเสพติดใหโทษไวในครอบครองเพื่อจําหนายตามกฎหมายเดิมที่ถูกยกเลิกไปแลว ตองมีความผิดและรับโทษฐานจําหนายยาเสพติดใหโทษที่เปนเหตุฉกรรจตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑๔๕วรรคสองและวรรคสาม อันเปนกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใหมภายหลังการกระทําความผิด บทนิยามดังกลาวเปนกฎหมายที่ใชบังคับยอนหลังเพื่อลงโทษบุคคลซึ่งขัดตอหลักนิติธรรม จําเลยที่ ๔ ขอใหศาลอุทธรณสงคําโตแยงดังกลาวตอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ศาลอุทธรณเห็นวา จําเลยที่ ๔ โตแยงวาประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑ บทนิยามคําวา“จําหนาย” เฉพาะในสวนที่บัญญัติวา “และใหหมายความรวมถึงมีไวเพื่อจําหนาย” ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญมาตรา ๕ และมาตรา ๒๙ ซึ่งศาลอุทธรณจะใชบทบัญญัติแหงกฎหมายดังกลาวบังคับแกคดี และยังไมมีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในสวนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินี้ จึงสงคําโตแยงดังกลาวตอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ วรรคหนึ่ง หนา ๑๐เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญตองพิจารณาเบื้องตนมีวา ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจรับคําโตแยงของจําเลยที่ ๔ ไวพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ วรรคหนึ่ง หรือไม เห็นวา ศาลอุทธรณสงคําโตแยงของจําเลยที่ ๔ เพื่อขอใหศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยวา ประมวลกฎหมายยาเสพติดมาตรา ๑ บทนิยามคําวา “จําหนาย” เฉพาะในสวนที่บัญญัติวา “และใหหมายความรวมถึงมีไวเพื่อจําหนาย” ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ และมาตรา ๒๙ หรือไม บทบัญญัติดังกลาวเปนบทบัญญัติที่ศาลอุทธรณจะใชบังคับแกคดี เมื่อจําเลยที่ ๔ โตแยงพรอมดวยเหตุผลวาบทบัญญัติดังกลาวขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ และยังไมมีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในสวนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินี้กรณีเปนไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ วรรคหนึ่ง สวนที่โตแยงวา ประมวลกฎหมายยาเสพติดมาตรา ๑ บทนิยามคําวา “จําหนาย” เฉพาะในสวนที่บัญญัติวา “และใหหมายความรวมถึงมีไวเพื่อจําหนาย” ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ หรือไม นั้น เห็นวา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๕เปนบททั่วไปที่วางหลักความเปนกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญไว โดยมิไดมีขอความที่เปนการคุมครองสิทธิหรือเสรีภาพไวเปนการเฉพาะ ศาลรัฐธรรมนูญไมจําตองวินิจฉัยในสวนนี้ จึงมีคําสั่งรับไวพิจารณาวินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่ขอใหวินิจฉัยวา ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑ บทนิยามคําวา “จําหนาย”เฉพาะในสวนที่บัญญัติวา “และใหหมายความรวมถึงมีไวเพื่อจําหนาย” ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙ หรือไมศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคําโตแยงของจําเลยที่ ๔ และเอกสารประกอบแลวเห็นวา คําโตแยงของจําเลยที่ ๔ และเอกสารประกอบไมปรากฏวาจําเลยที่ ๔ แสดงเหตุผลประกอบคําโตแยงวาประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑ บทนิยามคําวา “จําหนาย” เฉพาะในสวนที่บัญญัติวา“และใหหมายความรวมถึงมีไวเพื่อจําหนาย” ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรคสอง วรรคสามวรรคสี่ และวรรคหา อยางไร ไมจําตองวินิจฉัยในสวนนี้ และเห็นวาคดีเปนปญหาขอกฎหมายจึงไมทําการไตสวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญพ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง กําหนดประเด็นที่ตองพิจารณาวินิจฉัยวา ประมวลกฎหมายยาเสพติดมาตรา ๑ บทนิยามคําวา “จําหนาย” เฉพาะในสวนที่บัญญัติวา “และใหหมายความรวมถึงมีไวเพื่อจําหนาย” ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง หรือไมพิจารณาแลวเห็นวา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง เปนบทบัญญัติในหมวด ๓สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย บัญญัติวา “บุคคลไมตองรับโทษอาญา เวนแตไดกระทําการอันกฎหมายที่ใชอยูในเวลาที่กระทํานั้นบัญญัติเปนความผิดและกําหนดโทษไว และโทษที่จะลงแกบุคคลนั้นจะหนักกวาโทษที่บัญญัติไวในกฎหมายที่ใชอยูในเวลาที่กระทําความผิดมิได”หนา ๑๑เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ ปญหายาเสพติดเปนปญหาสําคัญของประเทศไทย รัฐบาลพยายามปราบปรามและแกไขปญหายาเสพติดใหหมดสิ้นไปตลอดจนควบคุมปญหายาเสพติดดวยมาตรการทางกฎหมายอยางเครงครัดเพื่อใหสอดคลองกับอนุสัญญาระหวางประเทศวาดวยยาเสพติดใหโทษที่ประเทศไทยเปนรัฐภาคีสมาชิกยาเสพติดเปนภัยรายแรงตอสังคม สุขภาพและชีวิตมนุษย จึงตองมีมาตรการทางกฎหมายที่เขมงวดและเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ฝายนิติบัญญัติตรากฎหมายหลายฉบับขึ้นบังคับใช เชนพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ตอจิตและประสาทพ.ศ. ๒๕๕๙ สําหรับพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ บัญญัติบทนิยามคําวา“จําหนาย” หมายความวา ขาย จาย แจก แลกเปลี่ยน ให โดยไมไดบัญญัติบทนิยามใหหมายความรวมถึงมีไวเพื่อจําหนาย มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติหามมิใหผูใดผลิต นําเขา สงออก จําหนายหรือมีไวในครอบครองซึ่งยาเสพติดใหโทษในประเภท ๑ วรรคสาม กําหนดปริมาณยาเสพติดใหโทษที่ถือวาเปนการผลิต นําเขา สงออก หรือมีไวในครอบครองเพื่อจําหนาย และมาตรา ๖๖ วรรคหนึ่งบัญญัติใหผูใดจําหนายหรือมีไวในครอบครองเพื่อจําหนายซึ่งยาเสพติดใหโทษในประเภท ๑ ตามมาตรา ๑๕วรรคสาม ตองระวางโทษ ... เปนการกําหนดโทษสําหรับผูกระทําความผิดฐานจําหนายหรือฐานมีไวในครอบครองเพื่อจําหนายซึ่งยาเสพติดใหโทษ แยกออกเปนความผิดแตละฐาน ตอมามีการตราพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ พ.ศ. ๒๕๒๒และใหใชบังคับประมวลกฎหมายยาเสพติดแทน โดยมีวัตถุประสงคตามหมายเหตุทายพระราชบัญญัตินี้วา“โดยที่กฎหมายเกี่ยวกับการปองกัน ปราบปราม และควบคุมยาเสพติด รวมถึงการบําบัดรักษาและฟนฟูสมรรถภาพผูติดยาเสพติดไดกระจายอยูในกฎหมายหลายฉบับและการดําเนินการตามกฎหมายแตละฉบับเปนหนาที่และอํานาจของหลายองคกร ทําใหการบังคับใชกฎหมายไมมีความสอดคลองกันอีกทั้งบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดบางประการไมเหมาะสมกับสภาพการณปจจุบันสมควรรวบรวมกฎหมายดังกลาวจัดทําเปนประมวลกฎหมายยาเสพติดเพื่อประโยชนในการอางอิงและใชกฎหมายที่จะรวมอยูในฉบับเดียวกันอยางเปนระบบ พรอมกันนี้ ไดมีการปรับปรุงบทบัญญัติในกฎหมายดังกลาวใหเหมาะสมกับสภาพการณปจจุบัน นอกจากนี้ จําเปนตองกําหนดใหมีระบบอนุญาตเพื่อใหการควบคุมและการใชประโยชนยาเสพติดในทางการแพทย ทางวิทยาศาสตร และทางอุตสาหกรรมมีประสิทธิภาพ และมุงเนนการปองกันการแพรกระจายยาเสพติดและการใชยาเสพติดในทางที่ไมถูกตองอันจะนําไปสูการเสพติดยาเสพติด ซึ่งเปนการบั่นทอนสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอยางยิ่งการแพรกระจายยาเสพติดเขาสูกลุมเยาวชนซึ่งเปนกําลังสําคัญในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งกําหนดใหมีระบบคณะกรรมการที่ประกอบดวยบุคลากรซึ่งมีความหลากหลายจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนใหเขามามีสวนรวมหนา ๑๒เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ ในการพิจารณากําหนดนโยบายในเรื่องตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับการปองกัน ปราบปราม และควบคุมยาเสพติดและรวมถึงการบําบัดรักษาและฟนฟูสภาพทางสังคมแกผูติดยาเสพติดใหเปนไปดวยความรอบคอบและมีประสิทธิภาพ” เห็นไดวาประมวลกฎหมายยาเสพติดยังคงมีวัตถุประสงคเชนเดียวกับกฎหมายยาเสพติดใหโทษฉบับเดิมที่ถูกยกเลิก โดยมีการนํากฎหมายที่เกี่ยวของกับยาเสพติดใหโทษมารวมไวเปนฉบับเดียวเพื่อประโยชนในการใชอยางเปนระบบ โดยมาตรา ๑ บัญญัติวา “ในประมวลกฎหมายนี้ ... “จําหนาย”หมายความวา ขาย แลกเปลี่ยน จาย แจก หรือใหโดยมีสิ่งตอบแทนหรือผลประโยชนอยางอื่นและใหหมายความรวมถึงมีไวเพื่อจําหนาย”ขอโตแยงของจําเลยที่ ๔ ที่วา ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑ บทนิยามคําวา “จําหนาย”เฉพาะในสวนที่บัญญัติวา “และใหหมายความรวมถึงมีไวเพื่อจําหนาย” มีผลทําใหผูกระทําความผิดฐานมียาเสพติดใหโทษไวในครอบครองเพื่อจําหนายตามกฎหมายเดิม ตองมีความผิดฐานจําหนายยาเสพติดใหโทษตามกฎหมายใหม เปนบทบัญญัติที่ใชบังคับยอนหลังเพื่อลงโทษบุคคล ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง นั้น เห็นวา การที่ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑ บัญญัติคําวา “จําหนาย”ใหหมายความรวมถึงมีไวเพื่อจําหนาย ก็ดวยเหตุที่วาการกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมีลักษณะเปนขบวนการหรือเครือขาย ทั้งการผลิต การนําเขา การสงออก การจําหนาย และการมีไวเพื่อจําหนายซึ่งการจําหนายยาเสพติดประกอบดวยบุคคลที่เกี่ยวของ ทั้งผูมียาเสพติดไวเพื่อจําหนายและผูจําหนายยาเสพติดลักษณะการกระทําความผิดของการมียาเสพติดไวเพื่อจําหนายและการจําหนายยาเสพติดยอมเปนความผิดที่มีลักษณะเกี่ยวพันกัน จึงบัญญัติมาตรการปองกัน ปราบปราม และควบคุมยาเสพติดใหเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ เพื่อใหองคกรผูบังคับใชกฎหมายสามารถบังคับใชกฎหมายไดอยางครอบคลุมแกพฤติการณแหงการกระทําความผิด และเปนไปตามเจตนารมณของการตรากฎหมาย สวนการมียาเสพติดใหโทษไวเพื่อจําหนายตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ผูกระทําความผิดจะไดรับโทษสถานใดยอมเปนไปตามพฤติการณแหงการกระทําความผิดที่ศาลยอมตองปรับบทกฎหมายไปตามนั้น สําหรับถอยคําของกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ ที่ใชคําวา “มีไวในครอบครองเพื่อจําหนาย”สวนประมวลกฎหมายยาเสพติดที่ตราขึ้นมาใชบังคับแทนพระราชบัญญัติยาเสพติดใหโทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ใชคําวา “มีไวเพื่อจําหนาย” นั้น เห็นวา คําวา “มี” ตามความหมายทั่วไป หมายถึง การถือเปนเจาของหรืออยูในครอบครอง ดังนั้น การมีไวเพื่อจําหนายยอมหมายถึงมีไวในครอบครองเพื่อจําหนายอยูในตัวไมมีความจําเปนตองบัญญัติซ้ําอีก การที่ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑ นิยามคําวา“จําหนาย” เฉพาะในสวนที่บัญญัติวา “และใหหมายความรวมถึงมีไวเพื่อจําหนาย” เปนเพียงการกําหนดบทนิยามในประมวลกฎหมายยาเสพติดใหการจําหนายมีความหมายตามกฎหมายรวมไปถึงการมีไวหนา ๑๓เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ กุมภาพันธ ๒๕๖๘ เพื่อจําหนาย เพื่อความชัดเจนเทานั้น ไมใชการบัญญัติฐานความผิดขึ้นใหมใหมีผลยอนหลังเพื่อลงโทษบุคคลผูกระทําความผิดฐานมียาเสพติดใหโทษไวในครอบครองเพื่อจําหนายตามกฎหมายเดิมเมื่อกฎหมายบัญญัติให “การมีไวเพื่อจําหนาย” มีความหมายรวมอยูในคํานิยามคําวา “จําหนาย”ทําใหผูกระทําความผิดฐานจําหนายยาเสพติดแตยังคงเหลือยาเสพติดบางสวนครอบครองอยูกับตัวไมตองรับผิดทางอาญาทั้งความผิดฐานจําหนายยาเสพติด และความผิดฐานมีไวในครอบครองเพื่อจําหนายยาเสพติดรวมสองกระทงตามกฎหมายเดิม คงรับผิดทางอาญาฐานจําหนายยาเสพติดเพียงกระทงเดียวตามกฎหมายใหม ซึ่งเปนคุณแกผูกระทําผิดมากกวา บทบัญญัตินิยามคําวา “จําหนาย”เฉพาะในสวนที่บัญญัติวา “และใหหมายความรวมถึงมีไวเพื่อจําหนาย” จึงมิใชบทบัญญัติที่กําหนดโทษเกี่ยวกับการกระทําความผิดที่หนักกวาโทษที่บัญญัติไวในกฎหมายที่ใชอยูในเวลาที่กระทําความผิดอันจะมีผลกระทบตอสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ไมขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่งอาศัยเหตุผลดังกลาวขางตน จึงวินิจฉัยวา ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา ๑ บทนิยามคําวา“จําหนาย” เฉพาะในสวนที่บัญญัติวา “และใหหมายความรวมถึงมีไวเพื่อจําหนาย” ไมขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่งนายนครินทร เมฆไตรรัตนประธานศาลรัฐธรรมนูญนายปญญา อุดชาชน นายอุดม สิทธิวิรัชธรรมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนายวิรุฬห แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนทตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนายนภดล เทพพิทักษ นายบรรจงศักดิ์ วงศปราชญตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนายอุดม รัฐอมฤต นายสุเมธ รอยกุลเจริญตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหนา ๑๔เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๙ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๘ กุมภาพันธ ๒๕๖๘Powered by TCPDF (www.tcpdf.org)