ThaiGovData

คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน [คดีหมายเลขดำที่ อม. ๔๕/๒๕๖๗ คดีหมายเลขแดงที่ อม. ๑๙/๒๕๖๘ ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง นายนพดล อานทอง ผู้ถูกกล่าวหา]

undated

Original PDF at ratchakitcha.soc.go.th

The text below was extracted from the PDF's own text layer, not by OCR. The linked PDF is the record; treat this as an extract of it.

ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริยศาลรัฐธรรมนูญคําวินิจฉัยที่ ๗/๒๕๖๘ เรื่องพิจารณาที่ ๓๐/๒๕๖๗วันที่ ๑๔ เดือน พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ศาลอาญา ผูรอง- ผูถูกรองเรื่อง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕วรรคสี่ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง หรือไมศาลอาญาสงคําโตแยงของโจทก (บริษัท ไฮเพาเวอร เอ็นเนอยี่ จํากัด) ในคดีอาญาหมายเลขดําที่ อ ๓๑๗๗/๒๕๖๔ เพื่อขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ขอเท็จจริงตามคําโตแยงและเอกสารประกอบ สรุปไดดังนี้บริษัท ไฮเพาเวอร เอ็นเนอยี่ จํากัด เปนโจทก ยื่นฟองหางหุนสวนจํากัด เทพมงคลสุโขทัย ๒๕๓๑ที่ ๑ นางพรนิพา เดชภิรัตนมงคล ที่ ๒ บริษัท แมททริค จํากัด (มหาชน) ที่ ๓ นางสาวสุทธิดาลีสวัสดิ์ตระกูล ที่ ๔ ธนาคารกรุงเทพ จํากัด (มหาชน) ที่ ๕ นายมงคล เดชภิรัตนมงคล ที่ ๖และ นายโกมล วงศพรเพ็ญภาพ ที่ ๗ เปนจําเลยตอศาลอาญาวา เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๐โจทกตกลงทําสัญญากิจการรวมคากับจําเลยที่ ๑ ใชชื่อวา “กิจการรวมคาเทพมงคลสุโขทัย - ไฮมีเดีย”มีวัตถุประสงคเพื่อรับจางเหมากอสรางอาคาร USO Net พรอมเฟอรนิเชอร และจัดใหมีสัญญาณระหวาง หนา ๑เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๔๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๘ โทรศัพทเคลื่อนที่และบริการอินเทอรเน็ตความเร็วสูง ผูมีอํานาจลงนามพรอมประทับตราสําคัญของกิจการรวมคา ๓ คน ประกอบดวย จําเลยที่ ๖ นางสาวอิสรา สุไสวรินานนท และ นายสุทธิพงษ วชิรพงศกิจการรวมคาดังกลาวไดรับคัดเลือกใหทําสัญญาจางกับบริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) มีการทําบันทึกขอตกลงรวมคาโดยเพิ่มจําเลยที่ ๓ เปนคูสัญญาฝายที่สามและใหถือเอาบันทึกขอตกลงรวมคาเปนสวนหนึ่งของสัญญา ตอมาจําเลยที่ ๒ และที่ ๔ รวมกันปลอมสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใชเงินในนามกิจการรวมคาเทพมงคลสุโขทัย - ไฮมีเดีย จํานวน ๒ ฉบับ เพื่อดําเนินการขอสินเชื่อจากจําเลยที่ ๕มีจําเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๖ และที่ ๗ เปนผูค้ําประกันตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใชเงินดังกลาวการกระทําของจําเลยทั้งเจ็ดเปนความผิดฐานรวมกันปลอมเอกสารสิทธิและใชเอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๑ มาตรา ๒๖๔ มาตรา ๒๖๕และมาตรา ๒๖๘ จําเลยทั้งเจ็ดใหการปฏิเสธระหวางการพิจารณาคดีของศาลอาญา โจทกโตแยงวา ศาลอาญามีคําสั่งในวันนัดสืบพยานโจทกวา“… ไมมีปญหาที่จะตองวินิจฉัยวาตราประทับของกิจการรวมคาเทพมงคลสุโขทัย - ไฮมีเดีย เปนตราประทับปลอมหรือไม ... ใหยกคํารองของโจทกในสวนนี้” เปนคําสั่งที่ตัดพยานโจทก ซึ่งพยานหลักฐานดังกลาวเปนพยานสําคัญในคดีที่จําเปนตอการพิสูจนขออางขอเถียงตามคําฟองของโจทก แมวาศาลอาญามิไดระบุวาการสั่งตัดพยานเปนการใชอํานาจตามบทบัญญัติกฎหมายใด แตโจทกเห็นวา คําสั่งดังกลาวศาลปรับใชอํานาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง มาตรา ๘๗ (๑) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕เปนบทบัญญัติที่เปดชองใหศาลที่มีอํานาจพิจารณาคดีอาญาใชดุลพินิจปรับใชบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงไดอยางกวางขวาง กอใหเกิดความคลุมเครือ เปนการผลักภาระการพิสูจนความผิดและการแสวงหาพยานหลักฐานทั้งหมดใหเปนหนาที่ของโจทกเทานั้น ทําใหโจทกซึ่งเปนบุคคลผูไดรับความเสียหายจากการกระทําความผิดอาญาที่ตองมีสิทธิไดรับการเยียวยาหรือชวยเหลือจากรัฐไมไดรับความคุมครองตามรัฐธรรมนูญ ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕ วรรคสี่ และการบังคับใชประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ สงผลกระทบตอสิทธิของโจทกในการพิจารณาคดีทําใหเกิดความไมแนนอนชัดเจนวาศาลจะหยิบยกบทบัญญัติใดมาใชบังคับ ไมไดรับการประกันความเปนธรรมจากกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไมสอดคลองกับหลักการลงโทษทางอาญา เปนบทบัญญัติที่เพิ่มภาระหนา ๒เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๔๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๘ หรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแกเหตุ ขัดตอหลักนิติธรรม ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖ อีกทั้งเปนการบัญญัติกฎหมายที่กําหนดใหสิทธิและหนาที่ของคูความในคดีอาญาไดรับการพิจารณาอยางคูความในคดีแพง ทั้งที่สิทธิในการดําเนินกระบวนพิจารณาคดีแพงเปนการตอสูบนพื้นฐานของเอกชนที่เทาเทียมกันซึ่งแตกตางจากการดําเนินกระบวนพิจารณาคดีอาญาขัดตอหลักความเสมอภาคในการดําเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาล ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๗ โจทกขอใหศาลอาญาสงคําโตแยงดังกลาวตอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๑๒ศาลอาญาเห็นวา โจทกโตแยงวาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ ซึ่งศาลอาญาจะใชบทบัญญัติแหงกฎหมายดังกลาวบังคับแกคดี และยังไมมีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในสวนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินี้จึงสงคําโตแยงดังกลาวตอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ วรรคหนึ่งประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญตองพิจารณาเบื้องตนมีวา ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจรับคําโตแยงของโจทกไวพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ วรรคหนึ่ง หรือไม เห็นวา ศาลอาญาสงคําโตแยงของโจทกเพื่อขอใหศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยวา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕ ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ หรือไมบทบัญญัติดังกลาวเปนบทบัญญัติที่ศาลอาญาจะใชบังคับแกคดี เมื่อโจทกโตแยงพรอมดวยเหตุผลวาบทบัญญัติดังกลาวขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ และยังไมมีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในสวนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินี้ กรณีเปนไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ วรรคหนึ่ง จึงมีคําสั่งรับไวพิจารณาวินิจฉัยและเพื่อประโยชนแหงการพิจารณา อาศัยอํานาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๒๗ วรรคสาม ใหหนวยงานที่เกี่ยวของจัดทําความเห็นและจัดสงสําเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวของยื่นตอศาลรัฐธรรมนูญหนวยงานที่เกี่ยวของจัดทําความเห็นและจัดสงสําเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวของ ดังนี้๑. เลขาธิการสภาผูแทนราษฎรจัดสงสําเนารางพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พุทธศักราช ๒๔๗๗ ที่ผานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจพิจารณารางพระราชบัญญัติใหใชประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หนา ๓เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๔๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๘ ๒. เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาจัดทําความเห็นสรุปไดวา การดําเนินคดีอาญาและคดีแพงมีหลักเกณฑทั่วไปที่ใชในวิธีพิจารณาความรวมกัน และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงบัญญัติหลักเกณฑทั่วไปไวโดยละเอียดแลว ซึ่งการดําเนินกระบวนวิธีพิจารณาความอาญาตองใชหลักเกณฑทั่วไปเชนเดียวกัน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจึงบัญญัติไวในมาตรา ๑๕ วาวิธีพิจารณาขอใดซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไมไดบัญญัติไวเปนการเฉพาะใหนําบทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงมาใชบังคับเทาที่พอจะใชบังคับได เพียงเทาที่ไมขัดหรือแยงกับหลักการหรือสาระสําคัญแหงวิธีพิจารณาความอาญา และการบังคับใชนั้นตองคํานึงถึงความแตกตางและใชตามความเหมาะสมแกกรณี ดังนั้น การบัญญัติใหนําหลักเกณฑตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงมาใชเทาที่พอจะใชบังคับได เปนการนําหลักเกณฑทั่วไปเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความมาใชเพื่อใหกระบวนวิธีพิจารณาความแพงและวิธีพิจารณาความอาญาเปนไปตามพื้นฐานเดียวกัน ทําใหเกิดความเปนธรรมแกคูความในคดี มิไดกระทบตอหลักการอันเปนสาระสําคัญของวิธีพิจารณาความอาญาโดยเฉพาะ๓. เลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรมจัดทําความเห็นสรุปไดวา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ เปนบทอนุโลมที่ใหนําบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงมาใชบังคับในการพิจารณาคดีอาญา ในกรณีที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไมไดบัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณานั้น และใหนํามาใชบังคับเพียงเทาที่จะใชบังคับได สําหรับการรับฟงพยานหลักฐานในคดีอาญา เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไมมีบทบัญญัติไวเปนการเฉพาะจึงตองนําประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง ลักษณะ ๕ พยานหลักฐาน มาใชบังคับโดยอนุโลมหากศาลในคดีอาญาเห็นวา พยานหลักฐานที่คูความนํามาสืบเพียงพอจะรับฟงเปนขอยุติแลวหรือพยานหลักฐานใดไมเกี่ยวของกับประเด็นแหงคดี หรือไมมีความจําเปนตองนําพยานเขาสืบศาลอาจใชดุลพินิจสั่งไมยอมรับพยานหลักฐานเขาสูสํานวนคดีได๔. อัยการสูงสุดจัดทําความเห็นสรุปไดวา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕เปนการกําหนดใหศาลในคดีอาญานําบทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงมาใชบังคับในการพิจารณาคดีอาญาในกรณีที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไมไดบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนั้นไวเปนการเฉพาะเทาที่พอจะใชบังคับได กลาวคือ ในกรณีที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไมไดบัญญัติไวโดยตรง ใหนําประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงมาใชเทาที่พอจะใชบังคับไดหนา ๔เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๔๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๘ และเทาที่ไมขัดตอหลักพิจารณาความอาญาเทานั้น เนื่องจากกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีความแตกตางกัน การดําเนินคดีแพงใชหลักความตกลงของคูความฝายใดกลาวอางขอเท็จจริง ผูนั้นตองหาพยานหลักฐานมาพิสูจน แตการดําเนินคดีอาญาใชหลักการตรวจสอบ เจาพนักงานและศาลจะตองรวมกันคนหาความจริงตามที่มีการกลาวหา ดังนั้นหากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไมไดบัญญัติไวเปนการเฉพาะและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงมีหลักการตรวจสอบเชนเดียวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็สามารถนําประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงมาใชในการดําเนินคดีอาญาไดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๕. นายกสภาทนายความจัดทําความเห็นสรุปไดวา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕ มีความหมายชัดแจงวาจะนําบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงมาใชบังคับในการพิจารณาคดีอาญาไดเฉพาะในกรณีที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไมไดบัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณานั้นและใหนํามาใชบังคับเพียงเทาที่จะใชบังคับไดศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคําโตแยงของโจทก ความเห็นและขอมูลของหนวยงานที่เกี่ยวของและเอกสารประกอบแลวเห็นวา โจทกไมไดแสดงเหตุผลประกอบคําโตแยงวา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง วรรคสองและวรรคสาม มาตรา ๒๖ วรรคสอง และมาตรา ๒๗ วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคหา อยางไรไมจําตองวินิจฉัยในสวนนี้ และเห็นวาคดีเปนปญหาขอกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได จึงยุติการไตสวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๕๘ วรรคหนึ่ง กําหนดประเด็นที่ตองพิจารณาวินิจฉัยวาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕ วรรคสี่มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง หรือไมพิจารณาแลวเห็นวา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๗ เปนบทบัญญัติในหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา ๒๕ วรรคสี่ บัญญัติวา “บุคคลซึ่งไดรับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพหรือจากการกระทําความผิดอาญาของบุคคลอื่นยอมมีสิทธิที่จะไดรับการเยียวยาหรือชวยเหลือจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ” มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่งหนา ๕เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๔๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๘ บัญญัติวา “การตรากฎหมายที่มีผลเปนการจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลตองเปนไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิไดบัญญัติเงื่อนไขไว กฎหมายดังกลาวตองไมขัดตอหลักนิติธรรม ไมเพิ่มภาระหรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแกเหตุ และจะกระทบตอศักดิ์ศรีความเปนมนุษยของบุคคลมิได รวมทั้งตองระบุเหตุผลความจําเปนในการจํากัดสิทธิและเสรีภาพไวดวย”และมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติวา “บุคคลยอมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและไดรับความคุมครองตามกฎหมายเทาเทียมกัน”กฎหมายวิธีพิจารณาความเปนกฎหมายที่วาดวยการกําหนดหลักเกณฑ ขั้นตอน และวิธีการในการดําเนินกระบวนพิจารณาความในคดีตาง ๆ โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเปนกฎหมายที่ใชในการดําเนินคดีอาญาแกผูกระทําความผิดตั้งแตการจับกุม การสอบสวนการพิจารณาคดีในชั้นศาล และการลงโทษ เปนกฎหมายที่ควบคุมการใชอํานาจของเจาหนาที่ของรัฐและหนวยงานในกระบวนการยุติธรรมในการดําเนินการกับผูตองหาหรือจําเลย เพื่อใหการดําเนินคดีอาญาเปนไปดวยความสงบเรียบรอย สามารถคนหาความจริงในคดีและนําผูกระทําความผิดมาลงโทษโดยคุมครองสิทธิของผูตองหาหรือจําเลยในคดีอาญาใหมีสิทธิตอสูคดีอยางเต็มที่ และไดรับการพิจารณาคดีอยางเปนธรรม ทั้งนี้ เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคของกฎหมายในการคุมครองสิทธิหรือเสรีภาพของคูความและบุคคลที่เกี่ยวของกับการดําเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕ เปนบทบัญญัติในภาค ๑ ขอความเบื้องตน ลักษณะ ๑ หลักทั่วไป บัญญัติวา“วิธีพิจารณาขอใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิไดบัญญัติไวโดยเฉพาะ ใหนําบทบัญญัติแหงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงมาใชบังคับเทาที่พอจะใชบังคับได”ขอโตแยงของโจทกที่วา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕เปนบทบัญญัติเปดชองใหศาลที่มีอํานาจพิจารณาคดีอาญาใชดุลพินิจปรับใชบทบัญญัติในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงอยางกวางขวาง กอใหเกิดความคลุมเครือ เปนการผลักภาระการพิสูจนความรับผิดและการแสวงหาพยานหลักฐานใหเปนหนาที่ของโจทกเทานั้น ทําใหโจทกไดรับความเสียหายเปนการจํากัดสิทธิที่จะไดรับการเยียวยาหรือชวยเหลือจากรัฐ ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕ วรรคสี่บทบัญญัติดังกลาวสงผลกระทบตอสิทธิของโจทกในการพิจารณาคดี ทําใหเกิดความไมแนนอนชัดเจนที่ตองไดรับหลักประกันความเปนธรรมจากกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญหนา ๖เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๔๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๘ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง และไมเปนไปตามหลักความเสมอภาคในการดําเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง นั้น เห็นวา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๕ เปนบทบัญญัติที่ใหศาลที่มีอํานาจพิจารณาคดีอาญานําประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงมาใชบังคับในคดีอาญาในกรณีที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไมไดบัญญัติวิธีพิจารณาขอใดไวโดยเฉพาะเพื่อใหศาลสามารถใชดุลพินิจปรับใชบทบัญญัติแหงกฎหมายแกคดีอาญาได การบัญญัติกฎหมายในลักษณะนี้เปนไปตามหลักการตรากฎหมายทั่วไป ซึ่งมีความมุงหมายเพื่อใหหลักการดําเนินคดีอาญาและการดําเนินคดีแพงเปนไปตามพื้นฐานเดียวกัน เทาที่ไมขัดตอความมุงหมายของการดําเนินคดีในแตละประเภท และเพื่อหลีกเลี่ยงการบัญญัติกฎหมายซ้ํา การดําเนินคดีอาญาเปนไปตามหลักการตรวจสอบเปนหนาที่ขององคกรในกระบวนการยุติธรรมทุกฝายตั้งแตเจาพนักงานและศาลในการรวมกันคนหาความจริงตามที่มีการกลาวหา ศาลเปนทั้งผูคนหาความจริงตามภววิสัยและวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีดวยภาระการพิสูจนในคดีอาญาจึงตกอยูกับโจทกเปนหลัก และมาตรฐานการพิสูจนในคดีอาญาตองพิสูจนใหเห็นถึงความชัดแจงโดยปราศจากขอสงสัยตามสมควร สวนการดําเนินคดีแพงเปนไปตามหลักความตกลงหากคูความตกลงกันไมไดในการนําสืบพยานหลักฐาน คูความฝายใดกลาวอางขอเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคําคูความของตนใหคูความฝายนั้นมีภาระการพิสูจนขอเท็จจริงนั้น คูความสามารถตกลงกันไดและศาลทําหนาที่เปนเพียงผูชี้ขาดตัดสินคดีใหเปนไปตามที่คูความนําเสนอและเปนไปตามที่คูความยังไมยอมรับขอเท็จจริงกันเทานั้น การวินิจฉัยปญหาขอเท็จจริงในคดีแพงใดจะตองกระทําโดยอาศัยพยานหลักฐานในสํานวนคดีนั้น คูความฝายที่มีภาระการพิสูจนขอเท็จจริงเพื่อใหศาลเชื่อวาพยานหลักฐานที่ตนนําสืบสนับสนุนขออางหรือขอเถียงของตนมีน้ําหนักนาเชื่อถือมากกวาพยานหลักฐานของอีกฝายหนึ่ง ศาลตองตรวจพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยวาพยานหลักฐานนั้นมีน้ําหนักไปในทางฝายใดแตไมถึงกับปราศจากขอสงสัย ศาลก็ชี้ขาดใหฝายนั้นเปนผูชนะคดีได ทั้งนี้ แมวากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะมีพื้นฐานแนวความคิดที่แตกตางไปจากกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงอยูบางแตมีหลักเกณฑทั่วไปที่ใชวิธีพิจารณาความรวมกัน ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงไดบัญญัติหลักเกณฑดังกลาวไวโดยละเอียดแลว ดังนั้น ในกรณีที่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไมไดบัญญัติเรื่องใดไวเปนการเฉพาะ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕จึงบัญญัติใหนําประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพงซึ่งเปนพื้นฐานของกฎหมายวิธีพิจารณาความทั่วไปที่สอดคลองกับหลักเกณฑในวิธีพิจารณาความอาญามาใชบังคับเทาที่ไมขัดหรือแยงกับหลักการอันเปนสาระสําคัญหนา ๗เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๔๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๘ ของวิธีพิจารณาความอาญาโดยเฉพาะ เปนกลไกการใชกฎหมายเพื่ออํานวยความยุติธรรมในกรณีที่ไมมีบทบัญญัติหรือหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากําหนดไว การใชบังคับมาตราดังกลาวตองคํานึงถึงความแตกตางตามที่เหมาะสมในแตละกรณี ตองใชดวยความระมัดระวัง ตีความโดยเครงครัด อีกทั้งการใชดุลพินิจของศาลในการบังคับใชกฎหมายยอมเปนไปตามที่บทบัญญัติดังกลาวไดวางกรอบไวแลวตามหลักกฎหมายพื้นฐานของการดําเนินคดีอาญา ไมอาจเปนไปตามอําเภอใจจนถึงขนาดที่จะไปกระทบกระเทือนตอสาระสําคัญแหงสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชน เนื่องจากผูบังคับใชกฎหมายตองปฏิบัติหนาที่ใหเปนไปตามรัฐธรรมนูญกฎหมาย และหลักนิติธรรมเพื่อประโยชนของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนเปนสําคัญโดยเฉพาะการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเปนอํานาจของศาลซึ่งตองดําเนินการใหเปนไปตามกฎหมายและในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย ผูพิพากษาและตุลาการยอมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายใหเปนไปโดยรวดเร็ว เปนธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง ทั้งนี้ ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๓ วรรคสอง และมาตรา ๑๘๘ บัญญัติไวดังนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ เปนบทบัญญัติแหงกฎหมายที่มีความชัดเจนแนนอน ไมกอใหเกิดความคลุมเครือวากรณีใดศาลจะใชประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง ระหวางพิจารณาคดี คูความมีสิทธิโตแยงแสดงพยานหลักฐานสนับสนุนคําคูความของตนไดอยางเต็มที่ตามหลักสิทธิปองกันตนเองหรือหลักการฟงความสองฝาย อันเปนการประกันความเปนธรรมในกระบวนพิจารณาคดี ไมเปนการจํากัดสิทธิในการไดรับการเยียวยาหรือชวยเหลือจากรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕ วรรคสี่ เมื่อชั่งน้ําหนักระหวางสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลที่ถูกจํากัดตามบทบัญญัติแหงกฎหมายกับประโยชนสวนรวมที่จะไดรับตามวัตถุประสงคของกฎหมายแลว เปนไปตามหลักความไดสัดสวนที่รัฐตองจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเพียงเทาที่พอเหมาะพอควร ไมขัดตอหลักนิติธรรม ไมเพิ่มภาระหรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแกเหตุ ไมกระทบตอศักดิ์ศรีความเปนมนุษย ไมขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง และบทบัญญัติดังกลาวนํามาบังคับใชกับคูความในคดีเดียวกัน บุคคลยังคงเสมอกันในกฎหมายและไดรับความคุมครองตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ ไมใชเปนการกําหนดใหสิทธิหนาที่ของประชาชนที่สมควรไดรับการพิจารณาอยางคดีอาญามีสิทธิเทียบเทาคดีแพง อันจะขัดตอหลักความเสมอภาคในการดําเนินกระบวนการพิจารณาของศาลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่งหนา ๘เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๔๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๘ อาศัยเหตุผลดังกลาวขางตน จึงวินิจฉัยวา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ไมขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕ วรรคสี่ มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่งนายนครินทร เมฆไตรรัตนประธานศาลรัฐธรรมนูญนายปญญา อุดชาชน นายอุดม สิทธิวิรัชธรรมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนายวิรุฬห แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนทตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนายนภดล เทพพิทักษ นายบรรจงศักดิ์ วงศปราชญตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนายอุดม รัฐอมฤต นายสุเมธ รอยกุลเจริญตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหนา ๙เลม ๑๔๒ ตอนที่ ๔๐ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๘Powered by TCPDF (www.tcpdf.org)